แสงแดดยามบ่ายอ่อนๆ ส่องลอดกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของห้องเรียนชั้นสามผ่านม่านโปร่งสีขาวนวลแสงนั้นตกกระทบบนโต๊ะไม้ยาวเรียงแถวตรงกลางห้องเผยให้เห็นฝุ่นผงลอยละล่องอยู่กลางอากาศอย่างเนิบช้า บรรยากาศหลังเลิกคลาสอบอวลไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายปนง่วงงุนเสียงพูดคุยเบา ๆ ของนักศึกษากลุ่มเล็ก ๆ ดังอยู่เป็นระยะสลับกับเสียงเก็บของลงกระเป๋าและเสียงเก้าอี้เลื่อนครืดคราดตามพื้น
ท่ามกลางห้องเรียนที่เริ่มบางตากชกรกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของลงกระเป๋าเป้อย่างคล่องแคล่วท่าทีของเธอดูสงบนิ่งไม่ต่างจากทุกครั้งที่อยู่ในคลาสเรือนผมยาวสีดำขลับถูกรวบครึ่งศีรษะไว้ด้วยกิ๊บโลหะเรียบหรูรับกับเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวสะอาดที่สอดชายเข้ากับกระโปรงพลีทเข้ารูปอย่างเนี้ยบไม่มีที่ติไม่ว่ามองมุมไหน กชกรก็คือหญิงสาวที่สะกดสายตาผู้คนรอบข้างได้โดยไม่ต้องพยายาม
เสียงฝีเท้าสองข้างเดินใกล้เข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ก่อนจะมีเสียงแซวที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง
"แหม รีบเก็บของจังเลยนะ ทีวันหยุดนี่เจอตัวยากจริง ๆ นะยะชวนไปไหนก็ไม่ไป... ถ้าไม่ใช่เพราะยังเจอเธอในคลาสเรียนบ้างฉันคงต้องไปแจ้งความคนหายแล้ว"
เสียงนั้นเป็นของพิมพ์ลภัสเพื่อนสนิทของกชกรที่ยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างโต๊ะดวงตากลมโตใต้แว่นกรอบบางเป็นประกายซุกซนใบหน้าเรียวแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ตามสไตล์ของเจ้าตัว
กชกรเงยหน้าขึ้นช้าๆ สบตาเพื่อนสนิทด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างที่เธอมักทำเป็นประจำแต่แววตากลับเจือรอยขัดเขินเล็กน้อยริมฝีปากเม้มแน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงเบา
"...ไม่ถึงขนาดนั้นซะหน่อย"
"แหม ถึงขนาดนั้นแหละย่ะ! ช่วงนี้แทบไม่เคยโผล่หน้าหรือแวะมาหากันเลยนะยะ!"
พิมพ์ลภัสตีหน้ายู่ใส่ทั้งที่น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความหยอกล้อแต่กชกรกลับไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี ใบหน้าสงบนิ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นอมยิ้มบาง ๆด้วยความรู้สึกเก้อ ๆ ในใจ ไม่รู้จะเถียงยังไงดี
ในหัวของกชกรแวบหนึ่งมีภาพจำลอยผ่านเข้ามา ภาพของห้องเช่าเล็ก ๆ ในซอยเงียบสงบที่เธอกับนพใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากโลกภายนอกในวันหยุดสุดสัปดาห์ผ้าม่านที่รูดปิดสนิท ปลอกหมอนที่ยับยู่บนเตียงและร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่ที่แนบชิดกันใต้ผ้าห่มหนานุ่ม ทุกจังหวะหายใจทุกการกอดรัดราวกับจะหลอมรวมกันเป็นเนื้อเดียว
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย มือยังคงเก็บของต่อแต่ริมฝีปากกลับเผลอยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เป็นรอยยิ้มบาง ๆที่แทบไม่อาจหลุดจากภาพลักษณ์หญิงสาวสงบนิ่งเช่นเธอได้เลย
ใช่... มันเป็นความสุขที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เธอก็ไม่มีวันถอนตัวออกมาได้อีก
กชกรได้แต่ตอบเพื่อนด้วยท่าทีเลี่ยงๆ ขณะสะพายกระเป๋าขึ้นพาดไหล่อย่างชดช้อยว่า
"เอาเป็นว่าเดี๋ยวว่าง ๆ ฉันไปหาที่หอนะ แล้วเราค่อยออกไปหาอะไรกินกัน"
พิมพ์ลภัสหรี่ตามองเธออย่างจับผิดแล้วส่งเสียงขึ้นจมูกเชิด ๆ
"ย่ะ แล้วฉันจะรอ แต่ขอฝากบอกหมอนั่นไว้ด้วยนะ ถ้าทำให้เธอเสียใจขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะก็ได้เจอดีแน่!"
ช่วงปีสองถึงปีสามในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยกชกรไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าความรักจะเติบโตเงียบ ๆ งดงามเช่นนี้ในช่วงเวลาที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยเสียงรบกวน ความหวาดระแวงจากทางบ้านและพันธนาการที่มองไม่เห็น ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนพนิธิกลับค่อย ๆงอกเงยเป็นต้นกล้าเล็ก ๆ ที่หยั่งรากลึกลงในดินของความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบเสงี่ยม
ชีวิตในแต่ละวันไม่ได้หวือหวาหากแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กน้อยที่ตราตรึงเธอมักหลีกเลี่ยงที่จะพานพนิธิไปที่คอนโดหรูของตนเองที่พ่อซื้อไว้เพราะไม่อยากให้เพื่อนบ้านหรือคนรู้จัก รายงานส่งข่าวไปถึงหูครอบครัวเธอจึงเลือกจะไปใช้ชีวิตเงียบ ๆ ที่ห้องเล็ก ๆ ของนพแทน ห้องเช่าเก่าตึกแถวสูงสามชั้นในตรอกแคบที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมีเพียงพัดลมเพดานเก่าที่หมุนเสียงดัง และเตียงเล็ก ๆหนึ่งเตียงที่ปูผ้าห่มลายเรียบธรรมดา
ที่นั่นกลายเป็นโลกอีกใบของเธอ โลกที่ไม่มีกรง ไม่มีกรอบ ไม่มีสายตาคาดหวังเธอสามารถถอดบทบาทของ ‘คุณหนู’ ออกไปชั่วคราวและกลายเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังมีความรักกับชายหนุ่มธรรมดา ๆ
วันธรรมดาหลายวันหากไม่มีเรียนหญิงสาวจะตื่นเช้าก่อนนพเสมอ ลุกขึ้นจากเตียงในเสื้อยืดตัวโคร่งที่ยืมของเขามาใส่ปลายชายเสื้อลากพ้นต้นขาเปลือยเปล่าเธอเดินเท้าเปล่าบนพื้นไม้เย็นเฉียบเข้าไปในครัวเล็ก ๆ เพื่อเตรียมอาหารง่าย ๆบ้างเป็นข้าวต้มหมู บ้างเป็นไข่เจียวร้อน ๆ กับข้าวสวยเมื่อกลิ่นอาหารเริ่มลอยคลุ้งไปทั่วห้อง นพจะเดินสะลึมสะลือออกมาจากห้องนอนปากบ่นงึมงำแต่สีหน้าเปี่ยมสุขทุกครั้งที่เห็นเธออยู่ตรงนั้นเหมือนเป็นภาพที่เขาไม่อยากตื่นจากความฝัน
เธอไม่ใช่คนที่เชื่อในฝีมือการทำอาหารของตัวเองนักแต่สิ่งที่นพเอ่ยชมทุกครั้งว่ามันอร่อย ก็ทำให้กชกรยิ้มได้เธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้ชมเพราะรสชาติ หากแต่เพราะความตั้งใจที่เธอหยิบยื่นให้
