ภายในห้องรับรองอันเงียบสงบของตำหนักเหอผิง บัดนี้เหลือเพียงบุคคลสำคัญสามท่าน บรรยากาศที่เคยตึงเครียด จากการแสดงละครตบตาจากโลกภายนอกของจ้าวเหวินหยวน เริ่มคลายลงเล็กน้อย แทนที่ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งของปัญหาที่แท้จริงซึ่งรอคอยการแก้ไขอยู่เบื้องหน้า
ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง มองใบหน้าซีดเซียวและอ่อนล้าของผู้เป็นสหายต่างวัย ก่อนจะหันไปสบพระเนตร องค์หญิงชิงเหอ ผู้เป็นฮูหยินของตนชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสองสื่อสารกันทางสายตาอย่างเข้าใจ แล้วเขาก็หันกลับมาทางรองเจ้ากรมพิธีการจ้าว เหวินหยวน ช้าๆ พลางถอนหายใจ ออกมาเบาๆ ด้วยความเห็นใจและหนักแน่น “ท่านรองฯ จ้าว” เขาเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“บัดนี้เราอยู่ในที่ส่วนตัวแล้ว เรื่องของจ้าวมู่เฉิน บุตรชายคนโตของท่าน... ท่านคิดว่าจะทำเช่นไรต่อไป?”
คำถามนั้นตรงไปตรงมา แต่สำหรับจ้าวเหวินหยวนแล้ว มันช่างหนักอึ้งเหลือประมาณ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาหลุบมองพื้นอย่างลังเลใจที่จะกล่าว ในฐานะบัณฑิตผู้ยึดมั่นในหลักการ เขาย่อมต้องการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เรื่องเดือดร้อนในจวนของตน ไหนเลยจะหาญกล้าไปร้องขอให้ผู้อื่นต้องมารับชะตากรรมอันตรายไปกับเขาด้วย?
คำสอนของขงจื้อเรื่องความรับผิดชอบ และความเกรงใจยังคงก้องอยู่ในใจ ทำให้เขาไม่อาจเอ่ยปากขอความช่วยเหลือได้อย่างง่ายดาย แม้จะรู้ดีว่าตนเองอาจไม่มีกำลังพอจะรับมือเพียงลำพังก็ตาม
เห็นท่าทีอึดอัดใจของสหาย องค์หญิงชิงเหอ ซึ่งประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอมอย่างสง่างาม จึงทรงแย้มพระสรวลบางๆ ก่อนจะ เอ่ยปลอบใจจ้าวเหวินหยวน ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่น
“ท่านรองฯ จ้าว” พระนางตรัส เรียกสติของเขาให้กลับมา
“อย่าได้คิดมากจนเกินไปเลย สกุลเฉินและสกุลจ้าวของเรา ได้รับการผูกมัดให้เป็นทองแผ่นเดียวกันด้วยพระราชบัญชาของฝ่าบาทแล้ว การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามยาก ย่อมเป็นสิ่งที่พึงกระทำ” พระนางทอดพระเนตรไปยังจ้าวเหวินหยวนอย่างเข้าอกเข้าใจ “ เปิ่นกง เชื่อมั่นว่าฝ่าบาททรงมีพระเนตรที่ยาวไกลเสมอมา การที่พระองค์ทรงกำหนดการหมั้นหมายนี้ขึ้น ย่อมต้องทรงทราบดีว่าท่านเป็นขุนนางตงฉิน ซื่อสัตย์ต่อราชบัลลังก์ และทรงหวังว่าบุตรชายของท่านกับบุตรสาวของเปิ่นกง รวมถึง สกุลเฉินของเราในภายภาคหน้า จะเป็นกำลังสำคัญของพระองค์และแผ่นดินต้าถัง”
“ดังนั้น” พระนางตรัสสรุป “ หากมีสิ่งใดที่ท่านหนักใจ หรือต้องการความช่วยเหลือ จงบอกเปิ่นกง และท่านผู้บัญชาการเฉินเถิด พวกเรายินดีจะช่วยท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถ อย่าได้แบกรับภาระนี้ไว้เพียงผู้เดียวเลย”
