“อร...เป็อะไรลูก” อนงค์ทิ้งสายยางที่กำลังถือรดน้ำต้นไม้อยู่ทันทีเมื่อเห็นบุตรสาวร้องไห้ เมื่อเดินเข้าไปใกล้อรปรียาก็โผเข้ากอดทันที
“แม่จ๋า....ฮือๆๆ”
“อรเป็อะไรบอกแม่ซิใครทำอะไรลูก”
อรปรียาไม่ตอบเอาแต่ร้องไห้กอดมารดาแน่นอนงค์ลูบหลังลูกสาวไปมาถึงแม้จะไม่รู้ว่าลูกเป็อะไรแต่เดาเอาว่ามันคงไม่ใช่เื่ดีแน่ๆไม่อย่างนั้นคงไม่ร้องไห้แบบนี้ เมื่อเสียงร้องไห้เงียบลงเธอก็ดันตัวบุตรสาวออกแล้วพูดว่า
“เข้าบ้านก่อนลูกแล้วค่อยเล่าให้แม่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น”สองแม่ลูกเดินเข้าไปในบ้าน อรปรียานั่งลงบนเก้าอี้หวายตัวเดียวกับมารดาก่อนจะเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังอย่างไม่ปิดบังอีกต่อไป อนงค์ยกมือทาบอกด้วยความใก่อนจะมองลูกรักด้วยความสงสาร
“โธ่เอ๊ย...ลูกแม่”
“ทำไมเื่แบบนี้ถึงเกิดกับหนูได้คะแม่หนูไม่เคยไปแย่งสามีใครจริงๆ นะคะ” หญิงสาวยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองทั้งน้ำตา
“แม่รู้จ้ะว่าหนูไม่มีทางทำแบบนั้นแน่แม่เลี้ยงของแม่มาทำไมแม่จะไม่รู้ว่าลูกของแม่เป็คนยังไง ถึงใครจะไม่เชื่อหนูแต่พ่อกับแม่เชื่อหนูเต็มหัวใจนะลูก”
“ขอบคุณนะคะแม่” เธอกอดมารดาแน่นรู้สึกสบายใจขึ้น ขอเพียงพวกท่านเข้าใจเท่านั้นก็พอส่วนใครคนอื่นไม่เข้าใจเธอก็ไม่สนใจแล้ว
“อร...แม่จะสอนนะลูกว่าลมปากคนทำร้ายคนเรามานักต่อนักแล้วแต่ถ้าหนูเข้มแข็งไม่หวั่นไหวไปกับมัน มันก็จะทำร้ายอะไรหนูไม่ได้นะลูกหนูต้องเชื่อมั่นในตนเอง”
“ค่ะแม่หนูจะจำไว้” อรปรียารับคำเสียงหนักแน่น บทเรียนครั้งนี้ทำให้เธอคิดได้ว่าควรทำตัวเช่นไรเธอมันอ่อนแอเกินไปใครพูดอะไรนิดอะไรหน่อยก็อับอายไม่กล้าต่อสู้บางครั้งก็ถูกกดขี่เอาเสมอผิดกับวิภาดาเพื่อนเธอที่รายนั้นสู้ยิบตาไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบได้และยังมาคอยปกป้องเธออีกด้วยต่อไปนี้เธอจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ถึงจะไม่สามารถสู้รบตบมือกับใครได้ แต่เธอก็จะไม่อ่อนแอให้ใครมาทำร้ายจิตใจได้อีกถ้าใจเธอเข้มแข็งพอก็จะไม่เจ็บอีกต่อไป
คืนนั้นหญิงสาวบอกเื่ที่ถูกไล่ออกจากงานให้บิดาทราบและบอกถึงสาเหตุว่าทำไมถึงต้องถูกไล่ออก เธอไม่ถูกบิดาต่อว่าอะไรแถมท่านยังเชื่อคำพูดเธอทุกคำและให้กำลังใจอีกด้วยเธอรู้สึกดีใจเหลือเกินที่คนในครอบครัวเข้าใจและเชื่อมั่นในตัวเธอ มันทำให้เธอมีกำลังใจที่จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไปเพื่อตัวเธอเองและเพื่อพวกท่านที่รักและหวังดีกับเธอเสมอมา...
