ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 129 สำเร็จโอสถวิเศษ (4)

            “อดทนรอสักประเดี๋ยว อย่าได้หุนหันพลันแล่น” สวีหยางอี้พูดขึ้นท่าทีต่อต้านของเมาปาเอ้อกลับมาสงบอีกครั้ง

            เปิดประมูลงั้นเหรอ?

            เหมือนเป็นความคิดที่ดี

            แต่ว่าตัวเขาต้องเตรียมตัวดีๆ สำหรับการประมูลครั้งนี้

            ในยุคสมัยใหม่แบบนี้โอสถวิเศษเม็ดแรกจากศาสตร์หลอมโอสถที่หายไปสองร้อยปีปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ปฏิกิริยาท่าทีของผู้คนจะเป็นอย่างไร?และจะมีเหตุการณ์อะไรตามมา?

            แน่นอน! จะต้องแตกตื่นและแย่งชิงกันอย่างดุเดือดแต่ว่าจะเอาอะไรมารับประกันความปลอดภัยของตัวเอง เรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญที่สุด

            จะมีผู้คนกี่มากน้อยที่ต้องการขอตรวจสอบที่มาที่ไปของการหลอมโอสถวิเศษ?จะมีใครมาเป็นห่วงเป็นใยนักหลอมยาคนนี้? คนพวกนั้นจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับเขา?

            ตลาดเวชภัณฑ์ยาเหลวของผู้ฝึกตนจะได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่ต้องพูดถึงใครที่ไหน เพราะตู้มหาสมบัติจะเป็นองค์กรแรกที่ใช้อำนาจและสิทธิ์ที่มีควานหาตัวเขา

            เมื่อเจอตัวเขา แล้วพวกนั้นจะทำอะไรต่อ?

            “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ฉันจะเปิดเผยสถานะที่แท้จริงต่อสาธารณะ”สวีหยางอี้เอ่ยเสียงเรียบ “ส่วนงานประมูล ตัวฉันก็ต้องไปร่วมด้วยตัวเอง”

            เมาปาเอ้อกับหลี่จงหยวนถูกคำพูดของสวีหยางอี้เรียกสติ

            หลังจากนิ่งเงียบไปหลายสิบวิฯ เมาปาเอ้อก็ยื่นโอสถวิเศษให้หลี่จงหยวนและปั้นสีหน้าเคร่งขรึมหันไปพูดกับสวีหยางอี้ “ก็จริง...ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่นายจะเปิดเผยตัวตนแต่ว่านายไม่จำเป็นต้องออกหน้าด้วยตัวเองหรอกนะ... ถ้านายอยากได้อะไรก็ให้ผู้รับจัดงานประมูลจัดการแทนก็สิ้นเรื่อง”

            “ไม่ได้...” สวีหยางอี้หรี่ตาลงอย่างระวังตัว “ฉันต้องมอบของสิ่งนี้ที่หน้างานด้วยตัวเอง”

            สำหรับตอนนี้ เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องก็คือต้องรับภารกิจมาทำหนึ่งภารกิจกำหนดเวลาภายในห้าปี และนี่ผ่านมาสองปีแล้ว

            ภารกิจนี้ จะเป็นภารกิจธรรมดาไม่ได้ไม่ใช่ภารกิจพวกรับจ้างจับแมวจับหมาแบบนั้นอย่างแน่นอน จำเป็นต้องเป็นภารกิจที่จริงจังและมีระดับความยากไม่งั้นอวี้หลินเว่ยจะเลี้ยงดูกองกำลังมากมายขนาดนี้ไว้เพื่ออะไร?