คำพูดอันเปี่ยมด้วยน้ำพระทัย และเหตุผลขององค์หญิง ทำให้จ้าวเหวินหยวนรู้สึกตื้นตันใจจนขอบตาร้อนผ่าว เขาเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองท่านด้วยความซาบซึ้ง
เฉินซูเหลียงผงกศีรษะ เห็นด้วยกับคำพูดของฮูหยินทุกประการ เขากล่าวเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุขุมแต่จริงจัง
“ท่านรองฯ จ้าว ท่านทราบหรือไม่ว่า ม้าเร็วที่นำจดหมายของท่านเหล่าหยวนมาแจ้งข่าวจากชายแดนนั้น... ท่านน่าจะพอเดาได้ว่ามาจากผู้ใด?” เขาจงใจเกริ่นขึ้น เพื่อให้จ้าวเหวินหยวนคลายความกังวลใจลงบ้าง ว่าบุตรชายของเขามิได้อยู่ตามยถากรรม
จ้าวเหวินหยวนขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความเข้าใจ เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง และมีความหวัง “หรือว่า... เป็นท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเฉิน... ท่านพ่อของท่านผู้บัญชาการใช่หรือไม่ขอรับ?”
เฉินซูเหลียงผงกศีรษะตอบรับช้าๆ ยืนยันความคิดนั้น
“ถูกต้องแล้ว ท่านรองฯ จ้าว” เขากล่าว “คุณชายจ้าวมู่เฉินอยู่ในความดูแลของท่านพ่อข้าเอง ณ ชายแดน และท่านพ่อของข้าจะดูแลเขาเป็นอย่างดีที่สุด ท่านมิต้องเป็นกังวลในเรื่องความปลอดภัยของเขาที่นั่น”
คำยืนยันนี้เปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ชโลมลงบนหัวใจอันร้อนรุ่มของจ้าวเหวินหยวน การที่บุตรชายอยู่ภายใต้การคุ้มครองของยอดแม่ทัพผู้มีประสบการณ์และบารมีสูงส่งเช่นท่านแม่ทัพเฉินเหยาจิน ย่อมทำให้เขารู้สึกอุ่นใจและคลายความกังวลลงไปได้มากโข แม้ภัยจากองค์ชายใหญ่จะยังคงอยู่ แต่การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เช่นตระกูลเฉิน ก็ทำให้เขามองเห็นแสงสว่างแห่งความหวังรำไรขึ้นมาบ้าง
จ้าวเหวินหยวนยังคงลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด เขาก้มหน้าลงมองถ้วยชาที่เย็นชืดในมือ นิ้วมือเกร็งเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้น มองแววตาอันหนักแน่น และเข้าอกเข้าใจของผู้บัญชาการเฉิน ก่อนจะเหลือบไป สบพระเนตรอันอ่อนโยนแต่แฝงความกังวลขององค์หญิงชิงเหอ แววตาของทั้งสองท่านมิได้มีแววกดดัน หากแต่เป็นการรอคอยอย่างอดทนและพร้อมจะรับฟัง
ที่สุดแล้ว เขาก็ทอดถอนใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับตัดสินใจได้แล้วว่าจะแบกรับความลับอันตรายนี้ไว้เพียงลำพังต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เขาจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และไว้ใจได้เพื่อปกป้องบุตรชาย และตระกูลเฉินคือความหวังเดียวของเขาในยามนี้