แผ่นดินเดินตามร่างบางตรงหน้ามาห่างๆโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ชายหนุ่มเดินตามมาเกินครึ่งวันแล้วเห็นหญิงสาวเดินเข้าบริษัทนั้นออกบริษัทนี้ตลอดั้แ่เช้าจนตอนนี้ปาเข้าไปบ่ายสองเขายังไม่เห็นเธอนั่งพักหรือทานข้าวเลยสักนิดมีเพียงแค่ดื่มน้ำดับกระหายเท่านั้นไอ้สะใจก็สะใจอยู่หรอกที่ทำให้เธอลำบากจนต้องดิ้นรนหางานทำแบบนี้ แต่ในใจลึกๆก็อดเป็ห่วงไม่ได้ ตัวเธอเล็กผอมบางขนาดนี้จะทนได้อีกนานแค่ไหนกันเชียวเขาทายได้เลยว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอจะต้องล้มแน่ๆ
และก็เป็จริงดังนั้นเมื่อร่างบางตรงหน้าหยุดเดินดื้อๆตัวที่เคยตั้งตรงชักจะเอนไปเอนมา สองเท้าเขาก้าวเข้าไปหาอย่างรวดเร็วและทันรับร่างนั้นไว้ไม่ให้ล้มไปกระแทกพื้นได้ทัน
“อรๆ”ชายหนุ่มเขย่าเรียกร่างบางที่นอนนิ่งในอ้อมแขนเบาๆ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบเพราะเธอหมดสติไปเสียแล้วแผ่นดินมองซ้ายมองขวาก่อนจะตัดสินใจอุ้มเธอขึ้นมาและโบกมือเรียกรถแท็กซี่ที่แล่นมาพอดีไว้เขาเข้าไปนั่งทางเบาะหลังโดยมีร่างของหญิงสาวซ้อนตักอยู่
“ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดด่วนเลยพี่” สิ้นคำรถแท็กซี่ก็ตะบึงออกรถไปอย่างรวดเร็ว และครึ่งชั่วโมงต่อมาอรปรียาก็ได้มานอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลเป็ที่เรียบร้อย
“ไม่ต้องห่วงนะครับคนไข้แค่เป็ลมเท่านั้นอีกสักพักเธอคงจะฟื้น” นายแพทย์สูงวัยบอกเสียงนุ่มส่งยิ้มให้แผ่นดินเพื่อให้คลายกังวลเพราะคิดว่าเขาเป็แฟนของหญิงสาว
“ขอบคุณครับคุณหมอ” แผ่นดินยกมือไหว้ นายแพทย์ยกมือรับไหว้ก่อนจะขอตัวไปดูคนไข้คนอื่นต่อชายหนุ่มมองร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงบนเตียงนิ่ง เขาไม่เข้าใจตนเองเลยจริงๆว่าทำไมต้องเป็ห่วงเป็ใยผู้หญิงคนนี้นักเขา้าแก้แค้นเธอไม่ใช่เหรอแก้แค้นให้น้องชายที่ต้องตายเพราะผู้หญิงคนนี้
ใบหน้าคมเข้มดุดันขึ้น สองมือกำแน่นจ้องมองคนที่นอนอยู่บนเตียงไม่วางตา ร่างสูงหันหลังให้แล้วเดินออกไปจากตรงนั้นทันทีในใจเฝ้าบอกตัวเองว่า ที่เขาต้องพาเธอมาโรงพยาบาลไม่ใช่ห่วงใย แต่เป็เพราะไม่อยากให้เธอต้องตายก่อนที่เขาจะได้แก้แค้นจนพอใจแล้วต่างหาก!
อรปรียาลืมตาขึ้นมองเพดาน้า ก่อนจะหันไปมองซ้ายขวาก็ทราบว่าตนเองนอนอยู่ที่โรงพยาบาลหญิงสาวลุกขึ้นนั่งสีหน้าแสดงความงุนงงอย่างเห็นได้ชัด
เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันเราจำได้ว่ากำลังเดินหางานอยู่นี่นา
“ตื่นแล้วเหรอคะ”
หญิงสาวหันไปมองตามเสียงพูดก็เห็นพยาบาลสาวส่งยิ้มให้เธอส่งยิ้มตอบพลางถามว่า
“ค่ะคือว่า...ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันคะคุณพยาบาล”
นางพยาบาลสาวมีสีหน้าแปลกใจกับคำถามก่อนจะตอบว่า
“แฟนคุณพามาไงคะ คุณเป็ลมไปเขาเลยพามาโรงพยาบาล”
คำตอบของพยาบาลสาวทำให้อรปรียาใรีบปฏิเสธไปทันที
“ฉันยังไม่มีแฟนนะคะ”
“อ้าวงั้นดิฉันคงเข้าใจผิดต้องขอโทษด้วยนะคะคือดิฉันเห็นเขาเป็ห่วงเป็ใยคุณมากก็เลยคิดว่าเป็แฟนกัน”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนเหรอคะ”
“ดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะตอนแรกยังเห็นเฝ้าคุณอยู่เลยตอนนี้ไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
“เหรอคะ ขอบคุณค่ะ”หญิงสาวส่งยิ้มให้พยาบาลสาวสีหน้ามีแววครุ่นคิดว่าใครกันที่พาเธอมาส่งโรงพยาบาลก่อนจะสรุปเอาเองว่าคงจะเป็คนที่เผอิญอยู่แถวนั้นพอดีพอเห็นเธอเป็ลมจึงช่วยพามาส่งโรงพยาบาลเป็แน่แย่จังแล้วเธอจะรู้ไหมนะว่าใครเลยไม่ได้ขอบคุณกับความมีน้ำใจของเขาเลย
อรปรียายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูก็เห็นเป็เวลาบ่ายสี่โมงกว่าแล้วหญิงสาวถอนหายใจออกมาก่อนจะหยิบกระเป๋าบนโต๊ะแล้วเดินออกมา เธอยืนอยู่ริมทางเท้าหน้าโรงพยาบาลตัดสินใจเรียกรถแท็กซี่กลับบ้านเพราะตอนนี้เธอไม่มีแรงโหนรถเมล์แม้แต่น้อย
รถแท็กซี่แล่นออกไปโดยมีสายตาคมกริบมองตามร่างสูงที่ยืนอยู่มุมเสาก้าวออกมาเสียงถอนหายใจดังขึ้นในแววตามีความรู้สึกมากมายฉายอยู่ในนั้นก่อนจะกลับมานิ่งสงบเป็ปกติเหมือนเดิม
ในทุกค่ำคืนสามคนพ่อแม่ลูกมักจะมานั่งคุยปรึกษาหารือกันหน้าจอทีวีทุกวันอรปรียายื่นมือไปรับแก้วนมจากมารดาพร้อมเอ่ยขอบคุณ
“ขอบคุณค่ะแม่”
อนงค์นั่งลงบนเก้าอี้หวายส่งนมแก้วที่เหลือให้สามีประชารับมาก่อนจะยกขึ้นดื่มเช่นเดียวกับภรรยาและบุตรสาว ครอบครัวเธอมักจะดื่มนมก่อนนอนกันเสมอ
“วันนี้เป็ไงบ้างลูก” ประชาเอ่ยถาม วางแก้วนมไว้ตรงหน้าหลังจากดื่มหมดแล้ว
“ก็ดีค่ะพ่อ” หญิงสาวเลี่ยงที่จะบอกว่าไม่มีบริษัทไหนรับพนักงานใหม่ใน่นี้เลยแถมเธอยังเป็ลมอีกต่างหาก “เขาให้หนูกรอกใบสมัครทิ้งไว้แล้วจะเรียกสัมภาษณ์อีกทีหนึ่งค่ะ”
“เศรษฐกิจแบบนี้เขามีแต่จะปลดพนักงานออกน่ะสิคงไม่มีบริษัทไหนรับคนเพิ่มตอนนี้หรอกมั้ง”
“ก็ไม่แน่นะคะพ่อเราก็ไปสมัครทิ้งเอาไว้เผื่อบางทีเขาอาจจะขาดคนขึ้นมากะทันหันก็ได้”อรปรียาพูดให้กำลังใจพวกท่านและตนเอง
“หนูก็อย่าเครียดมากนะค่อยๆ หางานตามหน้าหนังสือพิมพ์ไป”
“ค่ะพ่อ เอ่อ...พ่อคะแม่คะ หนูว่าระหว่างที่หนูหางานทำอยู่หนูคิดว่าจะไปทำงานที่เซเว่นเหมือนเดิมอีกครั้ง”
“หนูจะเหนื่อยเกินไปนะลูก ความจริงหนูน่าจะหยุดพักสักเดือนหนึ่งก็ได้นะเพราะหนูทำงานหนักมาตลอดเลยเงินที่ได้ชดเชยมาสามเดือนก็พอที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายของเดือนนี้และเดือนหน้าได้ไหนจะเงินเดือนของพ่ออีก” อนงค์บอกด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เอาหรอกค่ะแม่อยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรน่าเบื่อจะตาย แม่ไม่ต้องเป็ห่วงหนูหรอกนะคะหนูทำไหว หนูคิดไว้แล้วว่า่เช้าจะออกหางานทำส่วน่บ่ายก็จะทำงานที่เซเว่น”
สองสามีภรรยามองหน้ากันเป็เชิงปรึกษาก่อนผู้เป็พ่อจะพยักหน้าอนุญาต
“ก็ได้แต่ถ้าหนูเหนื่อยไม่ไหวก็หยุดนะลูก”
“ค่ะพ่อ” หญิงสาวยิ้มรับคำ ถึงเธอจะเหนื่อยแค่ไหนแต่เธอก็จะทนไม่ย่อท้อง่ายๆ หรอกไม่ว่างานอะไรจะหนักแค่ไหนขอแค่เป็งานสุจริตเธอทำทั้งนั้นไม่เกี่ยงงอน ตอนนี้ครอบครัวเธอมีเพียงพ่อคนเดียวที่มีรายได้ฉะนั้นเธอจะต้องรีบหางานทำโดยเร็วที่สุดเพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน
สายลมที่จู่ๆ เกิดพัดแรงทำให้ใบชำระค่าโทรศัพท์ที่อรปรียาวางไว้บนเบาะจักรยานปลิวหล่นลงไปบนถนนในขณะที่เธอมัวแต่มัดผมอยู่หญิงสาวจัดการมัดผมเรียบร้อยแล้วจึงวิ่งไปเก็บใบชำระค่าโทรศัพท์ที่ตกอยู่เสียงแตรรถบีบดังสนั่นก่อนเธอจะร้องเสียงหลงด้วยความใเมื่อร่างทั้งร่างถูกกระชากให้ออกห่างจากรัศมีที่จะถูกรถชนได้อย่างหวุดหวิดรถที่จะชนเธอหยุดจอด คนขับโผล่หน้าออกมาทางหน้าต่างรถด่าลั่นก่อนจะขับรถจากไป
หญิงสาวยังมัวแต่ตะลึง จึงไม่ได้ยินเสียงด่าใดๆทั้งสิ้น เธอเงยหน้ามองคนที่ช่วยชีวิตไว้ก็ต้องตะลึงเป็รอบที่สอง เพราะคนที่ช่วยเธอไว้คือคนที่เธอเคยเดินชนที่หน้าบริษัทนั่นเองจู่ๆ หัวใจก็เต้นแรง แววตาเป็ประกายด้วยความดีใจ ใบหน้านวลระเรื่อขึ้นเมื่อรู้สึกตัวว่าตนเองอยู่ในอ้อมแขนของเขาและก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำใดออกมาก็ต้องหน้าเจื่อนลงเมื่อถูกอีกฝ่ายเอ็ดใส่
