ด้านฟ้าของอารีน่าตึงเครียดราวเชือกที่ขึงแน่น ภายใต้บรรยากาศที่เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ แม้พลังจากหมัดของฮัซเซม อัศวินร่างยักษ์จากซาราทิส เต็มไปด้วยพลังมหาศาล ควรจะกระแทกทุกอย่างให้พังทลาย แต่เดวิด ชายร่างเล็กกว่าสองสามเท่า กลับจับหมัดนั้นไว้แน่นราวคีมเหล็ก เดวิดยืนนิ่งราวหินผา ไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว ดวงตาสีเงินเย็นเฉียบ ไร้อารมณ์ ราวเครื่องจักรที่ไร้การสั่นคลอน
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งลานด้านฟ้า… เหมือนเวลาได้หยุดนิ่งลงชั่วขณะ
ผู้คนที่อยู่ใกล้เวทีมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง บางคนอ้าปากค้าง บางคนถึงขั้นเผลอทำแก้วหล่นจากมือโดยไม่รู้ตัว
แต่ท่ามกลางความโกลาหลเงียบงันนั้น กลับมีเพียงสองคนที่ได้สติกลับมาก่อนใคร คือ เซอราฟ และหัวหน้านักบวชฟาริม
“พอได้แล้ว ฮัซเซม!” เสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงอำนาจของเซอราฟเอ่ยขึ้นอย่างมั่นคง เซอราฟก้าวออกจากกลุ่มซาราทิส ชุดคลุมสีเข้มปลิวตามลม เขายืนข้างฮัซเซมอัศวินร่างยักษ์ที่กำลังพยายามกระชากหมัดตัวเองกลับ แต่ไม่สามารถแม้แต่จะขยับจากฝ่ามือของเดวิดได้
“ในนามของตระกูลเทซานัส ต้องขออภัยที่เสียมารยาท ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น” เซอราฟโค้งศีรษะเล็กน้อย มือวางบนหน้าอก น้ำเสียงเรียบของผู้อาวุโส ไม่แข็งหรืออ่อนเกินไป
เรกัสที่เพิ่งได้สติหันไปหาเซอราฟ ตะโกนขึ้น “เจ้าทำอะไร จะไปขอโทษพวกชั้นต่ำนี้ทำไม…”
“หุบปากซะ!” เซอราฟหันขวับ สายตาเย็นเยือกราวภูเขาน้ำแข็ง ปักลงที่เรกัสจนขุนนางหนุ่มตัวสั่น คำพูดนั้นไม่มีแม้แต่เสียงตะคอก แต่กลับเปี่ยมด้วยพลังจนเรกัสรู้สึกเหมือนร่างกายถูกกระแทกด้วยแรงกดมหาศาล
เขาอ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่างแต่ก็ต้องกลืนคำลงคอในทันที สุดท้ายทำได้เพียงก้มหน้าเงียบ มือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นชัดเจน
อาเธอร์ที่เฝ้าสังเกตเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะโค้งให้เซอราฟ “เป็นอย่างที่ท่านว่า เข้าใจผิดกันเล็กน้อย อย่าได้ใส่ใจเลย”
“ข้ารู้สึกยินดีที่ท่านคิดเช่นนั้น” เซอราฟพยักหน้าเบาๆ อย่างสุภาพ “แล้วข้าพอจะเรียนถามได้ไหมว่า ท่านทั้งสองคือใคร?”
