Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 คืนล่าสังหาร

            ยามค่ำคืน หุบเขาเป่ยอวี่เงียบสงบ

            ทว่า ณ ส่วนลึกที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกกระแสใต้น้ำกลับปั่นป่วน

            “ตึง ตึง ตึง...”

            พื้นดินสั่นตามแรงสะเทือนจระเข้จักรพรรดิเดินด้วยขาที่สั้นแต่กำยำ คลานช้าๆ เข้ามาในหุบเขา

            “ท่านเทพต้นไม้...”

            เสียงเรียกขานดังขึ้นจระเข้จักรพรรดิได้ก้มหัวที่เคยเชิดสูงลง

            “เรื่องที่ข้าสั่งการไปเมื่อบ่ายเจ้ามีความเห็นอย่างไรบ้าง?”

            เมื่อได้ยินเสียงที่ดังมาจากที่ไกลๆใบหน้าของจระเข้จักรพรรดิก็เผยรอยยิ้มแบบมนุษย์และตอบกลับว่า“ท่านเทพต้นไม้ ข้าอยากจะส่งเจ้าหัวราบ หมูป่าหุ้มเกราะรวมถึงพี่รองปีศาจกระทิงและน้องห้ามดทองคำไปพิชิตเทือกเขาแห่งนั้น...”

            “หืม?” ด้วยความสงสัยอวี๋จื่ออวี๋จึงส่งเสียงประหลาดใจออกมา

            “ข้าเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติแล้วหากลงมือ ความผันผวนของพลังวิญญาณที่เกิดขึ้นจะถูกมนุษย์ตรวจพบได้สู้ให้เทือกเขาแห่งนั้นเป็นสถานที่ฝึกฝนของสัตว์ป่าตนอื่นดีกว่าส่วนข้าจะซ่อนตัวอยู่แถวชายขอบขุนเขาแห่งหมอกเพื่อคุ้มกันพวกเขาหากเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้นจริงๆ ข้าจะได้ลงมือได้ทันที”

            “ดี ดี...”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าตอบรับสองครั้งด้วยความยินดี

            ต้องบอกว่าเจ้าสี่จระเข้จักรพรรดิตนนี้มีแววของขุนพลผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ

            แม้เจ้านี่จะโหดเหี้ยมและพูดน้อยแต่ความคิดที่ละเอียดอ่อนและกลยุทธ์ของมันไม่ใช่สิ่งที่สัตว์ป่ากลายพันธุ์ทั่วไปจะเทียบได้

            เมื่อคิดถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็อดดีใจไม่ได้ที่ได้ครอบครองเจ้าตัวนี้มาตั้งแต่เนิ่นๆ

            ไม่เช่นนั้น เมื่อเวลาผ่านไปเจ้าจระเข้ตัวนี้อาจกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของเขาแล้วก็ได้

            ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นแต่เป็นเพราะความระมัดระวังและความคิดที่ละเอียดอ่อนของจระเข้จักรพรรดิ

            แน่นอนว่าในฐานะสัตว์ป่ากลายพันธุ์ประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาลศักยภาพของมันก็ไม่ควรมองข้าม

            เพียงไม่กี่วันอวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกว่าพลังวิญญาณของจระเข้จักรพรรดิเพิ่มขึ้นอีกหลายพันหน่วย

            แม้จะเป็นผลมาจากทะเลสาบวิญญาณแต่พรสวรรค์ของจระเข้จักรพรรดินั้นก็น่าทึ่งจริงๆ

            .....

            “การล่าในครั้งนี้ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว และปล่อยให้เจ้าจัดการทั้งหมดแต่เจ้าเข้าใจใช่ไหมว่าความต้องการของข้าคืออะไร?”

            อวี๋จื่ออวี๋หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วถามประโยคนี้ออกมา

            “เข้าใจขอรับ”

            จระเข้จักรพรรดิพยักหน้าเล็กน้อยมุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็นชา และเสริมว่า

            “เหยื่อทั้งหมดจะต้องส่งให้ท่านเทพต้นไม้สังหารด้วยตัวเองและหากเจอสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่มีพรสวรรค์ไม่เลว ข้าสามารถพาตัวกลับมาได้”

            “เจ้านี่...”