“ท่านผู้บัญชาการ... องค์หญิง...” เขาเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย ต้องกระแอมไอเพื่อปรับเสียง “ที่ข้าน้อย และบุตรชายต้องประสบเคราะห์กรรมถึงเพียงนี้ แท้จริงแล้วมันมีต้นสายปลายเหตุที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการถูกโจรป่าดักปล้นธรรมดา...”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลง แต่ก็ชัดเจนทุกถ้อยคำ “จ้าวมู่เฉินของข้าน้อย... โชคร้ายเหลือเกินขอรับ เขาบังเอิญ... บังเอิญไปได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน... จากองค์ชายใหญ่หลี่ซวนเข้า”
เพียงแค่เอ่ยพระนามขององค์ชายใหญ่ บรรยากาศในห้องก็พลันตึงเครียดขึ้นทันที องค์หญิงชิงเหอทรงสูดลมหายพระทัยเบาๆ ขณะที่ท่านผู้บัญชาการเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังคงนิ่งฟังต่อไป
“หลังจากนั้น” จ้าวเหวินหยวนเล่าต่อ “ทั้ง จ้าวมู่เฉินและข้าน้อยต่างพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำตัวให้เป็นที่พิรุธ ปิดบังเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด เพื่อไม่ให้องค์ชายใหญ่ทรงทราบได้ว่าพวกเราสองคนล่วงรู้ความลับบางอย่างของพระองค์เข้า แต่แล้ว... ข้าน้อยก็ไม่ทราบว่าเหตุใด ไม่คิดเลยว่าข่าวคราวนั้นจะรั่วไหลไปถึงพระกรรณของพระองค์ได้”
เขากล่าวด้วยความเจ็บปวด “ด้วยเหตุนี้เอง บุตรชายของข้าจึงต้องประสบเหตุร้ายต่างๆ นานา ตามที่ท่านทั้งสองคงพอจะทราบเค้าความมาบ้างแล้ว ทั้งเรื่อง ตกม้าจนความจำเสื่อมในงานแข่งตีคลีระหว่างต้าถัง และถูปั่ว ต่อมาก็ถูกปองร้ายอย่างอุกอาจในขณะเดินทางไปรักษาตัว จนรถม้าตกเหว... แต่สวรรค์ก็ยังไม่ทอดทิ้งคนดีอยู่บ้าง เขายังคงรอดชีวิตมาได้ และได้พบกับท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินโดยบังเอิญ อย่างที่ท่านผู้บัญชาการได้กรุณาแจ้งให้ทราบ”
จ้าวเหวินหยวนเล่าจบก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง ความรู้สึกผิด เศร้า และหวาดกลัวถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วง
ผู้บัญชาการเฉินผงกศีรษะรับฟังอย่างตั้งใจ ตลอดเวลาที่จ้าวเหวินหยวนเล่า เขาและองค์หญิงชิงเหอไม่ได้เอ่ยขัดแม้แต่คำเดียว เมื่อจ้าวเหวินหยวนกล่าวจบ เฉินซูเหลียงจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุขุม
“เรื่องนี้... ข้าและองค์หญิงพอจะทราบเค้าลางมาบ้างแล้วจากข่าวที่ท่านพ่อส่งมา แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด” เขาหยุดเล็กน้อย มองสบตาจ้าวเหวินหยวนอย่างตรงไปตรงมา
“ท่านรองฯ จ้าว ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่า 'สิ่งที่ไม่ควรได้ยิน' ที่คุณชายจ้าวได้ยินมาจากองค์ชายใหญ่นั้น... แท้จริงแล้วคือเรื่องอะไรกันแน่?”
คำถามนั้นดังชัดเจนในความเงียบ จ้าวเหวินหยวนเงยหน้าขึ้นมองผู้บัญชาการเฉิน แววตาเต็มไปด้วยความตระหนกและลังเลอีกครั้ง ความลับที่เขาและบุตรชายเก็บงำไว้ มันหนักหนาเกินกว่าจะเอ่ยออกมาได้ง่ายๆ
ลำคอของเขากลับตีบตัน จ้าวเหวินหยวนพบว่าตนเองไม่อาจเอ่ยถ้อยคำอันน่าสะพรึงกลัวนั้นออกมาทางวาจาได้ มันเป็นความลับที่ใหญ่หลวงเกินไป เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเกินทน เขาเหลือบมององค์หญิงชิงเหอที่ประทับนั่งนิ่ง พระพักตร์ซีดเผือดเล็กน้อยด้วยความกังวล จากนั้นจึงหันกลับมามองผู้บัญชาการเฉินผู้กำลังรอคอยคำตอบด้วยความอดทน
ในที่สุด เขาเลือกที่จะลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายดูอ่อนล้าแต่ก็แฝงความเด็ดเดี่ยว เขา เดินไปยังด้านข้างของผู้บัญชาการเฉิน ที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเล็กซึ่งวางชุดน้ำชาไว้ ท่านผู้บัญชาการมองตามการกระทำนั้นด้วยความฉงนใจ
จ้าวเหวินหยวนก้มลง ใช้นิ้วชี้จุ่มลงไปในถ้วยชาของตนเอง ที่วางอยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วเปียกชุ่มด้วยน้ำชาสีอำพันจางๆ จากนั้น เขาก็ค่อยๆ บรรจง เขียนข้อความลงบนพื้นโต๊ะไม้ขัดมัน ตรงหน้าท่านผู้บัญชาการเฉิน ตัวอักษรที่เกิดจากหยาดน้ำชานั้น ปรากฏขึ้นทีละตัว... ทีละตัว... อย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง:
‘องค์ชายใหญ่... กำลังวางแผน... ก่อกบฏ... กับแม่ทัพคนหนึ่ง’
แม้จะเป็นเพียงอักษรที่เกิดจากน้ำชา และจะเลือนหายไปในไม่ช้า แต่ เนื้อความนั้นประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง! เขาก้มลงอ่านตัวอักษรเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง! ใบหน้าที่เคยสุขุมบัดนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความ ตื่นตระหนกกับเรื่องที่ได้รับรู้! เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับความรู้สึกที่ปั่นป่วนอยู่ภายใน แต่สีหน้าก็ยังคง แสดงความหนักใจอย่างยิ่งยวด!
องค์หญิงชิงเหอซึ่งมองตามการกระทำนั้นอยู่ แม้จะไม่เห็นตัวอักษรชัดเจน แต่จากปฏิกิริยาของสวามี ก็พอจะเดาได้ว่าต้องเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างที่สุด พระนางยกพระหัตถ์ขึ้นทาบพระอุระด้วยความหวั่นวิตก
ผู้บัญชาการเฉินเงยหน้าขึ้นมองจ้าวเหวินหยวนอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยคำถามและความไม่แน่ใจ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่า และแผ่วเบาราวกระซิบ ทั้งที่ในห้องมีเพียงสามคนเท่านั้น
“ท่าน... ท่านแน่ใจเช่นนั้นหรือ... ว่าเป็นเรื่องจริง?”
จ้าวเหวินหยวนส่ายหน้าช้าๆ ด้วยสีหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม พลางกล่าว “เรื่องนั้น... ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักหรอกขอรับ ว่าจะสามารถหาหลักฐานใดมายืนยันได้” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา
“แต่จากเหตุการณ์ที่บุตรชายของข้าประสบมาทั้งหมด ตั้งแต่การถูกปองร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า การพยายามปิดปากอย่างโหดเหี้ยม... ข้าเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่จะเป็นความจริง”
เขาถอนหายใจอีกครั้ง “ทว่า... เพียงแต่ข้าและบุตรชายนั้น ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แน่ชัดพอจะนำไปกล่าวโทษผู้ใดได้ บุตรชายของข้าน้อยเองก็ความจำเสื่อม จำสิ่งใดไม่ได้เลย... เหลือเพียงคำบอกเล่าของเขาก่อนที่จะประสบเหตุร้าย ที่ข้าเก็บงำไว้ในใจเท่านั้น”
คำพูดนั้นทิ้งความเงียบอันหนักอึ้งให้โรยตัวลงในห้องอีกครั้ง ความลับได้ถูกเปิดเผยแล้ว แต่หนทางข้างหน้ากลับดูมืดมน และเต็มไปด้วยอันตรายยิ่งกว่าเดิม... การกล่าวหาองค์ชายใหญ่ในข้อหากบฏโดยปราศจากหลักฐานที่จับต้องได้นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่ปากเหวลึกด้วยตนเอง