จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 110 หินก้อนเดียวก่อคลื่นนับพัน

            ฉือเซียวหยางเทียน หยางเต้า ฉู่เยว่ฉาน ฉู่สยง และคนอื่นๆ ต่างตกตะลึงอย่างมากแม้แต่ถังอีหมิงยังต้องขยี้ตาตัวเองอยู่หลายครั้ง อย่างไม่อยากเชื่อสายตา

            เมื่อทุกคนมองดูให้ดีจึงเหมือนถูกเรียกให้ได้สติคนที่ยืนอยู่เคียงข้างวานรยุทธ์ที่น่าเกลียดน่ากลัวตรงหน้าจะเป็นใครได้อีกหากไม่ใช่ฉินอวี่?

            “ศิษย์... ศิษย์น้องหวัง?” ฉือเซียวระงับความตื่นเต้นเอาไว้และถามไปอย่างไม่แน่ใจ

            แม้ว่าใบหน้าของฉินอวี่ในตอนนี้จะฟื้นคืนเป็นชายหนุ่มแต่ใบหน้าของเขาก็ซีดเซียว รอบดวงตาทั้งสองข้างดูดำช้ำ มองดูเหมือนคนกำลังป่วยหนักผนวกกับเส้นผมสีขาวโพลนบนศีรษะ ทำให้ฉือเซียวถึงกับไม่แน่ใจอยู่ครู่หนึ่งว่านี่คือหวังซิงเฉินศิษย์น้องของเขาแน่หรือไม่

            ฉินอวี่เหลือบมองฉือเซียวพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองคนหนุ่มสาวเกือบหกสิบคนที่อยู่โดยรอบท้ายที่สุด จึงหยุดมองไปที่ชายหนุ่มห้าคนที่อยู่ตรงหน้า

            หากมองจากพลังปราณที่แผ่ออกมาเพียงอย่างเดียวทั้งห้าคนนี้น่าจะเป็นผู้อยู่ในรายนามระดับสามัญในสิบอันดับแรกสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกตะลึงคือคนสามคนในจำนวนนี้มีพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่าอันดับห้าส่วนอีกสองคนจัดว่ามีพลังไม่ได้ด้อยไปกว่าอันดับห้าเช่นกัน

            “อันดับแรกนี่เอง ไปกันเถอะ!”เสี่ยหยวนที่อยู่ด้านข้างพูดออกไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ เมื่อพบคนของหยาจื้อสิบสามเผ่าเขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนเหล่านี้กำลังรอตักตวงผลประโยชน์อยู่และเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ด้านหน้าสุดซึ่งเป็นผู้นำของทั้งห้าคนคืออันดับหนึ่งในใจของเสี่ยหยวนก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นและคิดจะวิ่งตรงไปยังค่ายกลนำส่งเพื่อหาทางออกไปจากที่นี่อย่างไม่ลังเลแต่ในเวลานี้ มีมืออันไร้เลือดลมข้างหนึ่งได้คว้าแขนของเสี่ยหยวนเอาไว้

            “ไม่ต้องรีบ” ฉินอวี่ชำเลืองมองเสี่ยหยวนและกระซิบเบาๆเขากวาดสายตาไปยังคนทั้งห้าที่อยู่หน้าสุดสุดท้ายจึงมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงกลาง เขาคงจะเป็นอันดับหนึ่งแล้วล่ะ

            เสี่ยหยวนเคยบอกกับฉินอวี่ไว้แล้วว่าตอนที่เขาสู้รบกับอันดับห้า อันดับหนึ่งก็เคยปรากฏตัวแล้วและยังทำให้ตนเองถึงกับถอยออกไปอย่างตกตะลึง แต่ฉินอวี่ไม่นึกเลยว่าอันดับหนึ่งจะตกใจตนเองจนถอยห่างออกไป

            อันดับหนึ่งสามารถเข้าเป็นอันดับหนึ่งในรายนามระดับสามัญเขาจะต้องแข็งแกร่งกว่าอันดับห้าอย่างแน่นอนและคิดว่าอันดับหนึ่งก็คงดูออกว่าตนเองกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาศักยภาพเพียงแค่เผชิญหน้ากันหนหนึ่ง ใครแพ้หรือชนะยังไม่แน่นอนแต่อันดับหนึ่งกลับออกไปแล้ว เรื่องนี้จึงจะต้องคิดให้ดี

            หลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบอยู่ครู่หนึ่งฉินอวี่ก็เดาได้ว่าอันดับหนึ่งคงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับตนเองโดยตรงประการแรกเป็นเพราะอันดับหนึ่งประเมินพละกำลังของเขาสูงเกินไป ประการที่สองคือ...อันดับหนึ่งอาจไม่คิดจะสังหารตนเองแล้ว เมื่อคิดดูให้ดีการที่เขายังไว้ชีวิตตนเองเช่นนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชั้นที่เจ็ดของหอคอยขัดเกลา ไม่เช่นนั้นคนที่ตนเองพ่ายแพ้ก็คือน้องชายของตนเอง

            เมื่อเข้าสู่หอขัดเกลาชั้นที่ห้าฉินอวี่ก็คิดว่าอันดับหนึ่งคงมารอตนเองอยู่ที่ชั้นห้า ดังนั้นเมื่อเทียบกับความกังวลของเสี่ยหยวน ฉินอวี่ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านจนถึงขั้นคิดวางแผนซ้อนแผนต้องไปยึดเอาเลือดหยาจื้อที่อยู่ในชั้นที่เจ็ดของหอขัดเกลาแต่สิ่งที่อันดับหนึ่งคาดไม่ถึงเลยคืออันดับหนึ่งได้พาตัวฉือเซียวและคนอื่นๆ มาด้วยเช่นนี้ตัวแปรก็จะยิ่งมีมากขึ้น

            อันดับหนึ่งเริ่มเคลื่อนไหวไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาพาตัวฉือเซียวและคนอื่นๆ มาที่นี่ก็เพื่อข่มขู่และควบคุมตนเองแต่อันดับหนึ่งไม่รู้เลยว่า เขาทำเช่นนี้เป็นการสิ้นเปลืองเวลาไปเปล่าๆในเมื่อฉินอวี่สามารถคาดเดาไว้แล้วว่าพวกเขาน่าจะมาเฝ้ารอที่นี่และด้วยเพราะมีความมั่นใจจากเขา แม้ว่าพวกฉือเซียวจะมีตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงไปแต่กลับทำให้ฉินอวี่วางใจมากขึ้น อย่างน้อยที่สุด... ฉือเซียวและฉู่เยว่ฉานก็ยังไม่ตาย ในบรรดาคนทั้งหมดในที่นี้ฉินอวี่เป็นกังวลและให้ความสนใจเพียงสองคนนี้เท่านั้น

            บรรดาคนหนุ่มสาวของหยาจื้อสิบสามฝ่ายที่กำลังปิดล้อมพวกฉือเซียวทั้งเจ็ดคนอยู่นั้นต่างจ้องมองไปทางเสี่ยหยวนด้วยความโกรธโดยเฉพาะเมื่อได้เห็นสร้อยคอที่ทำจากกระดูกบนคอของเสี่ยหยวนในดวงตาทั้งสองข้างก็เปล่งประกายแสงของความอาฆาตออกมาทันที จากนั้นจึงมีใครบางคนพูดขึ้นมา“เสี่ยหยวนทรยศตระกูลหยาจื้อ เขาไล่เข่นฆ่าคนของตระกูลเรา สมควรโดนลงโทษ! ฆ่าเขา!”

            ในขณะที่ทุกคนกำลังต้องการเข้าสังหารเสี่ยหยวนนั้นอันดับหนึ่งก็เอ่ยปากขึ้นมาทันที และพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ช้าก่อน!”

            ยอดฝีมือวัยหนุ่มของหยาจื้อสิบสามฝ่ายต่างหยุดนิ่งทันทีและทยอยหันกลับไปมองทางอันดับหนึ่ง

            อันดับหนึ่งลุกขึ้นช้าๆรูปลักษณ์ของเขาค่อนข้างคล้ายกับเจ้าสิบเอ็ด แต่ใบหน้าดูคมชัดกว่า เผยให้เห็นความเย่อหยิ่งและเย็นชาเขาอยู่ในชุดคลุมสีทอง เหลือบสายตามองเสี่ยหยวนก่อนจะหันไปมองทางฉินอวี่ และค่อยๆพูดขึ้นมา “เจ้าสองคนยินดีจะไปยังชั้นที่เจ็ดของหอขัดเกลาร่วมกับพวกข้าหรือไม่?”

            คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายต่างตกตะลึงในทันทีแม้แต่คนทั้งสี่ที่อยู่ด้านข้างของอันดับหนึ่งต่างก็หันมองอันดับหนึ่งอย่างไม่อยากเชื่อ

            อย่างไรก็ตามอันดับหนึ่งเป็นคนเงียบขรึมและดูเย็นชามาโดยตลอดด้วยพละกำลังและสถานะที่ภาคภูมิใจของผู้คนทำให้ศิษย์อัจฉริยะคนอื่นๆต่างไม่กล้าสนิทชิดใกล้มากนัก แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่า ครั้งนี้อันดับหนึ่งจะเอ่ยปากชักชวนพวกเขาทำให้คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายต่างหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึงโดยไม่อยากเชื่อหูตนเอง

            หรือว่า...อันดับหนึ่งรอคอยอยู่ตรงนี้เป็นเวลานาน ก็เพื่อรอบุคคลสองคนนี้?