            เพราะความรู้สึกที่เหมือนถูกอ่านใจได้อวี๋จื่ออวี๋จึงรู้สึกพอใจไม่น้อย

            ในช่วงที่เก้าหางไม่อยู่เจ้าตัวที่เข้าใจความต้องการของอวี๋จื่ออวี๋มากที่สุดก็คือจระเข้จักรพรรดิ

            ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่น่าพอใจมากคือจระเข้จักรพรรดิคิดเพื่อเขาอย่างแท้จริงและนี่อาจเป็นเหตุผลที่อวี๋จื่ออวี๋ให้ความสำคัญกับจระเข้จักรพรรดิมากขนาดนี้

            “เช่นนั้นท่านเทพต้นไม้ข้าไปจัดการก่อนนะขอรับ”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าและเสริมอีก“เดี๋ยวรับน้ำบำรุงชีวิตจากข้าไปด้วยข้าไม่อยากให้พวกนั้นมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น”

            “เข้าใจแล้วขอรับ”

            ใบหน้าของจระเข้จักรพรรดิมีความจริงจังแบบมนุษย์ขณะให้คำมั่นสัญญา

            แม้จะอยู่ด้วยกันไม่นานแต่เขาก็ไม่อยากให้ปีศาจกระทิงหรือมดทองคำต้องประสบเหตุร้ายจากใจจริง

            เพราะในพจนานุกรมของเขามีเพียงคำว่า‘มิตร’ และ ‘ศัตรู’เท่านั้น

            มองไปรอบๆ ล้วนเป็นศัตรู

            มีเพียงมิตรไม่กี่คนเท่านั้นที่อยู่ข้างกายและสามารถให้ความไว้วางใจได้

            ความรู้สึกที่ซับซ้อนนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถอธิบายได้ง่ายๆ

            แน่นอนว่าท่านเทพต้นไม้ไม่ใช่ทั้งมิตรและศัตรูตามความเข้าใจของจระเข้จักรพรรดิ ท่านเทพต้นไม้คือเจ้านายของเขา

            บุญคุณในการสร้างชีวิตใหม่บุญคุณในการช่วยชีวิต บุญคุณในการคุ้มครอง...

            บุญคุณแต่ละอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทดแทนได้ง่ายๆ

            และที่สำคัญที่สุดคือท่านเทพต้นไม้กับเขานั้นไม่มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน

            ท่านเทพต้นไม้ต้องการสังหารเหยื่อเพื่อดูดซับพลังงานลึกลับบางอย่างส่วนพวกเขาสามารถอาศัยเหยื่อที่ท่านเทพต้นไม้สังหารเพื่อดับความกระหายและยังสามารถดูดซับพลังวิญญาณและสารสำคัญจากซากศพของเหยื่อเพื่อเพิ่มพูนพลังวิญญาณได้อีกด้วย

            อาจกล่าวได้ว่าต้นไม้กับสัตว์ป่าไม่มีเหตุผลที่จะเป็นศัตรูกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันแบบ‘พึ่งพาอาศัยกัน’ ได้

            และนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่จระเข้จักรพรรดิยอมภักดีต่อท่านเทพต้นไม้ด้วยความเต็มใจ

            ......

            ความมืดแผ่ปกคลุมผืนฟ้าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวค่อยๆ เดินออกมาจากหุบเขา

            หากมองขึ้นไปจะพบลิงทองคำตัวหนึ่งเกาศีรษะและหูพลางนั่งอยู่บนหมูป่าขนาดเท่าภูเขาตัวหนึ่ง ค่อยๆ เดินไปทางทิศตะวันตก

            ส่วนอีกด้านหนึ่ง มดทองคำกอดสี่ขายืนอย่างสง่างามอยู่บนหลังของปีศาจกระทิง

            “ความสัมพันธ์ของเจ้าห้ามดทองคำและเจ้าปีศาจกระทิงดูเหมือนจะไปกันได้ดีทีเดียว”

            อวี๋จื่ออวี๋ที่มองเห็นภาพนี้จากระยะไกลอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

            “นายท่านปีศาจกระทิงตัวนี้มีนิสัยกว้างขวาง เป็นมิตรกับทุกคนค่ะ”

            ชิงเอ๋อร์ในชุดสีแดงลูบเส้นผมสีดำสลวยพลางพูดสมทบ“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้คือในเมื่อปีศาจกระทิงยอมให้มดทองคำยืนอยู่บนหลังแสดงว่าความแข็งแกร่งของมดทองคำได้รับการยอมรับจากปีศาจกระทิงแล้ว”