เวลาว่างที่เหลือจะหมดไปกับการอ่านหนังสือดูหนังเก่า ๆ ผ่านแผ่นวีซีดีที่ยังถือว่าใหม่ในยุคนั้น หรือไม่ก็นั่งติวหนังสือให้เขาเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาบางครั้งจากริมฝีปากเธอคือสิ่งที่นพบอกว่าเขารักเสียงของมันเป็นที่สุดเสียงหัวเราะจริง ๆ ของกชกรที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองหรือต้องระวังคำพูดใด ๆ
ในยามเย็นหากไม่ได้ออกไปหาอะไรกินนอกบ้าน เธอจะชวนเขาออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้หอพักลมเย็น ๆ จากแม่น้ำเจ้าพระยาเลียบผ่านต้นไม้เรียงรายพาให้เธอรู้สึกเหมือนตนเองอยู่ไกลจากโลกแห่งความจริงเธอเคยคิดว่าความรักที่แท้จริงต้องยิ่งใหญ่ ต้องโรแมนติกหรูหรา ต้องได้รับการยอมรับจากสังคมแต่นพทำให้เธอรู้ว่า แท้จริงแล้วความรักที่งดงามที่สุดอาจคือความรักที่เงียบที่สุดราบเรียบที่สุด และอยู่ใกล้ใจที่สุด
มันคือความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องพูดกันมากแค่เพียงนั่งข้างกัน มองหน้า และยิ้ม ก็เข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
ณวันหยุดวันหนึ่ง เสียงจราจรอื้ออึงปนกับเสียงรองเท้าคนเดินในห้างที่กำลังคึกคักด้วยผู้คนกชกรยืนอยู่หน้าร้านโทรศัพท์แบรนด์ดังร้านหนึ่ง มือซ้ายกำข้อมือของนพนิธิไว้แน่นไม่ยอมปล่อยขณะที่อีกมือหนึ่งเท้าสะเอวอย่างคนมีอำนาจสายตาหวานเย็นที่มักสงบนิ่งของเธอในยามปกตอบอวลไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดขาดอย่างประหลาด
ยุคนั้นโทรศัพท์มือถือเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้นในกลุ่มคนเมืองแต่ก็ยังถือว่าเป็นของใช้ฟุ่มเฟือยสำหรับนักศึกษาและคนวัยทำงานช่วงเริ่มต้นบริการโทรศัพท์มือถือยังต้องสมัครเครือข่ายรายเดือนเสียค่าบริการรายนาทีที่แพงหูฉี่ และตัวเครื่องเองก็ไม่ได้เล็กกระทัดรัดเหมือนปัจจุบันยังมีขนาดเทอะทะ น้ำหนักพอสมควร บางรุ่นมีเสาอากาศยื่นขึ้นบางเครื่องมาพร้อมฝาพับที่เปิดปิดได้พร้อมเสียงคลิ๊กเล็ก ๆ ทุกครั้งที่พับกลับ
ก่อนหน้านั้นหากใครอยากติดต่อใครก็มักต้องรอเวลาว่างเพื่อโทรจากโทรศัพท์บ้านหรือไม่ก็อาศัยตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปตามหัวมุมถนน หน้าห้างป้ายรถเมล์บางร้านอาหารยังมีบริการโทรศัพท์แบบเสียเหรียญหรือแบบตั้งโต๊ะให้ลูกค้าใช้โดยคิดค่าโทรต่อนาทีแยกต่างหาก
จนกระทั่งการมาถึงของมือถือรุ่นที่มีความกะทัดรัดพกพาง่ายมากขึ้นและเริ่มแพร่หลายในหมู่นิสิต
จึงไม่แปลกที่วันนี้เธอจะเป็นคนเอ่ยปากขอให้เขามาเดินเลือกโทรศัพท์กับเธอและยิ่งไม่แปลกที่เมื่อมาถึงร้าน เขาจะทำท่าอิดออดแสดงความเกรงใจตามนิสัยถ่อมตัวดั้งเดิมแต่จะให้เขาซื้อด้วยเงินตัวเองคงไม่ใช่เรื่องที่เธอยินดีปล่อยผ่านกชกรไม่ใช่คนช่างพูด เธอไม่อธิบายเหตุผลมากมาย ไม่เกลี้ยกล่อมให้เปลืองน้ำลายหากแต่ใช้เพียงการจ้องมองนิ่ง ๆ และคำพูดสั้น ๆที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงแน่วแน่กึ่งเผด็จ นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการตัดสินใจทุกอย่าง
เครื่องหนึ่งสำหรับเธออีกเครื่องสำหรับเขา เธอเป็นคนออกเงินเองทั้งหมด แม้ไม่ใช่เงินก้อนเล็ก ๆแต่เธอก็ไม่ลังเล เธอต้องการให้โทรศัพท์เป็นสื่อกลางที่จะทำให้ได้ติดต่อกับคนรักได้ง่ายขึ้นไม่ต้องล่องลอยในความไม่แน่นอน และเช่นเดียวกัน เธอหวังว่าการมีโทรศัพท์ติดตัวจะทำให้เขานึกถึงเธอบ่อยขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
พวกเขานั่งดื่มกาแฟด้วยกันหลังจากซื้อเครื่องเสร็จภายในร้านบรรยากาศเงียบสงบ แอร์เย็นเฉียบแสงแดดจากกระจกข้างร้านทอดทาบลงบนโต๊ะไม้วางโทรศัพท์มือถือสองเครื่องไว้คู่กันมือของกชกรเอื้อมไปหยิบของตัวเองขึ้นมาอย่างถนุถนอมขณะที่นพนิธิยังคงดูเก้อเขินเหมือนไม่แน่ใจว่าควรจะยิ้มหรือถอนหายใจ
เสียงหวีดหวิวจากเครื่องปรับอากาศภายในห้างสรรพสินค้าใหญ่กลางกรุงเทพฯในช่วงบ่ายวันเสาร์ยังคงดังก้องเคล้าไปกับเสียงจอแจของผู้คนรอบตัวขาเรียวยาวเคียงคู่ไปกับเด็กหนุ่มหนุ่ม ซึ่งกำลังจับมือเธอไว้แน่นราวกับไม่อยากปล่อยให้ห่างแม้แต่ชั่วครู่
ห้างแห่งนั้นเป็นที่ที่ใครๆ ต่างใช้เวลาเพื่อผ่อนคลายหรือหลีกหนีความวุ่นวายของโลกภายนอก ทว่า สำหรับกชกรในวันนั้นมันกลับเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายเฉพาะตัวเป็นสถานที่ที่ช่วงเวลาแห่งความสุขค่อย ๆก่อตัวขึ้นราวฟองคลื่นบางเบาในมหาสมุทรแห่งความรู้สึก
พวกเขาเดินดูของด้วยกันกินไอศกรีมด้วยกันและแม้กระทั่งยืนหัวเราะหน้าเกมตู้แถวมุมโซนบันเทิงอย่างคู่รักในวัยมหาวิทยาลัยทั่วไปไม่มีใครสนใจสายตาคนรอบข้าง
แต่แล้ว...
ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงักเหมือนลมหายใจที่ถูกปล้นไปในชั่วพริบตา
สายตาของกชกรหยุดลงตรงร่างหนึ่งที่กำลังเดินตรงเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัวหญิงสาวผมสั้นในชุดนักศึกษาที่เธอคุ้นตามาตั้งแต่จำความได้กำลังเดินอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ รอยยิ้มที่เคยดูไร้เดียงสาบนใบหน้ากลับดูคล้ายจะกร้าวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยท่วงท่าการเดินอย่างมั่นใจนั่นไม่มีผิดแน่
เป็น ‘กชมน’ …น้องสาวคนเล็กของเธอเอง
ไม่ใช่ว่ากชกรไม่รู้ว่ากชมนมาเรียนต่อในกรุงเทพฯแม้จะคนละมหาลัย แต่เธอไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเจอหน้ากันในสถานการณ์เช่นนี้ ในขณะที่เธอกำลังจับมือกับชายคนหนึ่งเดินเคียงข้างกันราวกับโลกนี้มีแค่สองคนอย่างลืมตัว
เวลาชะงักไปชั่วขณะสายตาของเธอและน้องสาวสบกันเพียงวินาทีเดียวแต่นั่นกลับมากพอที่จะเปลี่ยนอุณหภูมิของบรรยากาศรอบตัวเธอไปอย่างสิ้นเชิง
และนั่นก็กลายเป็นตัวเร่งเวลาที่ทำให้โชคชะตาได้เริ่มทดสอบน้ำหนักของความรัก
ไม่นานหลังจากนั้นนักพ่อก็รีบบุกขึ้นมากรุงเทพ กชกรให้นพนิธิหลบไปที่หอตัวเองก่อนพ่อเธอจะพบข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ชายในห้องของเธอกชกรถูกคาดคั้นอย่างหนักว่าผู้ชายคนนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร
พอได้ฟังว่าเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลยพ่อจึงได้สั่งให้เธอเลิกคบกับเขาซะเพราะเขาเป็นเพียงเด็กบ้านนอกที่มีแต่ตัวไม่คู่ควรกับกชกรและพ่อของกชกรยังได้เตรียมคู่หมั้นไว้ให้เธอแล้วซึ่งเป็นผู้ชายเกือบรุ่นราวคราวพ่อที่เพิ่งกลายเป็นหม้าย และกำลังมองหาภรรยา เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของกลุ่มกลางเมืองที่ครอบครัวทั้งสองจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน
ภาพของอธิวัฒน์ในวัยเกือบห้าสิบนั้น...ไม่ต่างจากภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อเขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวพับแขนขึ้นเล็กน้อยท่อนแขนที่ยังคงมีกล้ามเนื้อแม้อายุจะล่วงเลยบ่งบอกถึงอำนาจและความกดดันที่ฝังรากลึกในสายเลือดของตระกูลผู้มีอิทธิพล
วันนั้นเธอจำได้ดีว่ามีปากเสียงกับพ่ออย่างหนักและเป็นวันที่เธอเพิ่งได้รู้ว่าพ่อเตรียมจับคู่เธอให้ผู้ชายคนอื่นไว้แล้ว
‘ทำไมแกทำตัวแบบนี้ยัยตุ๊ก พ่อไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแกเหลวไหลแบบนี้!’
เธอไม่ตอบในทันทีนิ่งอยู่ชั่วครู่ราวกับต้องการปล่อยให้อารมณ์ของพ่อปะทุออกมาให้หมดเสียก่อนแล้วจึงเอ่ยเสียงเรียบอย่างนุ่มนวลแต่แฝงความแข็งกร้าว
‘ที่ผ่านมาเราพ่อลูกคงห่างเหินกันเกินไป...พ่ออาจจะไม่รู้จักลูกสาวคนนี้ดีพออีกแล้วก็ได้หรืออาจเป็นเพราะพ่อไม่ได้สนใจความรู้สึกจริง ๆ ของตุ๊กเลย’
‘ไอ้หมอนั่นมันมีอะไรดี ก็แค่นักศึกษาต๊อกต๋อย อายุก็น้อยกว่า จบมามันจะเอาอะไรมาเลี้ยงแกฉันถามหน่อยเถอะ!’
‘ตุ๊กไม่ได้คิดจะให้เขามาหาเลี้ยงหรอกค่ะเรียนจบแล้วตุ๊กเลี้ยงตัวเองได้... หรือจะเลี้ยงเขาด้วยก็ยังไหว’
คำตอบนั้นทำให้อธิวัฒน์แทบอยากลั่นเสียงตวาดซ้ำแต่เธอชิงพูดก่อนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
‘พ่อคะ พ่อเห็นแก่ตัวมากที่อยู่ ๆ จะมายัดเยียดตุ๊กให้ผู้ชายที่ไหนไม่รู้ทั้งที่ตุ๊กไม่ต้องการพ่อจะแลกอำนาจทางการเมืองด้วยการฝืนใจลูกสาวตัวเองแบบนี้เหรอคะตุ๊กไม่ร่วมมือด้วยหรอกค่ะ’
น้ำเสียงนั้นเย็นยะเยือกประหนึ่งน้ำแข็งแต่กลับฟาดฟันยิ่งกว่ากริชปลายแหลม อธิวัฒน์กัดฟันแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงเส้นเลือดบนขมับปูดโปน ทว่าเขากลับไม่ตอบโต้ในทันทีกลับใช้เพียงสายตาที่ฉายแววโกรธจัดและผิดหวังอย่างปกปิดไม่มิด
‘แกจะพูดยังไงก็ตามใจ แต่คนที่จะมาเป็นสามีแกได้ต้องผ่านความเห็นชอบจากพ่ออย่างฉันด้วย!’