            เป็นไปไม่ได้!เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง!

            หากคนเหล่านี้ได้ดูการต่อสู้กับระหว่างฉินอวี่และอันดับห้าพวกเขาจะไม่ตกใจกันถึงขนาดนี้แน่นอน

            ไม่เพียงแต่คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายเท่านั้นที่ต้องตกตะลึงแม้แต่ฉือเซียว หยางเต้า และคนอื่นๆ ต่างไม่อยากเชื่อเช่นกันระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนเศษ คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายไม่เคยจะพูดคุยกับพวกเขาเลยสักคำหรือแม้ว่าพวกเขาทั้งเจ็ดคนจะพยายามพูดคุยด้วยคนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายต่างทำเป็นไม่ได้ยิน

            แต่ในตอนนี้หัวหน้าผู้แข็งแกร่งของกลุ่มนี้ กลับเอ่ยปากเชื้อเชิญฉินอวี่และเสี่ยหยวนแล้วจะไม่ให้พวกเขาแปลกใจได้อย่างไร เพียงแต่ท้ายที่สุดพวกเขาต่างก็คิดว่าเป็นเพราะเสี่ยหยวน พวกเขาต่างคาดเดากันว่าผู้เป็นหัวหน้าคนนี้คงจะต้องการเชิญเสี่ยหยวน จึงได้เชิญฉินอวี่ไปพร้อมกัน

            เมื่อได้ยินคำพูดของอันดับหนึ่งในใจของเสี่ยหยวนก็เริ่มลังเล จิตใจของเขาเริ่มอ่อนไหว เขารู้ดีว่าการร่วมมือกับอันดับหนึ่งในการเข้าถึงชั้นที่เจ็ดนับเป็นเรื่องดีแต่เมื่อผ่านความยากลำบากเข้าสู่ชั้นที่เจ็ดได้แล้วจะต้องเกิดศึกความเป็นความตายขึ้นอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นโอกาสมีชีวิตรอดของพวกเขาก็คงจะเหลืออยู่เพียงน้อยนิด!

            หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่เสี่ยหยวนก็มองไปทางฉินอวี่อย่างมีนัยบางอย่าง

            แต่คนที่ตั้งใจมองอยู่กลับมองเห็นความเคลื่อนไหวนี้และแอบแปลกใจอยู่ในใจ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงคนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายและหยางเต้า!

            ดวงตาของหยางเต้าเปล่งประกายก่อนหน้านี้เขาก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ ต่างคิดว่าอันดับหนึ่งเอ่ยปากเชิญเสี่ยหยวนแต่เมื่อมองเห็นสายตาที่ดูมีนัยบางอย่างของเสี่ยหยวนตอนมองไปทางฉินอวี่หัวใจของหยางเต้าก็สั่นเล็กน้อย วานรยุทธ์กำลังรอฟังความเห็นของฉินอวี่หรือ?

            เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้นำกลุ่มเอ่ยปากเชิญเช่นนี้ หลักสำคัญเป็นเพราะฉินอวี่ไม่ใช่เพราะวานรยุทธ์ที่น่าเกลียดตัวนี้?

            สีหน้าของหยางเต้าดูเหมือนจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ดูเหมือนว่าจะต้องเป็นเช่นนี้แน่นอนและดูเหมือนเหตุผลที่ผู้นำกลุ่มได้พาพวกตนเองมาด้วย ก็คงเป็นเพราะต้องการควบคุมฉินอวี่หรืออาจพูดได้ว่า... ชีวิตของทั้งเจ็ดคนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฉินอวี่แล้ว

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้หยางเต้าก็หรี่ตาลงทันที และคาดเดาไว้ในใจหรือยังมีอะไรบางอย่างที่ตนเองยังไม่เข้าใจหัวหน้าผู้นี้มีพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่าชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงหลายสิบเท่าแม้ฉินอวี่จะเอาชนะชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงได้ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาจะพยายามกักขังคนเจ็ดคนเอาไว้เพื่อกดดันฉินอวี่

            ด้วยเหตุนี้ในใจของหยางเต้าก็ได้ผลลัพธ์ที่เขารู้สึกเหลือเชื่ออันดับหนึ่งผู้นี้ได้ยกให้ฉินอวี่คือยอดฝีมือระดับเดียวกับเขา มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้นที่ดูเหมือนจะอธิบายทุกอย่างได้อย่างชัดเจน

            ฉือเซียวฉู่เยว่ฉาน และคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกตินี้เช่นกันและต่างมีการคาดเดาไปต่างๆ นานา

            “อันดับหนึ่ง หรือเจ้าคิดว่าคนนอกอย่างเขาสามารถเอาชนะเจ้าสิบเอ็ดได้ก็คงจะมีพละกำลังที่จะเข้าไปในชั้นที่เจ็ดร่วมกับพวกเราได้อย่างนั้นหรือ?” ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างกายของอันดับหนึ่งได้พูดขึ้นพลางขมวดคิ้วและมีเขาสีครามสองเขาอยู่บนหน้าผากบนเขาเต็มไปด้วยลวดลายตามธรรมชาติอยู่อย่างแน่นหนา

            “อันดับสามพูดถูก อย่าว่าแต่คนนอกคนนี้เลย แม้จะเป็นเสี่ยหยวนเขาคือคนทรยศเผ่าหยาจื้อ อีกทั้งยังเข่นฆ่าคนเผ่าหยาจื้อในหอคอยขัดเกลาอีกคนผู้นี้สมควรรับโทษตาย แล้วจะมีสิทธิ์อะไรเข้าไปกับพวกเรา?” อีกคนหนึ่งพูดขึ้นมา

            อันดับหนึ่งไม่ให้ความสนใจต่อคำพูดของคนทั้งสองสายตาจับจ้องไปทางฉินอวี่ ดูเหมือนกำลังรอคำตอบจากฉินอวี่

            การกระทำในตอนนี้ทำให้คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายต่างตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งอันดับหนึ่งกำลังรอคำตอบจากคนนอกคนหนึ่งอยู่จริงหรือ?

            สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือชายหนุ่มร่างผอมที่อยู่ถัดมาจากอันดับหนึ่ง เขาเป็นคนที่เติบโตมาพร้อมกับอันดับหนึ่งเขาจึงรู้จักนิสัยของอันดับหนึ่งเป็นอย่างดี เขายังไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เขาไม่อาจจะเชื่อได้เลยคือ เขากำลังรู้สึกได้อย่างรางๆว่าอันดับหนึ่งกำลังเกรงกลัวคนนอกคนนี้เป็นพิเศษ

            ทำไมอันดับหนึ่งจะต้องเกรงกลัวคนนอกคนนี้ด้วย?

            “อันดับหนึ่ง ช่วยให้คำอธิบายพวกข้าด้วย” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นมา

            แต่คำพูดต่อมาของอันดับหนึ่งทำให้คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายตกใจถึงกับหน้าถอดสี

            “อันดับห้าตายแล้ว!”

            “อะไรนะ?”

            “อันดับห้าตายแล้วหรือ? ใครเป็นคนฆ่าเขา?”

            “ใครฆ่าอันดับห้า? เสี่ยหยวนหรือ? เป็นไปไม่ได้ พละกำลังของเขาไม่มีทางฆ่าอันดับห้าได้แน่นอน!”

            หินก้อนเดียวก่อคลื่นนับพันคำพูดเพียงประโยคสั้นๆ เปรียบเหมือนหินก้อนใหญ่ที่ถูกโยนลงบนทะเลสาบอันเงียบสงบคนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายต่างนั่งไม่ติดแม้แต่คนทั้งสี่คนที่อยู่ข้างกายอันดับหนึ่งต่างก็ตกใจอย่างมากและหันมองไปทางอันดับหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อสังเกตเห็นสายตาของอันดับหนึ่งดวงตาของแต่ละคนก็กลมโต เผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อ

            “เจ้า... เจ้ากำลังจะบอกว่าคนป่วยกระเสาะกระแสะในขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองเป็นคนฆ่าอันดับห้าหรือ?”

            “ใครฆ่าอันดับห้า?” ในเวลานี้มีเสียงอันเกรี้ยวกราดดังขึ้น ค่ายกลนำส่งที่ฉินอวี่และเสี่ยหยวนกำลังยืนอยู่ก็ปรากฏแสงสว่างขึ้นอีกครั้งก่อนที่จะมีเงาร่างปรากฏขึ้นในอากาศ

            “อันดับสอง!” มีใครบางคนพูดขึ้น

            “เขาเก็บตัวฝึกยุทธ์อยู่มิใช่หรือ?”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน