เส้นทางสู่เทพ

    ตอนที่ 31 การทดสอบประจำเดือน 2

    รอยดูการต่อสู้ของสำนักยองวอนไปไม่นานก็มาถึงการต่อสู้ของรอยสักที ซึ่งฝั่งตรงข้ามที่เป็นรุ่นพี่จุนแจก็ยังคงทำท่าทางยั่วยุไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนกับครั้งแรกที่มาหารอยในสำนักอินซา

     

    “ให้ตายซิ!! อยากจะเตะหน้าเจ้าหมอนี่ให้พังแล้วกลับไปทำศัลยกรรมที่ประเทศของมันเดี๋ยวนี้เลยจริง ๆ”

     

    “หมายเลขสอบที่ 12 ขึ้นมาที่สนามประลองได้” รอยได้ยินผู้คุมสอบประกาศเรียกชื่อแล้วรีบยกมือตอบรับพร้อมกับรีบเดินขึ้นไปที่ลานประลองทันที ถึงนี่จะไม่ใช่การต่อสู้ครั้งแรกของรอยแต่การที่มีคนดูนับร้อยจ้องมองมาที่เขาก็อดทำให้ตื่นเต้นไม่ได้เลยจริง ๆ

     

     

    ทันทีที่ทั้งคู่เดินขึ้นมาที่กลางลานประลองแล้วรุ่นพี่จุนแจก็กล่าวยั่วยุใส่รอยทันทีเหมือนกับเตรียมบทพูดเอาไว้แล้ว

    “โอ้ว! ไม่เลวหนินึกว่าแกจะเป็นเหมือนกับศิษย์คนก่อน ๆที่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้ารับทดสอบเลยด้วยซ้ำ”

     

    รอยไม่ได้ตอบรับหรือมีอาการอะไรออกมาให้อีกฝ่ายได้เห็น แต่เพียงแค่นึกในใจว่ามันมีศิษย์คนก่อนหน้านี้ด้วยเหรอไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรเลย ทันทีที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นรอยรีบเปิดประตูนักสู้ขึ้นมาทันที แต่รุ่นพี่จุนแจที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็พุ่งตัวเข้ามาจนรอยตั้งตัวไม่ทันก็ถูกถีบเข้าที่กลางหน้าอกอย่างแรง แต่ความเสียหายที่ได้รับมันไม่สะทกสะท้านอะไรเลย เพราะรอยเปิดใช้อาร่าแห่งยักษากับประตูนักสู้ขึ้นมาก่อนที่จะถูกโจมตีได้อย่างทันท่วงที ความแข็งแกร่งทางกายภาพของรอยตอนนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเพราะด้วยการที่ฝึกควบคุมพลังปราณอยู่ทุกวันเลยทำให้กายเนื้อของรอยมีความแข็งแกร่งจนน่าตกใจ ตอนนี้ระดับพลังปราณของรอยกลายมาเป็นปราณก่อกำเนิดขั้นสูงเรียบร้อยแล้วอีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็สามารถหลอมรวมเป็นปราณนักสู้ได้

     

    รุ่นพี่จุนแจเห็นว่าแรงเตะของเขาไม่แรงพอก็หมุนตัวเตะเข้าที่คอของรอยทันทีเพราะไม่อยากจะปล่อยให้รอยได้ตั้งตัวโจมตีหรือหลบหนีออกไปได้ รอยเอนหลังหลบทันทีเพราะเห็นว่ารุ่นพี่จุนแจใช้พลังปราณผสานเข้ากับในการโจมตีในการเตะครั้งนี้ด้วย

     

    วืด!

     

    เสียงแรงเตะผ่านอากาศสร้างผลกระทบให้กับรอยไม่ใช่น้อยเพราะถ้าโดนเตะดอกนี้เข้าไปมีหวังได้ลงไปกลิ้งเล่นกับพื้นสนามประลองเป็นแน่ ถึงการหมุนตัวเตะครั้งแรกจะไม่โดน รุ่นพี่จุนแจก็หมุนตัวมาอีกครั้งด้วยแรงเหวี่ยงที่มากขึ้นกว่าเดิม แต่ทันทีที่รอยก้มหลบเพราะเห็นว่าวิถีการโจมตียังคงเล็งมาที่คอของเขาตรงจุดเดิม แต่เมื่อรอยก้มลงเพื่อหลบเท่านั้นแหละรุ่นพี่จุนแจก็หมุนพลิกตัวกลางอากาศและใช้ส้นเท้าตอกส้นเข้าที่หัวของรอยอย่างจังจนเกิดคลื่นกระแทกประกายสีทองขึ้นมา

    ตึง!!

    อั๊ก!!

    ถึงแม้รอยจะมีพลังป้องการทางกายภาพที่เพิ่มมากขึ้นแต่เมื่อโดนการโจมตีดอกนี้เข้าไปก็ทำให้เขาหน้าทิ่มลงพื้นอย่างหมดสภาพ หน้าที่กระแทกกับพื้นสนามอย่างแรงทำให้รอยหน้าผากแตกกับเลือกกำเดาไหลออกมา รอยรีบใช้มือทั้งสองข้างดันพื้นแล้วกระโดดออกมาให้ห่างทันที แต่รุ่นพี่จุนแจก็ตามเกาะติดไม่หยุด

    “บ้าเอ้ย! ไอรุ่นพี่บ้านั่นเล่นเอาซะมึนหัวเลยตึบ ๆเลย นี่คิดจะเอาให้หัวเรายุบไปเลยหรือยังไงกัน?”

     รอยเลยคิดที่จะใช้วิชาที่ตัวเบาของสำนักอินซาที่ปรมาจารย์บีโฮได้สอนรอยในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้

     

    ก้าวย่างอัสนีที่ 1 ก้าวลวงตา เป็นทักษะที่ใช้การพุ่งตัวเข้าไปด้วยความเร็วสูงเพื่อหลอกล่อให้คู่ต่อสู้กะระยะสายตาการมองเห็นที่ผิดเพี้ยนไปคิดว่าเราจะพุ่งเข้าไปประชิตตัวคู่ต่อสู้แล้ว แต่ที่จริงมันเป็นเพียงแค่ร่างหลอกตาเท่านั้นที่พุ่งเข้าไป ถ้าหลอมรวมเข้ากับการใช้พลังปราณจะสามารถเคลื่อนที่ได้หลายทิศทางไม่ใช่เพียงแค่พุ่งตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

     

    รอยใช้ทักษะวิชาตัวเบาที่ถูกสอนมาจากปรมาจารย์บีโฮเคลื่อนตัวพุ่งเข้าไปด้วยก้าวลวงตาที่ทำท่าทางเหมือนจะพุ่งกระแทกรุ่นพี่จุนแจที่กำลังพุ่งสวนเข้ามาหาเขา จนทำให้รุ่นพี่จุนแจเห็นว่านั่นคือร่างจริงของรอยที่พุ่งเข้ามาเพื่อที่จะโจมตีเขา ทันทีที่รอยเห็นว่ารุ่นพี่จุนแจเตะเข้าไปที่ร่างหลอกของรอย

     

    ก้าวย่างอัสนีที่ 2 ก้าวหลบหลีก เป็นทักษะการเคลื่อนที่ต่อเนื่องมาจากก้าวลวงตาที่จะทำให้เห็นว่าคู่ต่อสู้กำลังจะทำอะไรต่อไป ก้าวหลบหลีกนั้นจะเป็นทักษะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเหมือนกับการหายตัวไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ที่จริงแล้วมันเป็นทักษะที่ต้องสังเกตคู่ต่อสู้ให้ดีเพื่อที่จะใช้จังหวะในการเข้าไปหลบหลีกอยู่ในจุดอับสายตาของคู่ต่อสู้จากนั้นก็เข้าไปประชิดตัวคู่ต่อสู้แบบไม่ทันได้ตั้งตัว

     

    รอยมองหาจุดอับสายตายที่ทางด้านซ้ายของรุ่นพี่จุนแจจึงใช้ก้าวลวงตาอีกครั้งเพื่อหลอกล่อให้รุ่นพี่จุนแจสับสนว่าตัวจริงของเขาอยู่ตรงไหนกันแน่เพราะรอยสร้างตัวตนอีกร่างขึ้นมาวิ่งไปอีกทิศทางหนึ่ง รอยที่เห็นว่ารุ่นพี่จุนแจสนใจร่างหลอกของรอยแล้ว รอยก็ใช้โอกาสพุ่งตัวเข้าไปประชิดที่ทางด้านหลังของรุ่นพี่จุนแจทันทีและเตะสกัดเข้าที่ขาอย่างแรงจนรุ่นพี่จุดแจเสียสมดุลและเซล้มลงพื้นไปอย่างแรง จากนั้นรอยก็ใช้ทักษะต่อไป

     

     

     

    ก้าวย่างอัสนีที่ 3 ก้าวอัสนีลงทัณฑ์ เป็นก้าวย่างที่ใช้ในการโจมตีคู่ต่อสู้ที่รวบรวมพลังมาจาก 2 ก้าวย่างที่ผ่านมาเพราะมันจะทำให้ประสิทธิภาพของพลังโจมตีเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว

     

    ก้าวอัสนีลงทัณฑ์!!

     

    ในระหว่างที่รุ่นพี่จุนแจเซล้มลงไปแล้วรอยก็รวบรวมพลังจนเกิดเป็นประกายสายฟ้าสีน้ำเงินไว้ที่เท้าข้างขวาจนเสร็จพอดี จากนั้นก็กระทืบลงไปตรงจุดที่รุ่นพี่จุนแจล้มลงไป

     

    เปรี้ยง!!

     

    ประกายสายฟ้าแตกออกเป็นแฉก ๆกระจายตัวออกไปโดยรอบเหมือนกับใยแมงมุมทันทีที่รอยกระทืบเท้าลงพื้น รุ่นพี่จุนแจที่อยู่จุดศูนย์กลางของสายฟ้าชักดิ้นชักงออย่างกับถูกผีเข้าสิง

     

    อ๊ากก!!

     

    รุ่นพี่จุนแจโดนสายฟ้าจาก ก้าวอัสนีลงทัณฑ์ เข้าไปเต็ม ๆถึงรุ่นพี่จุนแจจะไม่หมดสติไปจากการโจมตีที่รุนแรงนี้ แต่ก็ทำให้เขาไม่สามารถลุกขึ้นมาสู้ต่อได้อีกแล้ว

    “จบการประลอง”

     

    แต่ทันทีที่เสียงพูดการประลองจบลงก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นที่โดมบังแดดของสนามต่อสู้

     

    ตู้มม!

     

    เกิดเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ขึ้นทางด้านบนเหมือนกับว่ามีใครทำอะไรกับโดมบังแดด เศษสิ่งก่อสร้างมากมายที่ถูกทำลายก็ร่วงหล่นลงมาอย่างกับห่าฝน รอยมองไปทางด้านบนก็เห็นว่ามีเศษเหล็กขนาดใหญ่กำลังร่วงลงมาทางที่รุ่นพี่จุนแจนอนชักดิ้นชักงออยู่ รอยจึงรีบเข้าไปดึงตัวเขาออกมาทันทีถึงแม้รอยจะไม่ถูกชะตากับรุ่นพี่คนนี้มากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่อยากใช้สิ่งนั้นมาเป็นอัคติและปล่อยให้เขาตายไปโดยที่ไม่ช่วยเหลืออะไรเลยทั้งที่ตอนนี้สามารถช่วยเหลือเขาได้ พลังสายฟ้าที่ยังคงตกค้างอยู่ในร่างของรุ่นพี่จุนแจก็ทำให้รอยชะงักไปชั่วขณะหนึ่งแต่ก็สามารถดึงรุ่นพี่จุนแจออกมาได้ทันและรอดไปได้อย่างหวุดหวิด คานเหล็กหล่นลงมาที่กลางสนามประลองอย่างน่ากลัวถ้ารุ่นพี่จุนแจที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองให้หนีออกมาจากจุดนั้นได้ ร่างของเขาคงเละแหลกเหลวไปแล้วถ้าถูกเหล็กขนาดใหญ่อันนี้ทับลงบนตัว รอยเห็นว่าตรงจุดนี้ไม่ค่อยจะปลอดภัยเลยลากรุ่นพี่จุดแจออกมาให้ห่างจากตรงจุดที่มีสิ่งก่อสร้างที่กำลังจะหล่นลงมาอีกระลองหนึ่ง

     

    เสียงร้องตกใจดังไปทั่วสนามประลองเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมโดมบังแดดด้านบนถึงได้พังลงมาแบบนั้น รอยก็เลยมองไปข้างบนด้วยความสงสัยอย่างเพ่งพินิจและเห็นเงาเลือนรางคล้ายกับกลุ่มคนยืนอยู่บนนั้น จากนั้นก็เกิดเสียงดังเหมือนกับมีคนทะเลาะกันอยู่ตรงจุดผู้ชมที่เป็นที่นั่งของเหล่าปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธ

     

    “ผู้อำนวยการแดเนียลแกทำอะไรของแก ทำไมถึงได้มีบาเรียขังพวกเราเอาไว้อย่างนี้” หนึ่งในปรมาจารย์เห็นว่าผู้อำนวยการแดเนียลยืนอยู่นอกเขตบาเรียและไม่มีท่าทีตื่นตระหนกอะไรกับเหตุการณ์นี้เลย ทั้ง ๆที่นักเรียนและปรมาจารย์ถูกขังเอาไว้ทั้งหมดในม่านบาเรีย แต่ผู้อำนวยการแดเนียลกลับอยู่นอกอาณาเขตเพียงคนเดียวและไม่คิดที่จะแสดงท่าทีอะไรกับเหตุการณ์ที่น่าแปลกประหลาดนี้เลย

     

    ไม่ได้มีแค่เหล่าปรมาจารย์เท่านั้นที่ถูกม่านบาเรียขังเอาไว้แต่รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนที่นั่งดูอยู่รอบ ๆสนามต่อสู้ด้วย นักเรียนบางคนพยายามทำลายบาเรียเพื่อหนีออกมาแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะทันทีที่พวกเขาโจมตีม่านบาเรียไม่เพียงแค่จะไม่ถูกทำลายแต่ม่านบาเรียมันยังดูดซับพลังการโจมตีของพวกเขาไว้อีกด้วย

     

    “เกิดอะไรขึ้นกันวะเนี่ย ทำไมพวกเราถึงถูกขังไว้แบบนี้ล่ะ”

    “ไม่รู้ซิ มีผู้ก่อการร้ายอย่างงั้นเหรอ?”

    “หรือว่านี่จะเป็นระบบป้องกันที่มีผู้ก่อการร้าย”

    “จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง โรงเรียนเราอยู่ในเขตปกครองพิเศษนะไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลยตั้งแต่ที่ฉันอยู่ในเมืองนี้มา”

    “จะเรื่องอะไรก็ไม่รู้ล่ะฉันอยากจะหนีออกจากจากสนามต่อสู้นี้สักที รู้สึกไม่ดีกับสถานการณ์ตอนนี้ยังไงก็ไม่รู้”

     

     

    นักเรียนที่อยู่ใกล้ ๆปรมาจารย์ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือเพราะพลังของพวกเขายังไม่สามารถทำลายม่านบาเรียนี้ออกไปได้ อยู่ ๆหนึ่งในกลุ่มคนปริศนาที่อยู่ข้างบนก็กระโดดลงมาที่กลางสนามประลอง สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนเข้าไปกันใหญ่เพราะทันทีที่เห็นสัญลักษณ์บนหัวของชายหัวล้านที่เป็นรูปโพดำก็รู้ได้ทันทีเลยว่าคนที่โดดลงมาเป็นใคร

     

    “พวกมีหมายเลขของหน่วยโพดำองค์กรเมฆทิฬ!!”

     

    “พวกมันมาที่นี่ทำไมกัน?” 

     

    รอยพอรู้ว่ากลุ่มคนนี้คือคนในองค์กรเมฆทมิฬก็หันไปหาคาร่าทันทีเพราะตอนนี้ทั้ง 3 คนเองก็อยู่ที่ตรงจุดที่นั่งคนดูด้วยเช่นกัน ที่ผ่านมารอยก็ได้รู้ตัวตนของทั้งสามคนที่อยู่ในโรงเรียนนี้หมดแล้ว รอยคิดไปว่าถูกทั้ง 3 คนนั้นหักหลังอย่างงั้นเหรอ เพราะไม่มีเหตุผลอื่นเลยที่พวกมันจะตามเขามาถึงสนามต่อสู้นี้ได้ถ้าไม่มีคนบอกสถานที่และเวลาที่แน่นอน แล้วตอนนี้ทั้ง 3 คนยังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกด้วย มันทำให้รอยคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยจริง ๆ

     

    คาร่าที่เห็นรอยมองมาก็รู้ได้ทันทีเลยว่ารอยคิดอะไรอยู่ แต่ทันทีที่คาร่ากำลังจะส่งเสียงในความคิดไปอธิบายให้รอยฟัง แต่อยู่ ๆชายหัวรังนกก็ปรากฏตัวมายืนอยู่ตรงหน้าม่านบาเรียของทั้ง 3 คน แต่ยังดีที่มีม่านบาเรียป้องกันเอาไว้อยู่เลยทำให้ชายหัวรังนกไม่สามารถเข้ามาทำร้ายพวกเขาได้ ทั้ง 3 คนเองก็หวาดกลัวชายคนนี้ไม่ใช่น้อยเพราะหน่วยโพดิที่มีหมายเลขเหล่านี้ต่างก็เป็นผู้มีพลังพิเศษระดับสูงขององค์กรกันแทบทั้งสิ้น ระดับพวกเขาทั้ง 3 คนรวมพลังกันก็ยังไม่รู้เลยว่าจะสามารถทำให้ชายหัวรังนกคนนี้มีบาดแผลได้หรือไม่