            “อย่างนั้นหรือ?” ด้วยความสงสัยอวี๋จื่ออวี๋จึงถามด้วยความประหลาดใจ

            “ใช่ค่ะ แม้ความรู้สึกจะเป็นเรื่องหนึ่งแต่สำหรับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ พวกเขาให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งมากที่สุด”

            พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของชิงเอ๋อร์ก็สั่นไหวเนิ่นนานผ่านไป เธอจ้องมองแผ่นหลังของมดทองคำอย่างลึกซึ้งแล้วพูดว่า

            “แต่...มดทองคำตัวน้อยนั้นมีกลิ่นอายความดุร้ายยิ่งกว่าจระเข้จักรพรรดิเสียอีกเมื่อรวมกับพรสวรรค์อันน่าทึ่งของมัน อนาคตคงจะคาดเดาได้ยาก...”

            “เจ้ากำลังกังวลอยู่หรือ?” อวี๋จื่ออวี๋เบนสายตาไปมองชิงเอ๋อร์แล้วครุ่นคิด

            “ค่ะฉันสัมผัสได้ถึงความรุนแรงในใจของมดทองคำ แต่เขาไม่เหมือนจระเข้จักรพรรดิน้องสี่รู้จักเก็บซ่อนความเก่งกาจ แต่เขา...”

            ยังไม่ทันพูดจบชิงเอ๋อร์ก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

            “วางใจเถอะ มีพวกเราอยู่”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มและยื่นกิ่งไม้ออกไปลูบผมของชิงเอ๋อร์เพื่อปลอบโยนตามความเคยชิน

            ในตอนนั้นเอง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้อวี๋จื่ออวี๋มองไปที่ชิงเอ๋อร์แล้วถามว่า

            “ร่างกายนั้นของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “อ้อจริงด้วย เกือบลืมบอกท่านไปเลย”

            ชิงเอ๋อร์ยินดีอย่างยิ่งเธอตอบกลับอย่างมีความสุขว่า “นายท่านร่างกายนั้นก็ทะลวงผ่านระดับแล้วเช่นกันค่ะ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ชิงเอ๋อร์ก็เม้มปากแสดงออกว่าไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ

            “แต่วันนี้พวกผู้บริหารระดับสูงของศูนย์วิจัยพากันมาหาและยังสัญญาว่าจะให้ทรัพยากรต่างๆแม้แต่คนจากบางตระกูลก็ยังวิ่งมาส่งของขวัญกองโตด้วยค่ะ”

            “อืม...”

            ใบหน้าอวี๋จื่ออวี๋แข็งทื่อเขาเริ่มเข้าใจสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ‘เรื่องทางโลก’ขึ้นมาบ้างแล้ว

            ทว่า นี่ก็เป็นเรื่องปกติ

            มนุษย์น่ะ เป็นแบบนั้นอยู่เสมอแหละ

            ไม่ว่าจะเป็นก่อนยุคเหนือธรรมชาติหรือในตอนนี้มีบางสิ่งที่พวกเขาไม่เคยว่างเว้น

            คิดได้ดังนั้น อวี๋จื่ออวี๋จึงเอ่ยเตือน“อย่าไปยุ่งกับพวกเขาให้มากนัก เข้าใจไหม?”

            “ทราบแล้วค่ะ” ชิงเอ๋อร์พยักหน้าเข้าใจ

            ทว่าครู่หนึ่ง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ใบหน้าของเธอเผยแววซับซ้อนก่อนจะถามขึ้น

            “นายท่านญาติของร่างกายนี้ได้รับเชิญจากผู้บริหารระดับสูงและจัดให้เข้ามาพบฉันค่ะแถมผู้บริหารระดับสูงยังสัญญาว่า ‘จะดูแลพ่อแม่ของเธอเป็นอย่างดี’เรื่องนี้...”

            “ไม่ต้องไปสนใจมากนี่เป็นวิธีการที่พวกเขาใช้เพื่อผูกมัดเธอ หากเธอคือหลิงเอ๋อร์จริงๆคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบแทนผู้บริหารเหล่านั้น แต่เธอไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องทำคือรักษาสถานะของตัวเองไว้ อย่าให้มนุษย์จับได้ ส่วนญาติพวกนั้นในเมื่อยังสามารถใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างสงบสุข แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน