บทที่ 13 กำแพงว่านเจี้ยน
จวินเหวินพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "มีอะไรให้ต้องกังวลเล่า? เ้าทำได้แค่มองดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น ถึงอย่างไรตันเถียนของเ้าก็เสียหายแล้ว ไม่มีทางที่กระบี่วิเศษจะเลือกเ้าหรอก..."
แล้วเขาก็รู้สึกว่าตนเองพูดผิด ด้วยความใ กระบี่วิเศษจึงสั่นไหวเกือบจะร่วงหล่นลงไป
เฟิ่งซีหัวเราะคิกคัก "ศิษย์พี่ห้า ข้าไม่ได้บอบบางอย่างที่ท่านคิดหรอก ที่ทะเลาะกันก่อนหน้า ก็แค่เสียใจกับท่าทีที่ท่านมีต่อข้าเท่านั้น
หลังจากที่ข้าได้คิดทบทวนอย่างละเอียดแล้ว ท่านก็แค่พูดไปตามอารมณ์ ไม่ได้รังเกียจข้าจริง ๆ
พวกเราเป็ศิษย์ร่วมสำนัก ไม่ต้องมีความเกรงใจมากมาย ต่อไปท่านอยากพูดอะไรก็พูดมาเถิด ข้าจะไม่คิดมากเกินไปแล้ว"
จวินเหวินเกาศีรษะ รู้สึกว่าตนเองช่างไร้ค่าเหลือเกิน
วันนั้นที่เขาโกรธเฟิ่งซีล้วนเป็เพราะเป็ห่วงว่าเซียวไป่เต้าจะเสี่ยงอันตรายไปล่าสัตว์อสูรน้ำแข็ง ที่จริงเขาไม่ได้มีความเห็นอะไรกับเฟิ่งซีมากนัก มิเช่นนั้นคงไม่มอบผลไม้วิเศษให้เฟิ่งซีแล้ว
พูดถึงที่สุดแล้ว ก็เพราะเขาใจอ่อนแต่ปากร้าย
ขณะที่สนทนากันอยู่นั้น ทั้งสองก็มาถึงกำแพงว่านเจี้ยน
เฟิ่งซีมองไปยังหน้าผาหินสูงตระหง่านที่ทอดตัวสู่เมฆาด้วยความประหลาดใจ ภายในนั้นมองเห็นกระบี่วิเศษหลายเล่มปักอยู่เงียบ ๆ
นางรู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความเก่าแก่โบราณอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยััได้จากป้ายสำนักเสวียนเทียน ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก
หน้าผาหินมีลานโล่งเรียบอยู่เบื้องหน้า บนพื้นยังมีคราบเืกระจายอยู่ทั่ว
"ศิษย์น้อง เ้าเห็นคราบเืพวกนั้นหรือไม่?"
"ล้วนเป็คราบเืที่ทิ้งไว้จากผู้ที่มาชิงกระบี่ในอดีต แม้จะมีคนคอยทำความสะอาด แต่เืก็ซึมลึกเข้าไปในหิน ได้แค่ปล่อยไว้เช่นนี้แหละ"
แต่เดิมจวินเหวินคิดว่าการเรียกศิษย์น้องคงยากจะเอ่ยปาก แต่ไม่คิดว่าจะง่ายดายเช่นนี้
เฟิ่งซีไม่ได้สนใจเื่การเรียกขานแต่อย่างใด นางหรี่ตามองกำแพงว่านเจี้ยน
จวินเหวินพูดต่อว่า "คราวก่อนอาจารย์บอกว่าจะลงโทษข้าด้วยการส่งไปที่ถ้ำว่านเจี้ยนที่อยู่หลังกำแพงว่านเจี้ยน ข้างในนั้นมีพลังกระบี่ที่อ่อนลงหลายเท่า แม้จะไม่ถึงกับเอาชีวิต แต่ทุกครั้งที่เข้าไปก็ต้องลอกคราบออกมาทีหนึ่ง
อาจารย์ช่างลำเอียงเหลือเกิน ในสิบครั้งก็ลงโทษข้าตั้งแปดครั้ง ทั้งที่ข้าเป็คนว่านอนสอนง่ายที่สุด..."
