The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๔๗ พิสิทธา

            ฆ่าผู้เล่นตายไปสิบห้าคนของดรอปมาสิบห้าชิ้น เงินอีกเพียบ วิฬาร์แม้หัวสูง แต่ของที่ควรเก็บก็เก็บ ถึงเขาจะมองว่ามันไม่ต่างจากขยะก็ตาม

            จากนั้นก็ออกเดินทางต่อทำเสมือนว่าการต่อสู้เมื่อครู่เป็นแค่การแวะพักเท้าเท่านั้น เขาเดินอย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่วันเต็มๆถึงกับต้องค้างคืนด้วยการขุดรูในหิมะ กว่าจะมาถึงจุดหมายปลายทางที่ตรานั่นชี้มา

            ‘ทำไมต้องอุตริมาอยู่นี่ไกลปืนเที่ยงขนาดนี้ด้วยวะเนี่ย’ เขาบ่นงึมงำในใจ

            แม้จะบ่นแต่เท้าก็พาตัวเองตรงไปยังกระท่อมเล็กๆ ที่ตอนนี้ท่วมไปด้วยหิมะขาวโพลนในป่าสนต้นใหญ่ส่วนตัวเขาเองก็ลำบากใช่ย่อย เพราะตอนนี้ ต้องค่อยๆลากเท้าผ่านกองหิมะที่สูงถึงหน้าแข้งไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางเกล็ดสีขาวโปรยปรายลงมาอย่างน่าหงุดหงิด

            จากนั้นก็เคาะประตูกระท่อมนั่นสามครั้งแรงสั่นสะเทือนทำเอาเศษน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามชายคาร่วงกราว

            “เข้ามา”เสียงเข้มๆ ดังขึ้นทันทีราวกับรออยู่แล้วแต่วิฬาร์ไม่มีกะจิตกะใจจะมาพินิจพิเคราะห์อะไรกับมันว่าเจ้าของเสียงเป็นใครหรือมีที่มาที่ไปยังไง ตอนนี้สิ่งที่เขาสนใจคือตัวเองถูกส่งมาทำอะไรที่นี่กันแน่

            ภายในอบอุ่นไปด้วยเตาผิงเล็กๆใบหนึ่งราวกับเป็นโลกอีกใบ เขาสลัดเกล็ดหิมะที่ติดอยู่ตามตัวอย่างหนาวเหน็บก่อนจะสูดลมอุ่นๆ เข้าไปอย่างชื่นใจ

            “ผู้เล่นวิฬาร์พบฤๅษีพิสิทธาเลเวล 325”

            เลเวลสามร้อยกว่าอีกคนแล้ว

            “สวัสดีครับ”ถึงแม้เขาจะเหนื่อยมาก แต่ก็ยังไม่ลืมว่าคนตรงหน้าอาจจะเป็นหนึ่งในอาจารย์ของเขาในอนาคต จึงไม่ได้แสดงอาการเสียมารยาทไปเพียงแค่หอบน้อยๆ จากการเดินทางอย่างหนักตลอดวันที่ผ่านมาเท่านั้น

            ใบหน้าชราทอแววเฉื่อยชาบึ้งตึงเล็กน้อยดวงตาเทาๆ จับจ้องบนใบหน้าวิฬาร์แล้วไล่ขึ้นลงตามตัวเขาอย่างพิจารณาท่านไม่ได้พูดอะไรตอบกลับคำทักทายของเขาเพียงแต่ยื่นชามใบเล็กที่มีควันลอยกรุ่นมาให้

            “ขอบคุณครับ”เขาเคลื่อนตัวเข้าไปรับซุปถ้วยนั้นแล้วยกซดทันที

            รสชาติขมปร่าแพร่กระจายจนทั่วลิ้นในวินาทีที่ซุปชามนั้นแตะริมฝีปากสีหน้าวิฬาร์บิดเบี้ยวจนดูแทบไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าซุปในถ้วยนี้รสชาติสุดห่วยแตกขนาดไหนนี่ยังดีที่เขากลั้นใจเอาไว้ทัน ไม่อย่างนั้นผนังห้องสักฝั่งของกระท่อมน้อยหลังนี้คงต้องถูกทำความสะอาดใหม่อย่างแน่นอน

            “หึ คนอย่างเจ้าช่างไม่รู้จักของดีจริงๆ”ท่านยกมุมปากขึ้นแสยะในเชิงดูถูกแล้วถอนลมหายใจ เมื่อเห็นเขาแสดงสีหน้าเหยเกออกมา

            วิฬาร์ถึงกับขมวดคิ้วในขณะที่พยายามกลืนรสชาติสุดทานทนนั้นลงคอไปเพียงแค่พบหน้ากัน พูดคุยกันไม่ถึงสองประโยค ก็เอ่ยวาจาหาเรื่องเขาแล้ว?ดูเหมือนฤๅษีท่านนี้น่าจะมีปัญหาอะไรกับเขาแน่นอน

             “เสียของแท้ๆ ที่ไอ้ขี้ก้างอย่างเจ้าได้ครองร่างของทศกัณฐ์สภาพอย่างนี้น่ะหรือ จะไปสู้อะไรกับใครที่ไหนได้ หน้าตายังกะถูกจามรีเหยียบมาต่อให้ข้ายืนเฉยๆ ให้เจ้าโจมตีสามวันสามคืน ดูท่าคงจะทำอะไรข้าไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ”

            วิฬาร์แม้จะไม่ได้มีกล้ามแขนล่ำราวนักมวยแต่รูปร่างที่สมส่วนระดับหนึ่งก็ยังไม่ถึงกับเรียกว่าเป็นขี้ก้างได้ ทว่าเขาก็เข้าใจความหมายบางอย่างในคำพูดนั้น

            เมื่อผู้เล่นเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ระบบจะจัดการให้สัตว์อสูรและ NPC ทั้งหลายเห็นเผ่าที่แท้จริงของผู้เล่นแต่มันก็ไม่ได้เพิ่มขนาดตัวตามให้เหมือนกับเผ่ายักษ์ปกติ เพียงแค่เสริมความสูงให้นิดหน่อยกล้ามเนื้ออีกเล็กน้อย ภาพที่สัตว์อสูรและ NPC พวกนี้เห็นวิฬาร์จึงเป็นยักษ์กายเขียวตัวหนึ่งที่สูงราวสองเมตรเท่านั้นซึ่งนั่นนับว่าต่ำกว่ามาตรฐานของความสูงยักษ์ทั่วไป

            การที่ฤๅษีตนนี้ใช้คำพูดนี้จึงพอเข้าใจได้

            ดูท่าทางเจ้าตัวคงจะมีอดีตฝังใจอะไรกับเรื่องนี้แน่เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเท่านั้น

            เรื่องการที่คนเลเวล325 บอกว่ายืนเฉยๆให้คนเลเวลที่ต่างกันสิบเท่าโจมตีสามวันสามคืนแล้วจะไม่เป็นอะไรนั้นแน่นอนว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ยังไงก็ต้องได้แผลบ้างนิดๆ หน่อยๆฤๅษีตนนี้เพียงแค่หาเรื่องดูถูกเขาอย่างสนุกปากก็เท่านั้น

            เรื่องการโดนดูถูกวิฬาร์ก็ไม่ใช่ไม่เคยเจอมาก่อน เขามั่นใจว่านี่อาจจะเป็นการทดสอบจิตใจแบบหนึ่งก่อนจะรับศิษย์ของฤๅษีท่านนี้คล้ายกับของคทานนจึงตอบไปแบบไม่ยินดียินร้ายนัก

            “ท่านฤๅษีก็พูดเกินไปแม้ตัวข้าจะอ่อนแอ แต่ก็มีดีอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้น ร่างอวตารคงไม่เลือกข้ามาเป็นเจ้าของมัน”