            เวลาที่เหลืออีกสามปี เขายังไม่มีเป้าหมายเรื่องภารกิจที่แน่ชัดแถมยังไม่ได้คัดเลือกสมาชิกประจำกองอีก และหากเปิดเผยสถานะนักหลอมยาของตัวเองออกไปตอนนี้สิ่งที่ตามมาหลังจากนี้คงยุ่งยากน่าดู เป็นตัวเลือกที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย

            ถ้าทำแบบนั้น... กรณีที่เลวร้ายที่สุดคือถูกตามฆ่าสั่งเก็บไม่ใช่แค่ฝู่หยุนเจินเหรินคนเดียว จะต้องมีผู้ฝึกตนขั้นจินตันอีกหลายคนเอาด้วยอย่างแน่นอน!

            คล้ายหลี่จงหยวนจะเข้าใจอะไรบ้างอย่างขึ้นมา “คุณ คุณต้องการ...”

            สายตาของเมาปาเอ้อกับหลี่จงหยวนมองที่จุดเดียวกันตอนนี้จิตสังหารอันเข็มข้นสะท้อนออกมาจากดวงตาของสวีหยางอี้อย่างชัดเจน!

            “นายท่าน ผมเข้าใจว่าความแค้นของคุณยังไม่ได้รับการชำระ...คุณต้องสร้างผลงานเพื่อเลื่อนขั้นเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของเผ่าปีศาจระดับss และ sss ... ซึ่งคุณต้องรับภารกิจในนามของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์เท่านั้น...และเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มออกปฏิบัติภารกิจ เมื่อนั้นเชียนเริ่นก็จะ...”ขณะที่หลี่จงหยวนพูดออกมา ตัวก็สั่นระริกเหงือกาฬเปียกชุ่มเต็มหลังอย่างไม่รู้ตัว

            เขาอ่านความคิดของสวีหยางอี้ออกแล้วแต่เขานึกไม่ถึงว่าจิตใจของสวีหยางอี้กล้าหาญมากขนาดนี้!

            สังหารผู้ฝึกตนขั้นจู้จี!

            และให้การสังหารครั้งนี้เป็นบทเรียนให้แก่คนที่ต้องการฆ่าเขาและให้คนพวกนั้นตระหนักว่าห้ามเข้ามาหาเรื่องตน!

            “พระเจ้า...”ร่างสุนัขของเมาปาเอ้อสั่นเทิ้มและมองสวีหยางอี้ด้วยสายตาราวกับจ้องมองสัตว์ประหลาด“หยางอวี้ นาย นายบ้าไปแล้ว...”

            สังหารผู้ฝึกตนที่อยู่เหนือตัวเองสองระดับ!

            ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้... สิ่งสำคัญคือดูว่าในมือของตัวเองมีข้อได้เปรียบมากน้อยเพียงใด!

            ตัวอย่างเช่น... อาวุธเวทมนตร์ที่สามารถใช้ต้านทานผู้ฝึกตนขั้นจู้จีได้หรือไม่ก็ใช้สังหารได้!อีกตัวอย่างเช่น... อาวุธเวทมนตร์ที่ทำให้ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีไล่ตามไม่ทัน!

            ในยุคสมัยใหม่แบบนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดข้อได้เปรียบแน่นอนว่าต้องหนีไม่พ้น ‘เงิน’ และ ‘หินวิญญาณ’

            ขอแค่มีจ่าย ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว และในโลกผู้ฝึกตนตอนนี้คนที่มีทรัพยากรระดับสูงมีน้อยยิ่งนักหากไม่นับเหล่าลูกศิษย์ของจินตันเจินเหรินทั้งหลาย เกรงว่าคงมีไม่เกินห้าสิบคน!

            แต่เชียนเริ่นคงคิดไม่ถึงว่าสวีหยางอี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้นทุนหนาเหมือนกันสำหรับเชียนเริ่นคงคิดว่าผู้ฝึกตนที่ไม่มีหน่วยงานใดๆ หนุนหลังจะมีหินวิญญาณมากพอไปซื้ออาวุธเวทมนต์มาฆ่าตัวเองได้ไง? น่าขำสิ้นดี! 