เฟิ่งซีพึมพำตอบรับ ดวงตาไม่ละจากกำแพงว่านเจี้ยนแม้แต่น้อย
นาง้ากระบี่วิเศษสักเล่ม!
ร่างเดิมมีเพียงกระบี่ล้ำค่าธรรมดาเล่มหนึ่ง แต่ถูกเสินจื่อหลานทำหักระหว่างการคัดเลือกศิษย์ภายใน ส่วนกระบี่วิเศษนั้น นางไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้รับมันในสำนักฮุ่นหยวน
ตอนนี้โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว
แม้ว่านางจะสามารถใช้พลังได้บ้าง แต่การจะหลบหลีกคมกระบี่นั้น มันเป็เพียงความฝันเพ้อเจ้อ
ดังนั้น นางจึงมองไปที่จวินเหวินแล้วกล่าว "ศิษย์พี่ห้า มีทางเป็ไปได้หรือไม่ อย่างเช่น ท่านไปต้านคมกระบี่ แล้วกระบี่ที่ได้มาจะเป็ของข้า?"
"......"
เ้าคงอยากกินอึนักสินะ!
"ศิษย์น้อง การทดสอบพลังกระบี่นั้นเป็การทดสอบระหว่างกระบี่วิเศษกับผู้ที่จะเป็เ้าของมัน ไม่อาจให้ผู้อื่นทำแทนได้"
เขายังมีอีกประโยคที่ไม่ได้พูด ถึงแม้จะทำได้ นางเป็แค่คนไร้ค่าจะเอากระบี่วิเศษไปทำไม? เอาไว้ประดับหรือ?!
เฟิ่งซีเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
"จำเป็ต้องผ่านการทดสอบพลังกระบี่ด้วยหรือ? มีความเป็ไปได้หรือไม่ว่ากระบี่บางเล่มอาจร้อนใจอยากออกมา โดยไม่จำเป็ต้องทดสอบเลย?"
จวินเหวินกล่าว "...นอกเสียจากว่ากระบี่นั้นจะไร้ค่า!"
เฟิ่งซีตัดสินใจลองดู
จากระยะห่างหลายสิบจั้ง นางจึงะโสุดเสียง
"นี่! พวกกระบี่ที่อยู่ข้างในฟังข้าให้ดี ข้าคือเฟิ่งซี แสงสว่างแห่งสำนักเสวียนเทียนในอนาคต พวกเ้ามีใครอยากไปกับข้าบ้างหรือไม่?"
"หากมีอะไรจะพูดก็รีบพูดออกมาเถิด ไม่เช่นนั้นจะไม่มีโอกาสอีก!"
จวินเหวิน "......"
น่าแปลกนักที่อาจารย์ยอมมอบผลไม้วิเศษจื่อเฉียวหลิงหลงให้นางถึงสิบผล สมองของนางคงจะมีปัญหาจริง ๆ หากเพียงแค่ะโก็สามารถเรียกกระบี่วิเศษออกมาได้ พวกเราจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกทำไมกัน เห็นพวกเราว่างเกินไปหรืออย่างไร?!
ส่วนเื่ที่ว่าเป็แสงสว่างแห่งสำนักเสวียนเทียน นางคงพูดเล่นไปเท่านั้น
ในขณะที่เขากำลังบ่นอยู่นั้น เฟิ่งซียังคงะโต่อไปไม่หยุด
"ออกมาเถิด! อยู่ข้างในช่างน่าเบื่อ! ตามข้ามาเถิด ข้าจะพาเ้าไปััความทุกข์สุขในโลกมนุษย์! ข้าจะพาเ้าไปชมความรุ่งเรืองทั้งมวลในใต้หล้า! จะพาเ้าท่องไปทั่วขุนเขาลำน้ำ ขึ้นสู่ฟ้าดำดิ่งสู่ทะเล ชีวิตนี้จะไม่สูญเปล่า..."
ไร้ซึ่งการตอบสนองใด ๆ
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเฟิ่งซียังคงพูดจาไม่หยุด
จวินเหวินทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว
"ศิษย์น้อง เ้าไม่ต้องเสียแรงเปล่าหรอก ข้าจะพาเ้าไปเที่ยวที่อื่นดีกว่า!"
เฟิ่งซีถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ก็ได้ ถ้าจะโทษก็โทษกระบี่วิเศษพวกนี้แหละที่ไม่มีวิสัยทัศน์ วันหน้าข้าจะไปหากระบี่ใหม่จากสำนักอื่น!"
จวินเหวินนิ่งอึ้ง... นางพูดเพ้อเจ้ออีกแล้ว!
"ศิษย์น้อง ข้าจะพาเ้าไปเที่ยวชมยอดเขาตะวันออกดีกว่า!"
"ได้"
หลังจากที่พวกเขาเดินทางไปได้ครึ่งชั่วยาม กระบี่ไม้เล่มหนึ่งค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินอย่างยากลำบาก จากนั้นก็หมุนไปมาอย่างงุนงง
“คนที่บอกว่าจะััความทุกข์สุขของมนุษย์ล่ะ?
แล้วที่บอกว่าจะได้เห็นความรุ่งเรืองของโลกล่ะ?
ไหนบอกว่าจะเดินทางท่องไปทั่วขุนเขาลำธาร ขึ้น์ดำดิน ไม่ให้เสียชาติเกิดที่เป็ยอดฝีมือกระบี่ไง?"
"คนคนนั้นอยู่ที่ใดกัน?"
"หลอกลวง! ไอ้คนหลอกลวง!”
ในที่สุด ดาบไม้ก็บ่นพึมพำแล้วมุดกลับลงไปใต้ดิน
ในเวลานี้ เฟิ่งซีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็คนหลอกลวงกำลังเดินเล่นอยู่บนยอดเขาทิศตะวันออกกับจวินเหวิน
เฟิ่งซีสังเกตเห็นว่าพืชพรรณบนยอดเขาทิศตะวันออกมีน้อยกว่าบนยอดเขาหลักอย่างเห็นได้ชัด ส่วนใหญ่เป็เขาร้าง มีพืชพรรณขึ้นอยู่เพียงประปราย
จวินเหวินอธิบายว่า "แต่ก่อนยอดเขาตะวันออกเคยเป็ต้นไม้เงินของสำนักเสวียนเทียน เพราะใต้ยอดเขาตะวันออกเคยมีเหมืองหินิญญาอยู่
น่าเสียดาย เมื่อสามพันปีก่อนหินิญญาถูกขุดจนหมด สำนักเสวียนเทียนของพวกเราเลยกลายเป็ขอทาน
เพราะเป็เหมืองร้าง ดินไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชพรรณ ยอดเขาตะวันออกถึงได้มีพืชพรรณน้อยนัก"
เฟิ่งซีคิดในใจว่า สำนักเสวียนเทียนได้แสดงให้เห็นถึงความหมายของคำว่า… นั่งกินจนหมดเขาแล้วจริง ๆ
นางพูดอย่างออดอ้อน "ศิษย์พี่ห้า ข้ายังไม่เคยเห็นเหมืองหินิญญาเลย พาข้าไปดูหน่อยสิ!"
จวินเหวินเบ้ปาก "เหมืองหินิญญาที่ถูกทิ้งร้างจะมีอะไรน่าดู?! แต่ถ้าเ้าอยากดู ข้าก็จะพาเ้าไปดูสักหน่อยก็แล้วกัน!"
สองคนเดินอ้อมไปทางด้านหลังของยอดเขาตะวันออก เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนพบปากถ้ำที่สูงกว่าคนหนึ่งคน
"นี่คือทางเข้าเหมืองหินิญญาที่ถูกทิ้งร้าง"
"ข้าได้ยินมาว่าแต่เดิมทางเข้านั้นดูยิ่งใหญ่มาก แต่เพราะถูกแดดลมกัดกร่อนและไม่มีผู้ใดดูแลรักษา จึงกลายเป็เช่นนี้"
จวินเหวินพูดพลางหยิบตะเกียงออกมา นำทางมุดเข้าไปในอุโมงค์เหมืองก่อน
เฟิ่งซีเดินตามหลังเขาเข้าไปในเหมือง
"ศิษย์น้อง ข้างในมืดมิดไม่มีอะไรให้ดูหรอก พวกเราดูแค่บริเวณปากถ้ำก็พอแล้ว"
เฟิ่งซีพยักหน้า จริงอย่างที่ว่า ไม่มีอะไรให้ดูเลย สองข้างล้วนเป็ผนังหิน เบื้องล่างเป็ทางเดินแคบ ๆ เนื่องจากไม่มีผู้ใดย่างกรายมาเป็เวลานาน ตะไคร่น้ำสีเขียวจึงขึ้นปกคลุมไปทั่ว อีกทั้งอุณหภูมิภายในนี้ก็เย็นกว่าด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด
เฟิ่งซีเดินเข้าไปได้ไม่ไกลนัก รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ศิษย์พี่ห้า พวกเราออกไปกันเถอะ!"
"ดี..."
คำว่า ‘ดี’ ของจวินเหวินยังไม่ทันจบก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง
สีหน้าของจวินเหวินเปลี่ยนไปในทันที นางรีบคว้าตัวเฟิ่งซีวิ่งออกไปด้านนอก
เพิ่งวิ่งได้ไม่กี่ก้าว ด้านหน้าก็มีเสียงดังสนั่นจากปากถ้ำที่ถล่มลงมา
ไม่เพียงเท่านั้น หินก้อนใหญ่น้อยเริ่มร่วงหล่นลงมาจากเพดาน้า
จวินเหวินแทบจะเป็บ้าด้วยความร้อนใจ!
เขาเรียกกระบี่จิงเทียนออกมาฟันหินที่ขวางทางอยู่ แม้จะฟันหินด้านหน้าแตกออกได้ แต่ก็ทำให้ผนังหินเหนือศีรษะของพวกเขาถล่มลงมา หากไม่ใช่เพราะเฟิ่งซีมีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว กระชากเขาถอยหลังอย่างแรง ทั้งสองคนคงถูกบดเป็แผ่นเนื้อไปแล้ว
ทันใดนั้นผนังหินทั้งทางเดินก็เริ่มถล่มลงมาอย่างต่อเนื่อง จวินเหวินและเฟิ่งซีจึงได้แต่ถอยหลังไปเรื่อย ๆ
ในที่สุดทั้งสองก็ถอยมาถึงลานโล่งที่ค่อนข้างกว้างขวาง ตรงกลางลานมีแท่นวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสองจั้ง
เมื่อเห็นว่าผนังหินตรงนี้ค่อนข้างมั่นคง จวินเหวินจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อย จากนั้นจึงหยิบป้ายหยกประจำตัวออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ
แต่ผลปรากฏว่าไม่สามารถส่งข้อความออกไปได้เลย
เขาหยิบยันต์ส่งสารออกมา แต่ก็ไม่สามารถส่งข้อความออกไปได้
หัวใจของจวินเหวินหล่นวูบ แต่ยังคงแสร้งทำสีหน้านิ่งสงบเพื่อปลอบใจเฟิ่งซี
"ศิษย์น้องอย่ากลัวไป เมื่ออาจารย์และคนอื่น ๆ รู้ถึงความผิดปกติที่นี่ ต้องมาช่วยพวกเราแน่นอน"
เสียงพูดเพิ่งจะขาดคำ หินก้อนหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากเพดาน้า ตามด้วยก้อนหินขนาดใหญ่น้อยที่ทะลักลงมาไม่ขาดสาย
จวินเหวินแทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว!
"ศิษย์น้อง ข้าว่าพวกเราคงจะถูกฝังทั้งเป็ที่นี่แน่ ๆ!"
ความสงบนิ่งอะไรนั่น ขว้างลงนรกไปซะเถอะ!