อาเธอร์ยิ้มบาง ชี้ที่ตัวเอง “ข้าชื่ออาเธอร์” แล้วหันไปทางเดวิดที่ยังจับหมัดของฮัซเซมอยู่ “ส่วนนั่น สหายข้าชื่อเดวิด”
“ข้าเซอราฟ” เซอราฟตอบสั้นๆ สายตายังไม่ละจากเดวิด
“นับเป็นการพบกันที่สนุกและแปลกดีจริงๆ ฮ่าๆ” ฟาริมหัวเราะก้อง เดินเข้ามาใกล้ ชุดคลุมสีขาวสะท้อนแสงจันทร์ “ข้าคือฟาริม หัวหน้านักบวชจากซิลเวรัส” เขาชี้ไปที่ดารุนและไคเรน “ส่วนนั้นนักบวชดารุน กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ไคเรน”
ดารุนอ่านบรรยากาศออกโค้งศีรษะตามมารยาท สายตายังจับจ้องเดวิดด้วยความสงสัย ส่วนไคเรนยืนนิ่งราวรูปปั้น หมวกเกราะปิดบังใบหน้า
“ข้าคิดว่าพวกเราคงเคยพบกันมาก่อนบ้างแล้วจริงไหม?” ฟาริมกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่นแต่แฝงเลศนัย
“ก็เคยผ่านตากันมาบ้าง ท่านหัวหน้านักบวช” อาเธอร์ตอบพร้อมยิ้มอย่างเป็นมิตร
“ฮ่าๆ มันคงเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าเป็นแน่แท้ ที่ทำให้พวกเราได้พบกันเช่นนี้” ฟาริมหัวเราะ ทำสัญลักษณ์มือเคารพพระเจ้าของเขา
“ก็คงเป็นเช่นนั้น” อาเธอร์ทาบมือที่อก แม้เขาไม่ใช่คนเคร่งศาสนา แต่สมัยเป็นหัวหน้าหน่วยในสหพันธรัฐ เขาคุ้นเคยกับการแสดงความเคารพต่อความเชื่อของผู้อื่น ตราบใดที่ศาสนานั้นไม่เลวร้ายเกินไป
เซอราฟมองฟาริมและอาเธอร์ที่เริ่มเข้ากันได้ ถอนหายใจเบาๆ ‘ความใจร้อนของเรกัสทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้น’ เขาคิด ‘ตอนนี้ต้องแน่ใจว่าพวกมันไม่กลายเป็นศัตรู…อย่างน้อยก็จนกว่าแผนของซาราทิสจะสำเร็จ’
“แค่กๆ” เซอราฟกระแอม ดึงวงสนทนากลับมา “ถ้าเป็นเช่นนั้น ความเข้าใจผิดนี้คงได้รับการแก้ไขแล้ว ท่านอาเธอร์มีสิ่งใดที่ต้องการเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
“สุภาพเกินไปแล้วท่านเซอราฟ” อาเธอร์ยิ้ม โบกมือ “ข้าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเช่นนั้นหรอก”
เซอราฟพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้น ช่วยรบกวนบอกท่านเดวิดให้ปล่อยมือจากฮัซเซมด้วย” เซอราฟชี้นิ้วไปที่เดวิดที่ยังกำหมัดของฮัซเซมแน่นไม่ไปไหน ส่วนอัซเซมที่กำลังพยายามเต็มที่เพื่อจะดึงหมัดกลับมา แต่ที่ฮัซเซมไม่พูดอะไรออกมาตั้งแต่เมื่อกี้เพราะเขาอายเกินกว่าจะร้องขอความช่วยเหลือ เขาอยากพยายามดึงหมัดเขากลับมาด้วยตัวเอง แต่ยิ่งเขาพยายามมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งตอกย้ำว่า เดวิดชายที่กำลังกำหมัดเขาตรงหน้านี้แข็งแกร่งราวกับไม่ใช่มนุษย์