     

    “เห้ย! แดลเนียล ปิดม่านบาเรียตรงจุดนี้ที ฉันมีอะไรต้องสะสางกับพวกมันสักหน่อย”

    แดเนียลหันมาทางชายหัวรังนกและปิดม่านบาเรียตรงจุดที่ชายหัวรังนกอยู่ทันที

     

    “แดเนียล! เป็นคุณเองงั้นเหรอ?” คาร่าที่เริ่มจะเข้าใจสถานการณ์ก็หันไปทางแดเนียลด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าไม่ใช่พวกเดียวกันคงไม่ทำตามที่ชายหัวรังนกสั่งเป็นแน่ และการที่หน่วยโพดำปรากฏตัวมาวันนี้แปลว่าพวกเขาจะต้องเตรียมการมาเป็นอย่างดีแล้วและทำให้พวกเขาทั้งสามมารวมตัวกันได้ก็อยู่ในแผนของพวกเขาด้วยเช่นกัน เพราะกลุ่มของคาร่าถูกรับคำสั่งโดยตรงจากผู้อำนวยการแดเนียลให้มาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับพวกนักเรียน ทั้งที่ทั้ง 2 คนไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกับคาร่าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนนี้เลย แต่พวกเขาก็ต้องมาเพราะได้รับคำสั่งมาแบบนั้น

     

    นักเรียนที่อยู่โซนเดียวกับพวกคาร่าพอเห็นว่าม่านบาเรียถูกเปิดออกต่างก็พากันวิ่งกรูออกมาทันที แต่ชายหัวรังนกมีหรือจะปล่อยพวกเขาให้หนีออกไปได้ ชายหัวรังนกแผ่จิตสังหารที่รุนแรงกระจายพลังเป็นออร่าสีเลือดออกไปรอบ ๆจนทำให้พวกเด็ก ๆที่วิ่งหนีต่างก็ทรุดตัวขยับไปไหนไม่ได้แถมทุกคนยังทำหน้าตาทรมานมากอีกด้วย ด้วยพลังจิตที่รุนแรงแผ่ขยายออกไปเป็นพลังออร่าเลยทำให้ความเข้มข้นของพลังจิตสังหารรุนแรงมากกว่าปกติเป็นเท่าทวีคูณ คนที่ไม่ผ่านการสู้รบเป็นตายมาก่อนเลยอย่างพวกนักเรียนเหล่านี้มีหรือจะทนรับกับมันได้

     

    ขนาดซีโน่เองที่เคยผ่านการต่อสู้เป็นตายมาหลายครั้งและฆ่าคนมาก็มากแต่เมื่อเจอพลังของชายหัวรังนกเข้าไปก็ทำให้เขาอดขนลุกไม่ได้จริง ๆเพราะต้องฆ่าคนไปมากถึงขนาดไหนกันถึงได้ปล่อยจิตสังหารที่รุนแรงขนาดนี้ออกมาได้

     

    “รอยอยู่ในอันตราย ฉันจะหาจังหวะโจมตีเจ้านี่เอง ดุ๊กฉันฝากนายลงไปช่วยรอยด้วย”

     

    ดุ๊กหันมามองซีโน่กับคาร่าพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยความกังวล “พวกนายจะไหวแน่นะ”

     

    “ไม่ไหวก็ต้องไหว” ซีโน่กับคาร่าเปิดฉากโจมตีเพราะเห็นว่าพวกเด็ก ๆที่อยู่บริเวณนี้เริ่มจะทนจิตสังหารของชายหัวรังนกไม่ไหวแล้วจนมีบางคนเริ่มที่จะหมดสติล้มลงไป

    ดุ๊กที่ปลอมตัวเป็นลุงคนสวนก็กระโดดพุ่งออกไปเมื่อเห็นว่าได้โอกาสแล้ว

     

    ตึง! 

     

    หัวของดุ๊กชนเข้ากับม่านบาเรียกลางอากาศอย่างจัง

     

    “แกคิดว่าที่ฉันให้แดเนียลปิดม่านมาเรียเพื่อที่จะปล่อยให้แกหนีออกไปได้หรือยังไงกัน” 

     

     

    แดเนียลตะโกนมาทางชายหัวรังนก

    “รีบ ๆจัดการธุระของคุณเร็ว ๆหน่อยล่ะเพราะอีกไม่นานพวกคนข้างนอกน่าจะสังเกตเห็นแล้วว่าสนามต่อสู้แห่งนี้นี้มีความผิดปกติเกิดขึ้น ผมไม่อยากจะปะทะกับพวกเดอะคิวบ์ตรง ๆคุณน่าจะเข้าใจตรงจุดนี้ดีนะ” 

     

    “เข้าใจแล้ว”

     

    ที่กลางลานประลอง ผู้คุมสอบที่เห็นว่ามีคนบุกรุกเข้ามาก็รีบตะโกนเรียกให้นักเรียนที่อยู่บริเวณลานประลองที่ไม่ได้ถูกม่านบาเรียกักขังเอาไว้เหมือนกับคนอื่น ๆให้มารวมตัวกันอยู่ทางด้านหลังของเขา

    รอยที่อยู่กลางลานสนามประลองกับรุ่นพี่จุนแจที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถึงจะได้ยินเสียงเตือนของผู้คุมสอบแต่เพียงแค่ชายหัวล้านหันหน้ามามองที่รอยเท่านั้นแหละ รอยเองก็ไม่กล้าที่จะขยับตัวไปไหนเลยเพราะความกดดันที่ชายหัวล้านแผ่ออกมามันช่างน่ากลัวซะเหลือเกิน

     

    ผู้คุมสอบชายเห็นว่าชายหัวล้านไม่สนใจอะไรเขาเลยก็รู้สึกโกรธและพุ่งเข้าไปถีบเข้าที่ท้องของชายหัวล้านทันที

     

    แต่ขาของผู้คุมสอบที่ถีบใส่ชายหัวล้านก็ขาดออกเหมือนกับถูกของมีคมฟันเข้า

     

    อ๊ากก! 

     

    รอยที่อยู่ใกล้ที่สุดเห็นเพียงแค่ชายหัวล้านขยับมือขวาของเขาเท่านั้นขาของผู้คุมสอบก็ถูกตัดจนขาดไปแล้ว แต่รอยไม่รู้เลยว่าชายหัวล้านโจมตีด้วยอะไรถึงสามารถทำให้ขาของคนขาดเหมือนกับถูกของมีคมฟันเข้าอย่างนั้น

     

    ผู้คุมสอบที่ถูกตัดขาขวาไปก็ทรุดล้มลงจับบาดแผลที่ขาร้องออกมาอย่างทรมานอยู่ตรงหน้าของชายหัวล้าน

     

    “น่ารำคาญจริง ๆ”

     

    ฉัวะ!!

    ร่างของผู้คุมสอบถูกตัดทั้งร่างเหมือนกับรอยกรงเล็บของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่พื้นสนามมีรอยฟันลึกของกรงเล็บทั้ง 5 ลงสนามประลองจนทำให้เห็นได้ชัดเจน จากนั้นชายหัวล้านก็หยิบกระดาษในกระเป๋ากางเกงออกมาพร้อมกับเอามาเทียบหน้าของรอยว่าเหมือนกับเด็กในรูปที่เขาถืออยู่รึเปล่า

     

    “เจ้าเด็กนี่เองซินะ”

     

    รุ่นพี่จุนแจที่เห็นรอยจับคอเสื้อของเขาไว้แน่นก็รับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวของรอยเลยและเขาเองก็รู้สึกแบบเดียวกับรอยด้วยเช่นกัน การที่มาเห็นคนตายต่อหน้าอย่างสยดสยองแบบนี้ถ้าไม่รู้สึกหวาดกลัวชายที่ทำแบบนั้นได้อย่างหน้าตาเฉยก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว แต่รุ่นพี่จุนแจเองจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถขยับตัวหรือพูดอะไรออกมาได้สักแอะ เพราะเขาเองก็เห็นว่ารอยได้ช่วยชีวิตของเขามาแล้วครั้งหนึ่งจากการที่มีคานเหล็กร่วงมาหล่นทับเมื่อครู่นี้ ถ้ารอยปล่อยเขาทิ้งเอาไว้ตรงนี้แล้วหนีไปเขาก็ไม่อยากจะนึกถึงเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง จุนแจได้แต่คิดในใจว่า รอยคงจะไม่ทิ้งเขาไปง่าย ๆหรอกใช่ไหม