เขาตวัดปลายเสียงอย่างดุดันราวกับต้องการปิดบทสนทนาไว้เพียงเท่านั้น วาจาบาดหูของลูกสาวทำให้ผู้เป็นพ่อเต็มไปด้วยโทสะเขาหาใช่ไร้หัวใจอย่างที่หลายคนคิด เขาแค่เห็นแก่ตัวเท่านั้น
ใช่...เขาเห็นแก่ตัวมากจริง ๆ แล้วไงล่ะ คนเราก็เห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น
ภาพของพ่อในวันนั้นยังชัดเจนในใจเธอทุกเส้นสายสีหน้าเคียดขึ้ง น้ำเสียงกร้าวกระด้าง
เธอรู้สึกได้ถึงแรงบีบรัดในอกเมื่อวันนั้นเธอกล้าขบถต่อผู้ชายที่เธอเคยเชื่อว่าเป็นเสาหลักของชีวิต เป็นครั้งแรกที่เธอก้าวออกจากกรอบที่พ่อแม่วาดไว้ให้โดยไม่หันหลังกลับเป็นครั้งแรกที่เธอแบกกระเป๋าเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น ยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบเก่าพร้อมกับเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น แล้วก้าวออกจากคอนโดหรูที่พ่อจัดหาให้อย่างไม่เสียดาย
เสียงล้อกระเป๋ากระแทกบันไดหนีไฟยังดังก้องในความทรงจำร่างของเธอในชุดนักศึกษากางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบคู่ง่าย ๆดูแปลกแยกไปจากภาพลักษณ์ ‘คุณหนูกชกร’ที่ใครต่อใครรู้จักเหลือเกินเธอกลายเป็นหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีความคาดหวัง หนีพันธนาการและหนีความฝันของคนอื่น เพื่อไขว่คว้าความรักในแบบของตัวเอง
ช่วงเวลาหลายเดือนหลังจากนั้นคือบทเรียนที่เข้มข้นที่สุดในชีวิตของเธอ
เธอเริ่มเรียนรู้ว่าความรักไม่ได้มีแค่ด้านสวยงามเสมอไปมันมีทั้งคราบเหงื่อและหยาดน้ำตา มีทั้งรอยยิ้มและรอยแผลที่มองไม่เห็นกชกรรู้ว่าการเลือกของเธอไม่ใช่เรื่องเล็กและเธอเองก็ต้องรับผลของมันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ไม่นานนักหลังจากที่เธอย้ายมาอยู่กับนพชีวิตของพวกเขาก็ต้องเผชิญแรงกดดันที่รุนแรงกว่าที่คาดไว้พ่อของเธอไม่หยุดอยู่แค่คำสั่ง เขาส่งคนมาตามรอย ติดตามเธอเงียบ ๆไม่ให้เธอรู้ตัวนัก
และในคืนหนึ่ง นพกลับมาถึงห้องพร้อมแผลแตกที่มุมปากและรอยฟกช้ำบนโหนกแก้มเขาไม่พูดอะไรเลยตอนแรก แค่ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าในห้องแล้วถอนหายใจหนักหน่วง หยดเลือดไหลซึมจากแผลที่หัวคิ้วเธอรีบคว้ากล่องปฐมพยาบาลมาโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน มือเธอสั่นตอนเช็ดเลือดให้เขาน้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว
พวกเขายังไม่ยอมแพ้แม้เงามืดของอำนาจและการข่มขู่จะปกคลุมอยู่รอบตัว
ในโลกใบเล็กของห้องเช่าแคบๆ นั้น พวกเขายังคงมีรอยยิ้มให้กัน ยังคงทำอาหารง่าย ๆ กินด้วยกันนั่งฟังเพลงจากวิทยุเก่า หรือแค่นอนกอดกันโดยไม่ต้องพูดอะไรเลยในคืนฝนพรำ
และแล้วจุดหักเหอันสำคัญที่สุดในชีวิตของกชกรก็มาถึงเมื่อพ่อให้คนของเขาจับตัวแฟนหนุ่มของเธอไป น้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความโกรธผสมปนเปกับความกลัวที่สั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์
เธอรีบเร่งรุดเดินทางกลับภูมิลำเนาทันที
กชกรจำได้ว่าวันนั้นฝนตกปรอยๆ คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางหุบเขาเมืองเชียงราย ดั่งป้อมปราการที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอดหลายสิบปีกลิ่นดินเปียกฝนลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ บรรยากาศเงียบสงบแต่กลับอึดอัดเกินทน
เธอก้าวเท้าเข้าไปในบ้านด้วยจิตใจที่แหลกสลายเงียบ และเด็ดเดี่ยว ทุกย่างก้าวบนพื้นบ้านดังก้องเหมือนเสียงสะท้อนของความทรงจำในวัยเยาว์ทว่าครั้งนี้ ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีกลิ่นขนมไม่มีเสียงหัวเราะของพี่น้องหรือแม่ที่เคยต้อนรับเธอเมื่อกลับบ้านมีเพียงบรรยากาศเย็นชืดเหมือนเรือนร่างของบ้านทั้งหลังกำลังกอดรัดเธอไว้แน่นด้วยความเจ็บปวด
เมื่อประตูห้องด้านในเปิดออกร่างของนพนิธินอนพิงอยู่ข้างฝา สภาพสะบักสะบอมจนแทบจำไม่ได้ใบหน้ามีเลือดซึมจากหางคิ้ว ริมฝีปากแตกมือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้วยเชือกไนลอนเก่า ๆ ที่คุ้นตาเป็นเชือกที่ใช้มัดของในโรงเก็บฟืนหลังบ้าน ดวงตาเขาเหม่อมองมา ไม่ใช่ด้วยความกลัวแต่เต็มไปด้วยความเจ็บลึกและความห่วงใยที่ยังส่องประกายอยู่ในเงามืด
ภาพนั้นบีบหัวใจของกชกรจนแทบล้มทั้งยืน
พ่อของเธอยืนอยู่กลางห้องแววตานิ่งเย็นเฉียบ เขาไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยว ไม่มีการขึ้นเสียง หรือคำด่าทอมีเพียงปืนพกสีดำที่ถือไว้ในมือขวาอย่างมั่นคงเป็นภาษาที่ไม่ต้องแปลออกมาเป็นคำพูด เธอเข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่การขู่ธรรมดาแต่มันคือคำขาดจากอำนาจสูงสุดในชีวิตเธอ
เขาเอ่ยเพียงประโยคเดียวว่าถ้าไม่เลิกกับผู้ชายคนนี้เขาจะฆ่ามันทิ้งซะ
หัวใจของกชกรหล่นวูบดวงตาเธอเบิกกว้างขณะพยายามหายใจให้ทั่วปอด เสียงลมหายใจของเธอดังสะท้อนในอกดังกว่าทุกเสียงในห้องนั้น ในขณะที่แม่เองก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเชื่อฟังพ่อ
กชกรรู้ดีว่าไม่ว่าตัวเองจะพูดอะไรออกไปหรืออ้อนวอนขอความเห็นใจมากแค่ไหน ก็ล้วนเปล่าประโยชน์ในสายตาพ่อของเธอ กชกรจึงเลือกก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวเพียงก้าวเดียวแต่เหมือนใช้เรี่ยวแรงทั้งชีวิต น้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่เพราะกลัวพ่อ แต่เป็นเพราะรู้สึกผิดหวังต่อคนที่เธอเคารพรักมาทั้งชีวิต