            แต่สวีหยางอี้ในตอนนี้ เขาอยู่ในระดับที่ต้องการอะไรก็ได้สิ่งนั้นแล้วนักหลอมโอสถวิเศษจากศาสตร์หลอมโอสถโบราณเพียงหนึ่งเดียวในยุคสมัยนี้ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้...ขอแค่ตัวเขาพร้อมเปิดเผยสถานะที่แท้จริงของตัวเองในงานประมูลเท่านั้น!

            “ฉันบ้าใช่ไหมล่ะ?” เมื่อครู่เป็นแค่ความคิดคร่าวๆผุดขึ้นในใจ แต่ตอนนี้ความคิดนี้ได้ตกผลึกอย่างแน่วแน่แล้ว

            “ผู้คนมองว่าฉันบ้า แต่ฉันว่าพวกเขาตื้นเขิน” แววตาของเขาเยือกเย็นลงลิ้นแลบเลียริมฝีปาก “เมาปาเอ้อ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนายจงโฟกัสไปที่ภารกิจระดับ A หรือสูงกว่านั้นขึ้นไป”

            เมาปาเอ้อมองเขาอย่างอึ้งงันไปหลายวิฯ ก่อนถอนหายใจอย่างละเหี่ย“นายมันบ้าไปแล้ว... แต่ว่าครั้งนี้... นายน่าจะทำสำเร็จจริงๆ ...”

            “หลี่จงหยวน” สวีหยางอี้ไม่สนใจเมาปาเอ้อ และเบนสายตามาอีกฝั่ง“จงรีบหาข้อมูลรวบรวมรายชื่อยันต์อาคม อาวุธเวทมนตร์โอสถวิเศษขึ้นชื่อที่สามารถสังหาร ต้านทาน และหลบหนีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีได้”

            “นายท่าน...” หลี่จงหยวนละล่ำละลักคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงกัดฟันพูด “ ของพวกนี้... ใช่ว่าจะหาไม่ได้แต่ว่าราคาของมัน... เกรงว่าโอสถวิเศษสิบสองเม็ดน่าจะไม่พอ...”

            “ฉันมีแผนของฉัน” สวีหยางอี้ระบายยิ้ม

            “ครับ” หลี่จงหยวนพยักหน้าโค้งตัวลง “ยังมีอีกเรื่องครับกล่องจิ๋วปริศนาใบนั้นที่คุณมอบหมายให้ผมไปหาคำตอบ ตอนนี้ได้ช่วงเวลา ยุคสมัยและวิเคราะห์รายชื่อผู้ครอบครองมาได้คร่าวๆแล้วครับ”

            แววตาสวีหยางอี้เคร่งขรึมลงทันที “บอกที่อยู่ฉันมา เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปหาคนนั้นเอง”

            งานประมูล ไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ

            หากจัดขึ้นมาตอนนี้ก็เหมือนกับขุดเจอตราประทับราชลัญจกรจีนโบราณแล้วนำไปขึ้นประมูลทันที ซึ่งอาจจะประมูลมาได้ในราคาสูงลับฟ้าแต่ใช่ว่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในอนาคตได้หมด

            หากก่อนหน้านั้นไม่วางแผนให้ละเอียดรอบคอบ ไม่ปิดกั้นช่องโหว่ความผิดพลาดให้ครบทุกช่องทางเขาไม่มีทางเลือกการซื้อขายในรูปแบบการประมูลแบบนี้แน่นอน...เอาไปขายในตลาดมืดยังดีกว่า

            “แล้วก็... ทางที่ดี นายควรรักษาของชิ้นนี้ให้ดีที่สุด” สวีหยางอี้แตะแหวนมิติเก็บของจากนั้นม้วนหนังแกะคร่ำคร่าก็ปรากฏขึ้นมาในมือเขา

            เขามองทั้งสองคนด้านหน้า “ถ้ารู้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับของชิ้นนี้จงรีบรายงานฉันทันที”

            และแล้วเรื่องทั้งหมดตรงนี้ก็จบลง สวีหยางอี้เตรียมตัวพักผ่อนสักหนึ่งคืนและพรุ่งนี้ก็เดินทางไปหานักโบราณคดีตามที่อยู่ที่หลี่จงหยวนให้ไว้

            ...

            ในช่วงเวลาเดียวกัน ณ มณฑลหลงซู่ เมืองจิ่วฉวนเขตปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยอาซา ชุมชนลู่หลิว

            ที่นี่อาจดูเหมือนเป็นสถานที่ธรรมดาทั่วไปบางช่วงจะมีนักวิชาการด้านสัมพันธ์เปรียบเทียบจีนและตะวันตกหรือไม่ก็นักธรณีวิทยาเดินทางมาเก็บภาพทำวิจัย... เนื่องด้วยความแห้งแล้ง ขาดน้ำ และกันดารห่างไกลมาตั้งแต่สมัยก่อนทำให้ประชากรที่นี่เบาบาง

            นี่เป็นเพียงภาพที่มนุษย์ทั่วไปมองเห็น

            แต่มีคนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนที่มีฐานตัวเลขน้อยนิดจากประชากรทั้งหมดแต่ก็มีจำนวนเกินกว่าแสนคน ทุกคนต่างรู้ดีว่ากำลังพูดถึงผู้ฝึกตนอยู่

            ในสายตาของพวกเขา ที่แห่งนี้เป็นที่ที่ไม่ควรมาเยือน และไม่ควรคิดมาเหยียบแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่รู้จักที่แห่งนี้ในทางตรงข้ามพวกเขากลับจำชื่อแห่งนี้ในอีกชื่อหนึ่ง...‘ตำหนักเขาสายรุ้งแห่งหลงซู่’ เป็นชื่อที่พวกเขาทุกคนจำได้ฝังใจ

            แปดสถานที่ต้องห้าม แนวเสาระเบียงตำหนักเขาสายรุ้งแห่งหลงซู่...ผู้ฝึกตนได้ยินกันจนคุ้นหู

            จินตันเจินเหรินไร้นามหนึ่งคน ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์หลายสิบคนผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับปลายและระดับสมบูรณ์หลายร้อยคนล้วนสังเวยชีวิตลงที่สถานที่ต้องห้ามในมณฑลหลงซู่แห่งนี้ทำให้ในโลกผู้ฝึกตน ไม่มีใครหน้าไหนกล้าล้อเล่นกับพื้นที่สีแดงแห่งนี้ 

            “ที่นั่นคือแนวเสาระเบียงตำหนักเขาสายรุ้งแห่งหลงซู่ที่มีชื่อเสียงร้ายกาจ”ห่างออกไปหลายพันเมตร ผู้เฒ่าคนหนึ่งกำลังยืนชี้นิ้วอยู่บนเนินเขาสีเลือดนกจากนั้นก็ลดมือลงอย่างสลดใจ “พวกนายทุกคนจงจำไว้ให้ดีห้ามเข้าใกล้ที่ตรงนั้นเป็นอันขาด แต่ถ้าเข้าใกล้ ก็ห้ามหันไปมองเด็ดขาด”

            “คุณลุงหมายความว่าอย่างไร?” ผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณสิบห้าสิบหกปีคลี่ยิ้มถาม“หนูเคยได้ยินคุณพ่อพูดถึงที่นี่บ่อย ตระกูลจ้าวแห่งหลงซู่ของพวกเราก็เป็นตระกูลที่ติดหนึ่งในร้อยจากทั่วประเทศไม่ใช่เหรอคะ...ทำไมพวกเราถึงเข้าไปไม่ได้?”

            ระดับตบะของผู้เฒ่าอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางมีคนอายุสิบสี่ถึงสิบเจ็ดปีคอยประกบซ้ายขวาอยู่เจ็ดแปดคนบนหน้าอกของพวกเขาปักตราประทับรูปขนนก

            ตระกูลผู้ฝึกตนทั่วทั้งประเทศมีทั้งหมดสองร้อยกว่าตระกูลและตระกูลจ้าวแห่งหลงซู่ก็เป็นหนึ่งตระกูลที่ติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกต่อให้เป็นลำดับท้ายๆ ก็มากพอจะใช้พูดโอ้อวดได้

            ผู้นำตระกูลของพวกเขามีตบะอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ระดับสมบูรณ์เมื่อเทียบกับสิบตระกูลระดับต้นที่มีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีเป็นผู้นำ พวกเขาแทบเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ

            “เสี่ยวหนาน ฟังคำพูดที่ลุงบอก” ผู้เฒ่ามองไปที่เนินเขาที่อยู่ไกลๆด้วยสายตาหวาดระวังราวกับเห็นสัตว์ประหลาด พลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ที่แห่งนั้นมีจินตันเจินเหรินเสียชีวิตลงที่นั่น อย่าว่าแต่ตระกูลจ้าวของพวกเราเลยต่อให้มีตระกูลจ้าวสักหนึ่งหมื่นตระกูลบุกเข้าไปก็ต้องดับสนิททุกคน”

            “จินตันเจินเหริน?!” วัยรุ่นคนหนึ่งส่งเสียงตกใจ“เป็นไปไม่ได้!พวกเขาแข็งแกร่งจะตาย ทำไมถึง...”

            “นี่คือเรื่องจริง แม้แต่ลุงเองก็ไม่กล้าเข้าไป ได้แต่มองดูอยู่ไกลๆ ...แล้วที่ลุงบอกว่าห้ามหันไปมอง...” ผู้เฒ่าคลี่ยิ้ม “อาจจะฟังดูแปลกๆ มนุษย์ทั่วไปที่เข้าไปที่นั่นพวกเขาจะไม่มีรู้สึกอะไร แต่ถ้าเป็นผู้ฝึกตน เมื่อเข้าใกล้ตำหนักเขาสายรุ้งจะได้ยินเสียงคนที่สนิทและเป็นที่รักที่สุดเรียกหา ในตอนนั้น หากหันไปมอง...”

            วัยรุ่นทุกคนจ้องมองผู้เฒ่าอย่างลุ้นระทึก

            “แว้!!!” ผู้เฒ่าตะโกนทำท่าหลอกให้ตกใจขึ้นทำเอาวัยรุ่นทุกคนตกใจสะดุ้งโหยงไปตามๆ กัน จากนั้นก็พากันตะโกนด้วยใบหน้าแดงเรื่อ“คุณลุง! ตกใจหมดเลย!” “นิสัยไม่ดี!” “ผม ผมจะฟ้องพ่อผม!”

            “เอาล่ะๆ” ผู้เฒ่าหัวเราะพลางลูบเคราตัวเอง “บอกพวกเธอก็ได้ หากหันไปมองคนๆ นั้นจะตายลงตรงนั้นทันที... ไม่สิ คนๆ นั้นจะกลายเป็นมนุษย์พืชจิตวิญญาณจะหายไปทันที ไม่ว่าตบะจะสูงส่งแค่นั้น ก็มีชะตากรรมเหมือนกัน”

            “คุณลุงครับ ที่นั่นเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่?” วันรุ่นคนหนึ่งถามอย่างสงสัย

            “ใครจะไปรู้” ผู้เฒ่าลูบหัวเข่า“ว่ากันว่าเป็นเส้นทางสู่ตำหนักนรกของปรโลกบ้างก็บอกว่าด้านในเป็นตำหนักโบราณหลังงามบางคนก็บอกว่าเป็นบำเพ็ญสถานของผู้ฝึกตนยุคโบราณ...แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าข้างในเป็นอะไร... เสี่ยวหลิน นายดูอะไรอยู่?”