            “หึ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงให้ข้าเห็นสักหน่อยซิว่าเจ้ามีดีแค่ไหน! ตามข้ามา!” ท่านกระแทกเสียงแล้วลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วด้วยท่าทีทะมัดทะแมงดูย้อนแย้งกับวัยชราอันร่วงโรย จากนั้นเดินย้อนกลับมาที่ประตูด้านหน้า เปิดออกแล้วเดินนำลิ่วออกไป

            เขาเดินตามมาอย่างว่าง่ายเข้าใจว่านี่คงได้เวลาโชว์ของ เดี๋ยวท่านจะต้องอวดความเทพของตัวเอง เช่นพลังป้องกันเป็นเลิศจนเขาโจมตีอย่างไรก็ไม่ระคายผิว หรือความสามารถพิสดารอะไรแปลกๆที่เขาคงนึกไปไม่ถึง เวทมนตร์ลับอันพิสดาร จากนั้นก็อาจจะโขกสับเขาอีกสักสามสี่ประโยคก่อนจะโวยวายต่ออีกหน่อยแล้วค่อยคิดรับเขาเป็นศิษย์

            แต่ถ้าเกิดเขาพยายามทำดีด้วยแล้วท่านยังมีท่าทีต่อต้านเขาแบบนี้อยู่ละก็ต่อให้วิชาของท่านเก่งเทพขนาดไหน เห็นทีก็คงจะไม่รับประทาน

            แน่นอนว่าวิฬาร์ไม่ใช่เด็กอมมือที่จะถูกคำค่อนขอดไม่กี่คำปลุกเร้าอารมณ์จนหัวร้อนสิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ ไม่ใช้ดื้อดึงจะโจมตีให้ท่านบาดเจ็บเพราะดูจากการแสดงออกของท่านแล้ววิฬาร์รู้ดีว่าต่อให้ตัวเองทำให้ท่านลงไปนอนคลุกฝุ่นได้ท่านคงจะหาเรื่องด่าเขาอยู่ดี

            สิ่งที่เขาควรแสดงออกให้เห็นก็คือฝีมือคู่ควรได้รับเลือกเป็นร่างอวตารของทศกัณฐ์หรือไม่

            ฤๅษีพิสิทธาเดินนำวิฬาร์ออกมาจนถึงเชิงผาใกล้ๆกระท่อม บริเวณนั้นเว้าเขาไปในผนังผาไม่ลึกนึก แต่ก็กำบังลมได้เป็นอย่างดี

            เบื้องหน้าเป็นลานโล่งกว้างเท่าสนามบาสเกตบอลแห่งหนึ่งมีหิมะคลุมอยู่บางๆ เดาได้ไม่ยากว่าคงเอาไว้ใช้ฝึกฝีมือ แม้เวลานี้เบื้องนอกจะมีหิมะตกโปรยปรายแต่ลานนี้กลับโล่งสะอาด คงเพราะมีหน้าผากั้นลมหนาวเอาไว้ทำให้ไม่โดนหิมะคลุมจนใช้งานไม่ได้

            ยิ่งเดินเข้าลึกไปในเขตแดนของฤๅษีพิสิทธาเขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเข้มข้นของละอองเวทมนตร์ที่หนาแน่นกว่าพื้นที่ปกติคล้ายกับแถวกระท่อมของคทานนจึงใช้นัยน์ตาแห่งเวทที่เพิ่งได้มาไม่กี่วันมองไปทั่วบริเวณประมาณความหนาแน่นของละอองเวทมนตร์เพื่อความแน่ใจสำหรับทักษะที่เขาเตรียมจะใช้งาน

            ดูเหมือนว่าอาณาเขตที่ฤๅษีแต่ละท่านครอบครองอยู่จะมีความพิเศษในตัวของมันอยู่บ้าง

            และนั่นก็จะช่วยให้เรื่องราวอะไรง่ายขึ้นไม่น้อย

            “มาโจมตีข้าให้โดนสักแผลซิ” ท่านเดินมาตรงกลางลาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจสีหน้าแววตาทอแววเหยียดหยามอย่างที่สุด

            “ครับ”เขารับคำเบาๆ ทว่าในใจกลับลอบยิ้มอย่างเร้นลับ

            ถ้าเกิดว่าย้อนเวลาไปก่อนหน้าที่เขาจะได้ร่างอวตารของทศกัณฐ์และได้รับทักษะจำนวนมหาศาลมาจากฮาลอสแล้วละก็เขาคงมีความมั่นใจไม่ถึงหนึ่งในร้อย ว่าจะสามารถโจมตีท่านเข้าได้แม้สักบาดแผลแต่มันก็ต่างออกไปเมื่อเขามีบทร่ายเวททั้งแปดสายมาอยู่ในมือ

            เทสเตอร์รุ่นแรกต่างก็เข้าเกมมาพร้อมๆกัน ฝึกไปพลาง ฆ่าฟันกันไปพลาง และด้วยสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายขนาดนั้น ก็บีบบังคับให้ผู้เล่นทุกคนพัฒนาตัวเองจนถึงขีดสุด

            ในเมื่อเวทมนตร์แต่ละบทมีผลลัพธ์เหมือนกันใช้พลังในการร่ายเท่ากัน งั้นต้องทำยังไง ถึงจะเอาชนะคนอื่นได้?

            คำตอบง่ายมาก

            นั่นคือการสร้างสรรค์เทคนิคที่เหนือล้ำกว่าคนอื่น

            สภาพในยุคนั้นไม่ต่างจากการที่ทุกคนต่างก็มีอาวุธคนละชนิดอยู่ในมือแล้วเข้าโรมรันกันเดิมที ความถนัดในแต่ละสายของเวทมนตร์ทั้งแปด ก็เสมือนว่าทุกคนถนัดใช้หอกบ้างค้อนบ้าง ทวนบ้าง ในการต่อสู้ แต่อย่างมากทุกคนก็ทำได้เพียงพัฒนากระบวนท่าในการใช้ดาบการใช้พลัง รูปแบบการเคลื่อนไหว ในการสร้างความแตกต่างระหว่างกันและกันจึงไม่เกิดความแตกต่างอะไรมากนัก

            แต่ถ้าหากจู่ๆวันหนึ่ง เกิดมีคนถือปืนโผล่เข้ามากลางวงล่ะ จะเป็นยังไง?

            ฉิบหายแน่นอน

            วิฬาร์พัฒนาวิธีการใช้เวทมนตร์จนเกิดเป็นวิชาลับส่วนตัวที่ผสานการใช้เวทขึ้นมาในแบบฉบับของตัวเองถักทอและเรียงร้อยออกมาอย่างพิสดารจนมันร้ายกาจเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ จนเขาเหมือนเชฟมหัศจรรย์ที่รู้จักวิธีผสมผสานวัตถุดิบเปลี่ยนมันเป็นอาหารระดับมิชลินสตาร์

            แต่เขารู้ดีว่าทักษะทั้งหมดของเขามีมากเกินคำอธิบายการที่ผู้เล่นเลเวลสี่สิบมีทักษะเวทมนตร์พื้นฐานครบแปดสายเป็นเรื่องมหัศจรรย์เกินไปจึงเลือกใช้เพียงทักษะธาตุเวททั้งแปดที่ได้มาจากทศกัณฐ์เพียงอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดพิสิทธาสงสัยอะไรขึ้นมา เขายังพอมีข้อแก้ตัวได้

            และนี่ก็คือปืนของเขา

            ปัจเจกวิชาของวิฬาร์บทรัตติกาล โลกาทมิฬ

             

            ………………..

             

            ตอนที่พิสิทธาได้รับแจ้งข่าวเรื่องร่างอวตารของทศกัณฐ์ถูกค้นพบท่านดีใจมากที่ร่างอวตารอันยิ่งใหญ่นี้จะได้เผยโฉมให้โลกได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของมันเสียทีทว่าอีกใจหนึ่งก็รู้สึกผิดหวังเพราะเดิมทีท่านหมายมั่นปั้นมือให้เหล่าศิษย์ที่ท่านทุ่มเทเวลาฝึกปรือเป็นผู้ค้นพบร่างอวตารนี้ท่านจึงฝึกสอนพวกมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ส่งมันกระจายไปทั่วทั้งทวีปเพื่อสืบเสาะหาวิธีให้ได้มาซึ่งร่างอวตารทศกัณฐ์หรือไม่ก็เผ่ายักษ์ตนอื่นๆแต่ท่านกลับได้รับข่าวจากคทานนว่าเขาเพิ่งพบเจอผู้ครองร่างอวตารของทศกัณฐ์และได้รับมันเป็นศิษย์ ทั้งยังบอกว่ามันมีระดับเพียงหลักสิบเท่านั้น

            ต่างกับศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดของมันเป็นร้อยเลเวล!

            ผู้อ่อนแอเช่นนี้กลับได้ครอบครองร่างอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ยักษ์?ช่างเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง

            แถมเจ้าคทานนยังยกย่องเชิดชูไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่ราวกับเป็นเทพเจ้ากลับชาติมาเกิดอ้างวันมันรู้จักพิธีเชื่อมโยงเวทมนตร์โดยที่ตัวเองไม่ได้บอก หัวดี เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

            หึอีแค่พิธีกรรมเชื่อมโยงเวทมนตร์ เรื่องขี้ผงอย่างนี้ยังนับว่ามันเก่งกาจ?

            หลังจากที่คทานนบอกว่ามันกำลังเดินทางมาที่ไตรเหมันต์เพื่อพบกับตัวเองท่านก็เฝ้ารอคอยวันที่จะได้เห็นหน้ามัน ว่าจะขี้เหร่อัปลักษณ์อุจาดตาขนาดไหน อีกทั้งยังวาดฝันว่ามันต้องก้มลงกราบกรานร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนให้ท่านรับมันเป็นศิษย์ของท่านอยู่สามวันแปดคืน

            และแน่นอนว่าอาจารย์ผู้มีเมตตากรุณาเป็นที่สุดอย่างท่านก็ยินดีที่จะสั่งสอนมันสักหน่อย แต่ก็หลังจากที่ท่านกดขี่ข่มเหงมันจนหนำใจเท่านั้น!

            และเมื่อท่านพบเห็นมันเป็นครั้งแรกรูปร่างผอมบางอย่างมันก็ยิ่งเป็นที่ขัดใจต่อผู้พบเห็นทำให้ยิ่งนึกรังเกียจมันมากกว่าเดิม

            ในที่สุดก็อดทนรอไม่ไหว

            หลังจากที่อดทนกลั้นใจรอมันอยู่หลายวันในที่สุดวันนี้ ก็จะได้แสดงให้มันเห็นว่าพิสิทธาผู้นี้แข็งแกร่งเพียงไหนและมันจะต้องยอมสยบต่อตัวท่านอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

            ท่านนำมันมาที่ลานฝึกด้วยความปรีดารอยยิ้มบนมุมปากทั้งสองข้างที่ไม่เคยมีมานานพลันยกขึ้นจนสุด

            “มาโจมตีข้าให้โดนสักแผลซิ” ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

            “ครับ”

            วิฬาร์ไม่ตอบโต้คำพูดน่ารำคาญนั่นให้เสียเวลาตัวเขาเองมีศักยภาพแค่ไหนเขารู้ คนอื่นจะดูถูกดูแคลนก็เรื่องของเขายังไงวิฬาร์ก็ไปห้ามปากห้ามใจคนอื่นไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการแสดงออก จึงเลือกใช้พลังบางส่วนเพื่อแสดงให้เห็นว่าฝีมือบางส่วนของเขาเป็นยังไง

            วิฬาร์คว้าไม้เท้าเวทมนตร์ที่เหมาะสำหรับการร่ายเวทแบบต่อเนื่องออกมาเพื่อเป็นสื่อนำกระแสพลังใช้คลื่นเวทประคองให้ไม้เท้าเวทลอยอยู่ตรงหน้า แผ่มือทั้งสองข้างออกอย่างเชื่องช้าทว่านิ้วทั้งสิบกลับวิ่งขึ้นลงราวกับกำลังชักใยหุ่นกระบอก ดวงตาสีน้ำตาลทั้งสองข้างทอแววลึกลับแฝงอันตรายก่อนจะกวาดเท้าขวาไปด้านหลัง บิดตัวครึ่งรอบ มือเท้าแขนขาต่างเริ่มวาดลวดลายคล้ายเริ่มกระทำสิ่งที่ควรจะเรียกว่า‘การร่ายรำ’ ออกมา

            ละอองเวทมนตร์ทั้งมวลในบริเวณนั้นพลันชะงักค้างคล้ายกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ก่อนจะค่อยๆ หมุนวนอย่างเป็นระเบียบรอบตัวของวิฬาร์ ประหนึ่งกับว่าตัวเขาเป็นศูนย์กลางแห่งมหาพายุมือซ้ายขวาของวิฬาร์คล้ายจะคว้าจับละอองเหล่านี้ได้ มันถูกดึงอย่างผิดธรรมชาติหมุน วน พลิก ราวมัจฉากลางวารี

            เขาค่อยๆทวีความเร็วในการเรียกใช้ทักษะเวทมนตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง บทหนึ่ง ผสมบทสองเติมบทสาม ลามไปบทสี่

            หนึ่งท่า

            ต่อหนึ่งท่า

            ต่อหนึ่งท่า

            ร้อยเรียงต่อเนื่องอย่างไร้ที่ติบีบคั้นให้พายุละอองเวทมนตร์รอบตัววิฬาร์ยิ่งทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆจนแทบจับต้องได้ แต่เพราะเลเวลเขาต่ำมาก พลังเวทมนตร์จึงมีน้อยนิด วิฬาร์เลยต้องร่ายไปซดน้ำยาฟื้นพลังเวทมนตร์ไปเรื่อยๆเพื่อไม่ให้การร่ายเวทผสานนี้ขาดช่วงบางจังหวะก็หยิบเหล้าของฮาลอสขึ้นมาแล้วเทใส่มือ ใช้มันแทนหมึกในการเขียนวงเวทเสริมพลัง

            หากเวลานี้มีผู้เล่นทั่วไปมายืนอยู่กลางลานฝึกแล้วละก็คนคนนั้นจะสามารถมองเห็นละอองเวทมนตร์ได้ด้วยตาเปล่าโดยไม่ต้องมีทักษะหรือรู้จักละอองเวทมนตร์ด้วยซ้ำ!

            ฤๅษีพิสิทธาจ้องมองภาพตรงหน้าราวกับเห็นภูตผีกลางวันแสกๆท่านไม่อยากจะเชื่อว่าภาพตรงหน้านี้เป็นเรื่องจริงเวทมนตร์แปดธาตุผสมผสานกันได้ถึงระดับนี้เชียวหรือ?

            “เป็นไปไม่ได้!” น้ำเสียงตะกุกตะกักขาดหายไปในลำคอจนแม้แต่ตัวเองยังจับใจความคำสุดท้ายไม่รู้เรื่อง

            วิฬาร์ที่กำลังกรีดกรายท่วงท่าอยู่อย่างต่อเนื่องพริ้มตาหลับลงชั่วครู่ทว่ามือ เท้า และร่างกาย กลับยังชักนำละอองเวทมนตร์รอบกายให้คลุกเคล้ากันไม่หยุด สภาวะเช่นนี้การรับรู้ทางรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส มิได้จำเป็นต่อเขาอีกต่อไป

            เพราะสิ่งที่เขาต้องรู้สึกต่อจากนี้มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

            เวทมนตร์

            ปัจเจกวิชาของวิฬาร์บทรัตติกาล โลกาทมิฬ