“จะทำอะไร ทีหลังดูซ้ายดูขวาให้ดีเสียก่อนไม่อย่างนั้นคุณได้เป็ศพกลางถนนแน่” แผ่นดินบอกด้วยความโมโหที่หญิงสาวสะเพร่าจนเกือบถูกรถชนดีนะที่เขาช่วยไว้ได้ทันเสียก่อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้เขาใแทบสิ้นสติ พอมารู้สึกตัวอีกทีก็เข้าไปช่วยเธอเสียแล้ว
“ขะ...ขอบคุณค่ะทะ...ที่ช่วยฉันไว้” อรปรียาเอ่ยเสียงตะกุกตะกักไม่ใช่เพราะยังใไม่หายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เธอใน้ำเสียงของเขามากกว่าทั้งสองมองสบตากันก่อนที่แผ่นดินจะรู้สึกตัวปล่อยมือทั้งสองข้างจากต้นแขนนุ่มและก้าวถอยหลังมาสองก้าวชายหนุ่มหันหลังเตรียมเดินจากไปแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเธอเรียกเอาไว้
“เดี๋ยวค่ะคุณ”
แผ่นดินหยุดแต่ไม่หันหน้ากลับมามองหญิงสาวจึงเป็ฝ่ายเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาเอง ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยแววตาติดจะเ็า
“ฉันขอบคุณคุณอีกครั้งนะคะและฉันไม่รู้ว่าจะตอบแทนอะไรคุณดีที่คุณช่วยชีวิตฉันไว้”
“ไม่ต้องตอบแทนอะไรทั้งนั้น” เขาบอกเสียงเรียบ
“เอ่อ...คุณจำฉันได้หรือเปล่าคะเราเคย...เคยพบกัน...” พูดยังไม่ทันจบ ชายหนุ่มก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อนใบหน้าเรียบสนิทมีรอยยิ้มเยาะแต้มเล็กน้อยจนอีกฝ่ายแทบจะไม่รู้สึก
“ผมจำได้ว่าเราเคยพบกันจำได้ไม่มีวันลืม” คำพูดแปลกๆ ของเขาทำให้อรปรียาเผลอขมวดคิ้วมุ่นและก่อนที่เธอจะได้เอ่ยอะไรอีกเขาก็พูดตัดบทว่า“ผมคงต้องขอตัวก่อน” จากนั้นเขาก็เดินจากไปทันที
หญิงสาวมองร่างสูงที่เดินลับหายมุมไปอย่างไม่เข้าใจก่อนจะตัดใจเดินไปยังร้านseveneleven ที่เธอทำงานอยู่ เพื่อจ่ายชำระค่าโทรศัพท์และซื้อขนมปังแผ่นกับแยมเพราะที่บ้านหมดแล้วโดยมีสายตาคมกริบลอบมองตามเหมือนเช่นเคย
ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์แล้วแต่อรปรียาก็ยังไม่ได้งานทำเสียทีบริษัทที่ไปกรอกใบสมัครทิ้งไว้ก็ไม่เรียกสัมภาษณ์จนเธอชักเริ่มท้อใจเสียงโทรศัพท์มือถือข้างตัวดังขึ้นปรากฏเบอร์แปลกที่เธอไม่คุ้นเคยแต่ก็กดรับสาย
“สวัสดีค่ะอรพูดค่ะ”
“อรเหรอนี่แพทนะจำได้ไหม”ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
หญิงสาวทวนชื่อพร้อมกับนึกหน้าคนที่โทรมาก่อนจะส่งเสียงตอบกลับไปด้วยความดีใจเพราะแพทหรือวราพรเป็เพื่อนสมัยมัธยมปลายซึ่งยังคงติดต่อกันมาอยู่เรื่อยจนกระทั่งขาดการติดต่อเมื่อวราพรไปทำงานที่ต่างประเทศ