และด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เปี่ยมไปด้วยพลังจากความปวดร้าวในหัวใจเธอกล่าวอย่างหนักแน่นว่าถ้านพนิธิเป็นอะไรไป เธอเองก็จะไม่ขออยู่บนโลกนี้อีกเช่นเดียวกัน
เธอกล่าวสาบานออกมาทั้งน้ำตาด้วยแววตาแน่วแน่ ไม่สั่นไหว เธอพูดกับพ่อเหมือนคำบอกกล่าว ไม่ใช่คำขอร้องไม่มีการอ้อนวอน ไม่มีการต่อรอง มีเพียงเจตจำนงของเธอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
และเธอยังกล่าวต่ออีกว่าต่อให้หลังจากนี้พ่อจะจับเธอขังหรือมัดเธอไว้แน่นหนาแค่ไหนก็ตาม แต่หากมีโอกาสแม้เพียงน้อยนิดเธอจะหาทางจบชีวิตตัวเองทันที เพื่อไม่ให้เป็นไปตามสิ่งที่พ่อปรารถนา
นั่นไม่ใช่คำขู่มันคือความเด็ดเดี่ยวที่เธอกลั่นออกมาทั้งหัวใจ
ซึ่งนั่นเองที่ทำให้ทุกอย่างในบริเวณเงียบงันลงอย่างฉับพลันในความรู้สึกของทุกคน
วันนั้น หลังได้เห็นแววตาอันมุ่งมั่นและฟังคำของเธอพ่อได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่นานมากนานเสียจนแม้แต่เสียงลมหายใจของเขาก็ดูจะขาดห้วงไปชั่วขณะแววตาที่เคยมั่นคงกลับไหวระริก
เธอเชื่อว่าพ่อเข้าใจแล้วว่าเธอเอาจริงและไม่มีอะไรในโลกนี้จะเปลี่ยนใจลูกสาวคนนี้ได้อีกต่อไป
เหมือนอย่างที่แม่เคยบอกว่าเธอนั้นเหมือนพ่อเกินไป ทั้งความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดแข็งกร้าวไม่ยอมคน
หลังจากนั้นพ่อจึงยื่นคำขาดด้วยเสียงเรียบเย็นว่าหากเธอเลือกจะไม่เชื่อฟัง นับแต่นี้ เธอก็จะไม่ใช่คนในตระกูลอินทวัฒน์อีกต่อไปและญาติพี่น้องคนไหนที่ให้ความช่วยเธอหลังจากนี้ก็จะลงเอยเช่นเดียวกัน
มันคือคำประกาศิตสุดท้ายที่เจ็บปวดที่สุด
แต่เธอก็ได้เลือกแล้ว
‘ไป... ไปซะ จากนี้แกไม่ใช่ลูกสาวของฉันอีกแล้ว’
กชกรก้มลงไปกราบแทบเท้าของพ่อเป็นครั้งสุดท้ายในขณะที่แม่เอามือปิดปากร่ำไห้ ถูกพี่ชายของเธอกันไม่ให้เข้ามาหา
‘ดูซิว่าสิ่งที่แกเลือกจะนำพาให้แกไปได้ไกลแค่ไหนฉันจะเฝ้ารอวันที่แกซมซานกลับมาที่นี่’
กชกรก้มหน้ากล่าวด้วยความรู้สึกที่กลั่นออกมาอย่างจริงใจไม่มีเศษเสี้ยวของความประชดประชันต่อโชคชะตา
‘...ขอบคุณที่เลี้ยงหนูมาเป็นอย่างดี หนูจะไม่มีวันลืมบุญคุณนี้เลยขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างมากนะคะ คุณอธิวัฒน์’
แม้ชีวิตหลังจากนี้อาจไม่ใช่ชีวิตที่หรูหราหรือมั่นคงเหมือนในความฝันของครอบครัว แต่สำหรับกชกรแล้ว นี่คือครั้งแรกที่เธอได้เลือกทางเดินของตัวเองอย่างแท้จริง