‘เขาเป็นปีศาจหรือไง?’ ฮัซเซมคิด
อาเธอร์หันไปมองเดวิดแล้วพยักหน้า “พอได้แล้ว เดวิด”
เดวิดมองอาเธอร์แวบหนึ่ง ก่อนปล่อยหมัดของฮัซเซมช้าๆ แรงที่ถูกกักไว้ทำให้ฮัซเซมเสียหลักล้มลงพื้น เสียงดังตุบ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขากัดฟัน ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สายตาเย็นเฉียบจากเซอราฟทำให้เขาต้องกลืนความโกรธลงไป ขณะถูข้อมือที่ยังชา เขาในหัวเขาคิดอยากปลดล็อกชุดเกราะเวทและโจมตีเดวิดเต็มกำลัง แต่รู้ว่ามันจะยิ่งทำให้ตระกูลเทซานัสเสียหน้า เขายืนกลับไปข้างเรกัสที่ตอนนี้กำลังก้มหน้าด้วยความขมขื่น พร้อมกับมือที่กำหมัดจนเส้นเลือดปูดขึ้น
ในตอนนี้เอง เสียงกระดิ่งดังขึ้น “กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!” ฝูงชนหันมองเวทีปลายด้านฟ้า ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มก้าวขึ้นเวที คทาไม้ในมือประดับอัญมณีสีแดงเข้ม “ท่านผู้มีเกียรติ ในนามของตัวแทนของท่านราซิด ขอกล่าวต้อนรับทุกท่านสู่งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้” เสียงของเขาดังชัดเจนจนทุกคนได้ยิน
“และแน่นอน นอกจากสินค้าที่จัดแสดงอยู่ที่ด้านหน้าเวทีเหล่านี้” เขาโบกมือไปที่โต๊ะที่มีเครื่องประดับ อาวุธ และกรงทาส “เรายังมี ‘สินค้าสุดพิเศษ’ ที่จะทำให้พวกท่านต้องตื่นเต้นอย่างแน่นอน!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“สินค้าพิเศษงั้นหรอ?” ฝูงชนเริ่มกระซิบกัน เสียงดังระงมราวฝูงผึ้ง บางคนยืดคอเพื่อมองเวที บางคนหันไปถามเพื่อนข้างๆ
“เช่นนั้น พวกเราคงต้องขอตัวก่อน ท่านอาเธอร์ ท่านเดวิด ท่านฟาริม” เซอราฟฉวยโอกาส พยักหน้าให้อาเธอร์และฟาริม ก่อนพาเรกัสและฮัซเซมเดินไปยังที่นั่งหน้าเวที
“โอ๋ๆ พวกเราเองก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน” ฟาริมทำสัญลักษณ์เคารพพระเจ้า ก่อนพาดารุนและไคเรนเดินตามไป
เมื่อทั้งสองกลุ่มเดินไปยังที่นั่งหน้าเวที วาอินเดินเข้ามาใกล้อาเธอร์ “ดูท่า ‘สินค้าพิเศษ’ นั้นคงทำให้พวกเขาสนใจไม่น้อยเลยนะขอรับ” เขากล่าว สายตาหันไปมองกลุ่มของซาราทิสและซิลเวรัส
“ก็คงใช่” อาเธอร์พยักหน้า “ว่าแต่วาอิน ‘ราซิด’ ที่คนบนเวทีพูดถึงคือใครกัน?”
วาอินหันซ้ายหันขวา ตรวจสอบว่าไม่มีใครฟัง ก่อนกระซิบ “ราซิดเป็นเจ้าของอารีน่าและตลาดมืดแห่งนี้ขอรับ ว่ากันว่าเขาเป็นหัวหน้าโจรจากดรากัล ขอรับ”
“ดรากัลหรอ?” เดวิดถาม น้ำเสียงสงสัย
“ดรากัลเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนซากมหานครเมืองโบราณจากสมัยอาณาจักรซาราคัสที่ล่มสลายขอรับ” วาอินอธิบาย “ที่นั่นเรียกที่ว่าเป็นแหล่งขุมทรัพย์จากยุคโบราณก็ว่าได้ขอรับ ใต้โบราณสถานนั้น เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ อัญมณีและอุปกรณ์เวท รวมทั้งแหล่งความรู้จากยุคโบราณขอรับ”
“ฟังดูเหมือนเป็นที่ที่มีทรัพย์สมบัติเต็มไปหมดเลย” อาเธอร์เริ่มจินตนาการถึงกองเงินกองทองเป็นภูเขา
“ก็จริงขอรับ ว่ากันว่าตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ยังสำรวจโบราณสถานไม่ถึงสองในสิบส่วนเลยขอรับ” วาอินทำเสียงเข้ม “แต่ที่นั่นเต็มไปด้วยโจร นักล่าเงินรางวัล และกลุ่มกองกำลังใต้ดินขอรับ”
“เป็นเมืองไร้กฎเกณฑ์ มีเพียง ‘กฎของผู้แข็งแกร่ง’ เท่านั้นที่จะอยู่รอด เมืองนี้เป็นที่หลบภัยของอาชญากรจากทั่วทุกสารทิศ” วาอินกล่าว แววตาหวาดกลัวเล็กน้อย
“แล้วราซิดก็คือขาใหญ่ของที่นั้นสินะ” อาเธอร์พูดขึ้น
“ประมาณนั้นขอรับ โดยส่วนใหญ่ของที่ได้มาจากซากโบราณสถานจะหลุดรอดออกมาจากดรากัลน้อยมาก พวกเขามักจะใช้อัญมณีและอุปกรณ์เวทสู้กันเองเป็นส่วนใหญ่” วาอินกล่าว
“นี้มันยังกับพวกสงครามแก๊งเลย” อาเธอร์หัวเราะแห้งๆ
“แก๊ง คืออะไรหรอขอครับ?” วาอินงงกับคำศัพท์ที่มาจากภาษาสหพันธรัฐ
“ช่างมันเถอะๆ” อาเธอร์โบกมือ “พวกเราก็เข้าไปใกล้ๆ กันเถอะ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าสินค้าพิเศษนั้นคืออะไร”
การประมูลสิ่งค้าที่จัดวางอยู่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
“ดาษวายุคลั่ง ขายที่แปดร้อยห้าสิบทองให้กับสุภาพบุรุษที่นั่ง 33”
“สร้อยทับทิม ขายที่หาร้อยแปดสิบทอง ให้กับสุภาพสตรีที่นั่ง 18”
“ทาสเบอร์ 13 ขายที่หนึ่งพันห้าร้อยทอง ให้กับสุภาพบุรุษที่นั่ง 45”
เวลาล่วงเลยผ่านไป จนสินค้าที่ถูกจัดวางถูกประมูลขายจนหมด ในตอนนั้นเอง ทหารรับจ้างสองคนยกโต๊ะที่มีผ้าคลุมสินค้าไว้ออกมาที่กลางเวที
“ท่านผู้มีเกียรติ ถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอยแล้ว สินค้าสุดพิเศษของเราในค่ำคืนนี้!” ชายพิธีกรบนเวทีกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวไม่เหนื่อยเลยหลังจากการประมูลอันยาวนาน
ชายพิธีกรเดินเข้าไปแล้วดึงผ้าที่ปิดไว้ออก เผยให้เห็นหนังสือที่ดูโบราณเล่มหนึ่ง “ท่านผู้มีเกียรตินี้คือ ‘ตำราเวทโบราณจากสมัยอาณาจักรซาราคัสที่ล่มสลาย’ !”
อาเธอร์มองปฏิกิริยาของผู้คนรอบๆ แม้ว่าพวกเขาจะดูตื่นเต้นกันบ้างแต่ก็ไม่มาก แต่มีอยู่สองคนที่ตาลุกแววราวจนลูกตาแทบจะหลุดออกมา และแน่นอน สองคนนั้นคือเซอราฟและฟาริม!
อาเธอร์มองภาพนั้นแล้วหัวเราะแห้งๆ ก่อนหันไปกระซิบกับเดวิด “แววตาสองคนนั้นเป็นแบบเดียวกับกอลลั่มตอนเจอแหวนเป๊ะเลย…”