“จำได้สิ เป็ยังไงบ้างแพทสบายดีไหมจ๊ะ”
“สบายดี อรล่ะเป็ไงบ้าง”
“เราก็สบายดีจ๊ะ”
“ตอนนี้แพทกลับมาเมืองไทยนะมาเจอกันหน่อยไหม คิดถึงอรจะแย่”
“เหรอเอาสินัดเจอกันที่ไหนล่ะ”
คนปลายสายบอกร้านอาหารที่เป็สถานที่นัดพบทั้งสองนัดแนะเวลาก่อนจะวางสายจากกัน และอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาสองสาวก็นั่งอยู่ในร้านอาหารด้วยกัน
“ว้าว! ยัยอรเธอยังสวยไม่เปลี่ยนเลยนะแต่ฉันว่าหน้าเธอดูซูบๆ ไปนะ” วราพรเอ่ยทักเมื่อกอดเพื่อนจนหายคิดถึงแล้ว อรปรียาลูบหน้าตนเองก่อนจะยิ้มให้
“เผอิญมีเื่เครียดๆ น่ะ”
“บอกฉันได้ไหม” วราพรถามอย่างเป็ห่วง
“ไม่มีอะไรมากหรอกเพียงแต่ตอนนี้เรายังตกงานอยู่น่ะแล้วแพทล่ะทำงานที่โน่นเป็ไงบ้าง”
“ก็ดี เออ...เอางี้สิถ้าอรยังหางานทำไม่ได้ไปทำงานที่สิงคโปร์กับเราไหม”วราพรเสนอ
“สิงคโปร์เหรอ” เธอทวนคำอย่างลังเล
“ใช่ ทำงานที่บริษัทที่เราทำอยู่ไง”
“เขารับคนเพิ่มเหรอแล้วมันจะเข้าได้ง่ายๆเหรอแพท”
“เข้าได้สิถ้าเราฝากน่ะ” วราพรบอกสีหน้ามีเลศนัยก่อนจะเฉลยให้เพื่อนฟัง “ก็เ้าของบริษัทน่ะแฟนเราเอง”
“จริงเหรอแพท”
“อืม...อีกสองเดือนก็จะแต่งงานกันแล้ว”
“ดีใจด้วยนะ” อรปรียาคว้ามือเพื่อนมาจับแสดงความยินดี
“ขอบใจจ้ะแล้วตกลงว่าไงจะทำหรือเปล่า”
หญิงสาวนิ่งเงียบ ใจหนึ่งก็อยากไปแต่อีกใจก็อยากทำงานอยู่ที่นี่มากกว่าอีกอย่างเธอไม่เคยจากพ่อแม่ไปไหนไกลเลยถ้าไปก็คงอดห่วงพวกท่านไม่ได้เมื่อตัดสินใจไม่ได้เธอจึงตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า
“ฉันขอคิดดูก่อนได้ไหมแพท”
“ได้สิถ้ายังไงก็โทรบอกฉันแล้วกันนะ” วราพรเข้าใจว่าเพื่อนสาวต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ เพราะถ้าไปที่โน่นก็จะต้องห่างครอบครัวอีกนานกว่าจะได้เจอกัน
คำพูดของหญิงสาวทั้งสองได้ยินไปถึงหูใครอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหลังอรปรียาซึ่งโต๊ะที่นั่งนั้นห่างกันไม่มากเท่าไรนักทำให้พอที่จะจับใจความคำพูดนั้นได้ไม่ยากนักตอนแรกที่ได้ยินแผ่นดินยอมรับว่าใจหายวาบแต่แล้วความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้นใบหน้าเขาจึงดุดันขึ้นจนดูน่ากลัว
ไม่พอ!แค่นี้มันยังไม่พอยังไม่สาสมกับสิ่งที่หญิงสาวได้ทำไว้กับน้องชายของเขาหรอก นึกหรือว่าจะหนีเวรกรรมที่มีเขาเป็เ้ากรรมนายเวรพ้นอย่าหวังเลยไม่มีทาง!