            ผู้เฒ่ามองวัยรุ่นคนหนึ่ง วัยรุ่นคนนี้เป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในตระกูลเป็นคนร่าเริงตลอดเวลา และเป็นผู้ที่มีเวทขีดกำจัดสายเลือดในดวงตาของเขามีรูม่านตาสีขาว นี่เป็นเนตรปรภพในตำนาน เป็นผู้ที่ได้รับการบ่มเพาะเลี้ยงดูจากผู้ใหญ่ในตระกูลเป็นพิเศษ

            ตอนนี้ วัยรุ่นคนนี้กำลังขมวดคิ้วจ้องมองสถานที่แห่งนี้อยู่ตาไม่กะพริบ

            เมื่อได้ยินเสียงเรียกของผู้เฒ่า เขาจึงตั้งสติกลับมาและหันหน้าไปถามอย่างสงสัย “คุณลุงครับ... มีคนที่ตัวใหญ่ประมาณพันเมตรไหมครับ?”

            “กำลังคิดอะไรอยู่” ผู้เฒ่าคลี่ยิ้มอย่างเอ็นดู“ตัวสูงเป็นพันเมตรก็ต้องเป็นเผ่าปีศาจ ทำไมอยู่ๆ เสี่ยวหลินถึงถามล่ะ?”

            เสี่ยวหลินดึงมือผู้เฒ่าพลางชี้นิ้วไปที่ตำหนักเขาสายรุ้ง“แต่ผมเห็นนะครับ...มีคนยักษ์ตัวสูงใหญ่หนึ่งพันเมตรหนึ่งคนกำลังใช้ขวานผ่าพื้นที่ที่คุณลุงบอกเมื่อกี้...”

            “ฮ่าๆ จะเป็นไปได้อย่างไร!” “เสี่ยวหลิน กำลังล้อลุงเล่นอยู่สินะ...จริงอยู่ที่ดวงตาของนายเชื่อมต่อกับปรโลกได้แต่ที่นั่นไม่ใช่ที่ที่นายจะพูดล้อเล่นได้นะ” “วันนี้พอแค่นี้ ถ้ายังไม่อยากกลับลุงจะไม่เล่นด้วยแล้วนะ”

            แม้ผู้เฒ่าจะหัวเราะเสียงดัง ระบายยิ้มร่า ทว่าสีหน้ากลับยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายก็จูงมือเสี่ยวหลินเข้ามา และมองตาเขา “นายไม่ได้ล้อลุงเล่นใช่ไหม? นายเห็นจริงๆ ใช่ไหม?”

            เสี่ยวหลินมองผู้เฒ่าอย่างสงสัย ตากนั้นก็หันไปมองที่เนินเขานั้นอีกครั้ง

            ใช่แล้ว... ตัวเขาเองเห็นจริงๆ ...

            ทหารตัวสูงใหญ่พันเมตรในชุดเกราะนักรบโบราณ มีโซ่เหล็กล่ามตามตัวกำลังยืนตระหง่านค้ำฟ้าอยู่

            ชุดเกราะบนร่างกายเขาไม่ทราบว่ามีอายุเก่าแก่แค่ไหน มีทั้งสนิมเขรอะและรอยฟันเต็มไปหมด

            โซ่ที่ล่ามอยู่ตามร่างกายของเขามียันต์อักขระพิศวงสลักอยู่เต็มไปหมด ขณะเดียวกันก็แผ่พลังกดดันวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวออกมา

            ในมือของเขาถือขวานเหล็กยักษ์และกำลังถางฟันพื้นที่แถวๆ ตำหนักเขาสายรุ้ง

            แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือใบหน้าของเขา

            เพราะว่ามนุษย์ยักษ์ที่คล้ายยักษ์ผานกู่[1]ตัวนี้...ไม่มีใบหน้า!

    --------------------------------------------------------------------------------
    [1] ยักษ์ผานกู่ คือสิ่งมีชีวิตชนิดแรกสุดของโลกเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ตามความเชื่อเรื่องการสร้างโลกของจีน