เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 8.รอยร้าวยากประสาน (3)

            ประมุขตระกูลฟางคุกเข่าลง โขกศีรษะคารวะติงฝูหรง และอี่ไป๋เฮ่อซึ่งอยู่ในรถม้าหลายครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกังวาน

     

           “ข้าพเจ้าฟางเสวี่ยเฟย ขอให้สัตย์สาบาน หากข้าพเจ้าทราบตัวคนร้ายซึ่งลอบสังหารพี่จินหมิง และพี่เหม่ยเซียน แต่ไม่ยอมคืนความยุติธรรมให้ท่านพี่ทั้งสอง หรือปิดบังชื่อของมันไว้ ขอให้ข้าพเจ้าสิ้นชีวิต ภายใต้กระบี่พี่ฝูหรงและพี่ไป๋เฮ่อ!”

     

           ติงฝูหรงได้ยินคำสาบาน สาหัสสากรรจ์เช่นนั้น ถึงกับนิ่งอึ้งไปส่งเสียงอืมม์คำเดียว เดินจากไปอย่างเงียบงัน

     

           ฟางเสวี่ยเฟยยังคุกเข่าหน้ารถม้า น้ำตาหลั่งไหลปานสายเลือดมันไม่ทราบควรอธิบายอย่างไร ให้พี่ทั้งสองเข้าใจได้

     

           แต่...ไม่ว่าอย่างไร มันย่อมไม่อาจเปิดเผยว่า หลักฐานซึ่งเหล่าประมุขพบเมื่อเจ็ดปีก่อนเป็นสิ่งใด...

     

           เหตุใดในครั้งแรก จึงกล่าวหาพี่ไป๋เฮ่อ แน่นอนย่อมมิใช่เพียงเพราะชนิดของพิษ และการที่พี่ไป๋เฮ่อ หายตัวไปกลางดึก...

     

           ยิ่งไม่อาจอธิบาย ให้ใครทราบได้ว่า เหตุใดเหล่าประมุขจึงนิ่งเงียบคล้ายไม่คิดสืบหาตัวเจ้าฆาตกร!

     

           อี่ไป๋เฮ่อฟังคำสาบานนั้น ถึงกับนิ่งงันไปเช่นกันเมื่อติงฝูหรงจากไปไกลแล้ว มันค่อยกล่าววาจา น้ำเสียงสงบนิ่งแม้ปราศจากโทสะแต่ไม่บ่งบอกว่า เชื่อถือคำกล่าวของบุรุษหนุ่มหรือไม่ ถ้อยคำยิ่งกล่าวยิ่งห่างเหิน

     

           “เจ้าทำเช่นนี้มีประโยชน์ใด?...เจ้าไปเถอะ...”

     

           “ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้า...”

     

           “เรายังต้องพบกันที่หมู่ตึกพันอักษร...”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน หากยังก้มหน้าลงต่ำประสานมือคารวะบุรุษผู้อยู่ในรถม้า

     

           หยาดน้ำตาหลั่งไหลกระทบหลังมือ เดินหันหลังกลับจากไป ด้วยจิตใจร้าวราน...

     

           ฟางเสวี่ยเฟยวิ่งไปไม่หยุดยั้ง ไร้ทิศทาง...ไม่มีจุดมุ่งหมายมันทราบประการเดียว ไม่อาจหยุดยั้งอยู่กับที่ได้เมื่อไรที่หยุดก้าว...น้ำตาต้องหลั่งไหลออกมาอีก...

     

           น้ำตาเมื่อหลั่งไหล...มันไหนเลย มีปัญญาระงับยับยั้งได้

     

           น้ำตาเมื่อหลั่งไหล...ร่างไหนเลย ยืนหยัดทรงตัวอยู่ได้

     

           ดังนั้นที่มันกระทำได้ มีเพียงวิ่งไปข้างหน้าเท่านั้น...

     

           วิ่งด้วยระดับความเร็วของฝีเท้า มิแตกต่างจากขณะคิดเร่งรีบไปยับยั้งโยชิโอกะ ริวจิ ณ หมู่ตึกพันอักษรแม้แต่น้อย ไม่ว่าอย่างไร มันไม่อาจลดระดับความเร็วลงต้องเร่งระดมลมปราณ ใช้ออกให้มากที่สุด ใช้ให้พลังในกายเหือดแห้ง ไม่อย่างนั้นความอัดอั้นตันใจคับอก ต้องระเบิดออกมา...

     

           เวลาผ่านพ้นจนพลบค่ำ...

     

           แสงสุดท้ายลับขอบฟ้าแล้ว...

     

           เบื้องหน้ามัน ปรากฏร้านสุราเล็ก ๆ ด้านหลังร้านเป็นเนินเขาขนาดย่อม...

     

           สถานที่นี้ตั้งอยู่ไม่ห่าง จากหมู่ตึกพันอักษร...

     

           มันออกวิ่งอย่างไร้จุดหมาย...ไฉนเท้าสองข้าง จึงพามันมาถึงที่นี่ได้?

     

           ร้านสุรานี้แทบมิเปลี่ยนแปลง ไปจากเมื่อสิบปีก่อน...

     

           ไม่ใช่เพียงสิบ...เป็นสิบห้าปีต่างหากร้านนี้ยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง...

     

           สิบห้าปีก่อน เหล่าผู้เฒ่าห้าตระกูลใหญ่ บิดาของพวกมันสนิทสนมกันยิ่งมักนัดพบปะกัน ณ หมู่ตึกพันอักษรปีละหลายครั้ง ยามเหล่าผู้เฒ่าพบปะย่อมสนทนาเรื่องวิทยายุทธ์ มารดาก็แยกไปสนทนากันสนุกสนานไหนเลยมีใครสนใจเหล่าทารกอย่างพวกมัน

     

           เวลานั้น ยุทธจักรเพิ่งผ่านพ้น วิกฤตการณ์สำคัญกรณี ‘โฉมสะคราญมืออสูร’อาละวาดเข่นฆ่าชาวยุทธ์ จนในที่สุดราชันย์กระบี่เหล็ก สามารถกำจัดเภทภัยยุทธจักรนางนี้ได้ประมุขห้าตะกูลใหญ่ ยิ่งนัดพบปะสนทนาบ่อยครั้งขึ้น

     

           กงซุนจินหมิง...พี่ชายใหญ่ พาเด็กน้อย ติงฝูหรง หลินจวี๋ฮวา ฟางเสวี่ยเฟยออกมาวิ่งเล่นกัน แถวนี้เป็นประจำ ยามหิวก็นั่งทานอาหารที่ร้านนี้เถ้าแก่ย่อมทราบว่า พวกมันเป็นใคร ดังนั้นให้การดูแลเป็นพิเศษ

     

           ร้านนี้ไม่มีอาหารพิเศษอะไร พวกมันปกติรับประทาน แต่อาหารเลิศรสในหมู่ตึกมากมายนับไม่หวาดไหว ทว่าเหล่าเด็กน้อย กลับชอบสมมติตัวเอง เป็นจอมยุทธ์ผู้กล้าพเนจรท่องยุทธจักร นั่งทานหมี่น้ำทั้งมันเยิ้ม ทั้งเหนียวยิ่ง สำหรับหมั่นโถวขนมเปี๊ยะแข็งกระด้าง ยิ่งเป็นที่ถูกปากเหล่าเด็กน้อยนัก...

     

           ฟางเสวี่ยเฟยหยุดยืนนิ่ง หน้าร้านสุรา ร้านนี้แม้อยู่ใกล้หมู่ตึกพันอักษรหากตั้งอยู่ทางด้านหลัง มีทางสายเล็กลัดเลาะไปยังหมู่ตึกได้นี่จึงมิใช่เส้นทางหลัก ซึ่งผู้เดินทางเลือกใช้ ดังนั้นมีเพียงชาวบ้านผู้มีถิ่นฐานแถวนี้เท่านั้น เป็นลูกค้าประจำ ถึงอย่างนั้นยังสามารถเปิดกิจการมาได้โดยตลอด

     

           ร้านยังเหมือนเดิม มันจำเถ้าแก่ได้ ลูกค้าของร้านล้วนเป็นผู้คนซึ่งเพิ่งเสร็จงานจากไร่นา ไม่ก็เพิ่งลงจากเขา ทุกสิ่งยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจริง ๆ...

     

            ภาพวันเวลาเหล่านั้น ค่อย ๆหวนขึ้นจากความทรงจำ…

     

           ...น้องจวี๋ฮวายังเล็กยิ่ง ขี่คอพี่ฝูหรงออกวิ่งไล่ผีเสื้อตอนนั้นน้องจวี๋ฮวาแค่เจ็ดขวบ ส่วนน้องอิงฮวาแค่สองขวบยังต้องให้พี่เลี้ยงดูแลไม่อาจมาวิ่งเล่นกับพวกเรา...

     

           ...พี่ฝูหรงแม้เพียงสิบเอ็ดขวบ ทั้งตาพิการตั้งแต่ห้าขวบแต่ประสาทหูปราดเปรียวยิ่ง ทั้งยังฉลาดเฉลียว ฝึกวิชาประจำตระกูลก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้นโผร่างพาน้องจวี๋ฮวา วิ่งไปดุจเหาะเหิน...

     

           ยิ่งหวนคิด ภาพในครั้งนั้นยิ่งกระจ่างชัดเรื่องราวดุจเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน

     

           ...เวลานั้นพี่จินหมิงอายุสิบหก สง่างามยิ่งใจดียิ่งตามใจเหล่าเด็กน้อยทุกอย่าง พลังฝีมือก็สูงเยี่ยม เราอายุเพียงเก้าขวบเพิ่งเริ่มฝึกปรือวิทยายุทธ์ได้ไม่นาน ย่อมยึดถือพี่จินหมิงเป็นดั่งวีรบุรุษ

     

           ...พวกเราสี่คน แม้เล่นกันอย่างสนุกสนานแต่ก็ทราบว่าขณะนั้นมีสายตาคู่หนึ่ง ลอบมองดูพวกเราอยู่ห่าง ๆ...เป็นพี่เหม่ยเซียนนั่นเอง...

     

           ...พี่เหม่ยเซียน อายุไล่เลี่ยกับพี่ฝูหรง ตระกูลซ่างกวนแม้เป็นชาวยุทธ์กลับควบคุมบุตรีเข้มงวด ดุจเป็นสตรีในห้องหอ ไหนเลยปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่นภายนอกได้

     

           ...พี่เหม่ยเซียนฉลาดเฉลียวนัก ทั้งยังเจ้าเล่ห์ลวดลายเยอะอย่างยิ่งนางมักหลบพวกพี่เลี้ยง แอบหนีออกมาข้างนอกเสมอ กระนั้นก็ได้แต่แอบมองดูพวกเราเล่นกัน ไม่เคยเข้ามาสนทนากับพวกเราสักครั้ง...

     

           คิดถึงตอนนี้ ริมฝีปากเริ่มปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ

     

           ...แรก ๆ พวกเราพยายามหลอกล่อ ให้พี่เหม่ยเซียนออกมาเล่นกับพวกเราแต่นางใจแข็งยิ่ง พวกเราแกล้งพูดคุย เล่าเรื่องขำขันเสียงดังตั้งใจยั่วให้นางหลุดหัวเราะให้ได้ แต่พอหลุดเสียง ‘คิก ๆ’ ออกมานางก็รีบวิ่งหนีไปทันที

     

            ...พวกเราพยายามอยู่หลายครั้งไม่ว่าใช้อุบายอย่างไร กลับไม่อาจทำให้นางปรากฏตัวเป็นเช่นนี้อยู่นานปี...จนกระทั่งวันนั้น...

     

           ฟางเสวี่ยเฟยหยุดความคิด เดินเข้าไปซื้ออาหาร กับสุราหลายกระปุกหิ้วขึ้นไปยังศาลา ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาหลังร้าน นับเป็นศาลาขนาดใหญ่ มีโต๊ะหินขีดเป็นกระดานหมากล้อม อยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยเก้าอี้หินแปดตัว

     

           เมื่อมานั่งในศาลานี้ สามารถมองเห็นตัวตึกด้านหนึ่ง ของหมู่ตึกพันอักษร

     

           สุราหมดไปหนึ่งกระปุกอย่างรวดเร็ว...

     

           หมู่ดาวดาษดาเกลื่อนนภา...

     

           ความคิดเลื่อนลอยสู่อดีตอีกครั้ง...

     

           ...วันปีพ้นผ่าน เด็กน้อยซึ่งเคยวิ่งเล่นไล่จับ ต่างเติบใหญ่ขึ้นพี่จินหมิงเวลานั้น อายุย่างสิบแปดปี เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในยุทธจักรส่วนพี่ฝูหรง น้องจวี๋ฮวา และตัวเราจะอย่างไรเป็นเพียงผู้ไร้ชื่อ ไม่มีใครรู้จักพวกเราน้องอิงฮวากับน้องจินผิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนหนึ่งเพียงสามขวบ อีกคนเพิ่งห้าขวบ

     

           ...มีเฉพาะผู้ไปมาหาสู่ กับห้าตระกูลใหญ่ จึงทราบว่าพวกเราเป็นบุตรหลานผู้ใด

     

           ในช่วงกว่าหนึ่งปีนั้น ตระกูลซ่างกวนกำลังขยายกิจการทางทะเลท่านผู้เฒ่าซ่างกวนจึงมิได้ มาร่วมพบปะกับประมุขอีกสี่ตระกูล...

     

           สุรากระปุกที่สองหมดแล้ว...

     

           ความทรงจำของมัน ย้อนกลับไปในวันหนึ่ง...เมื่อสิบสี่ปีก่อน...

     

           ...พวกเราไม่ได้พบพี่เหม่ยเซียนปีกว่า...จนวันนั้นตัวเรา...พี่จินหมิง...พี่ฝูหรง...น้องจวี๋ฮวานั่งทานอาหารว่างกันอยู่ในศาลานี้...

     

           ...วันนั้นอากาศร้อนอย่างยิ่ง...หน้าร้านสุราเล็ก ๆ เวลาใกล้ค่ำแสงอาทิตย์ฉาบท้องฟ้า ทั่วบริเวณเป็นสีแดงฉาน ปรากฏบุรุษหนุ่มสองคนเดินมาหยุดหน้าร้านสุรา พวกมันทั้งสองเหงื่อไหลเต็มร่างสวมเสื้อผ้ามีรอยขาดชุนหลายแห่ง หน้าตาเปื้อนฝุ่นดินมอมแมมแวบแรกที่เห็นคาดว่าพวกมัน คงเป็นลูกหลานชาวบ้านแถบนั้น ไม่มีสิ่งใดสะดุดตา...

     

           ทว่าเมื่อพวกมันเริ่มสนทนากัน พี่ฝูหรงถึงกับหันขวับ ขมวดคิ้วอย่างสงสัยกล่าวกับพวกเราเบา ๆ

     

           “สองคนนั่น มิใช่ลูกหลานชาวบ้านแถวนี้”

     

           ประสาทหูพี่ฝูหรงปราดเปรียวยิ่ง ปฏิภาณไหวพริบก็ดียิ่งเมื่อสะกิดใจสงสัยสิ่งใด นั่นต้องมิใช่เรื่องธรรมดาแน่ พวกเราจึงหันไปสนใจบุรุษหนุ่มทั้งสอง

     

           บุรุษหนุ่มทั้งสองคน ประมาณจากหน้าตา คงอ่อนวัยกว่าพี่จินหมิง สองถึงสามปีควรไล่เลี่ยกับพี่ฝูหรง

     

           คนทั้งสองรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาแม้มอมแมมเปื้อนฝุ่นดินกระนั้นยังเห็นแววคมสัน หล่อเหลามิใช่น้อย

     

           บุรุษคนหนึ่งท่าทางแข็งกร้าว ท่วงท่าวาดมือยกเท้าขณะก้าวเดินคล่องแคล่วเปี่ยมพลัง แววตามีประกายเจิดจ้า แสดงถึงความเชื่อมั่น ทระนงตนยิ่งแวบแรกก็รู้ทันทีว่า มันต้องมีพลังฝีมือติดตัว ทั้งมิใช่ฝึกปรือเพียงพื้น ๆ

     

           ส่วนบุรุษหนุ่มอีกคน มีรูปร่างใกล้เคียงกัน แต่ผิวคล้ำกว่ามากกิริยาเดินเหินคล่องแคล่ว ท่าทางกระฉับกระเฉงแสดงชัด มันมีสุขภาพแข็งแรงยิ่งทว่าบุรุษผู้นี้ยิ่งดูยิ่งแน่ใจว่า มันมิเคยฝึกปรือวิทยายุทธ์มาก่อน ดวงตาทั้งคู่ยิ่งทอแววนุ่มนวลอ่อนโยน จากท่วงท่าบุคลิกสง่างาม ผิดแผกคนทั่วไปบ่งบอกชัดมันมิใช่ ลูกหลานชาวนาแน่นอน

     

           บุรุษผู้มีวิทยายุทธ์กล่าวขึ้นว่า

     

           “คิดไม่ถึง ร้านสุรานี้อยู่ใกล้หมู่ตึกพันอักษรยิ่ง แต่กลับซอมซ่อปานนี้”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีแววตาอ่อนโยน ยิ้มแย้มกล่าวว่า

     

           “ไม่แปลกอะไร นี่มิใช่เส้นทางหลัก ซึ่งใช้ไปหมู่ตึกพันอักษรร้านหลังเขาเยี่ยงนี้ ต้องนับว่าครึกครื้นมากแล้ว พวกเรานั่งพักสักครู่เป็นไร”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ กลับส่ายหน้ากล่าวว่า

     

           “ใกล้ค่ำแล้ว เราเร่งเดินทางกันเถอะ”

     

           “เนื่องเพราะใกล้ค่ำ ทานอาหารเย็นกันก่อนเป็นไร ไม่เสียเวลามากหรอก”

     

           ดูท่าบุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ เกรงอกเกรงใจบุรุษหนุ่มผู้อ่อนโยนอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นมันย้ำว่า ต้องการนั่งพักก็พยักหน้าคล้อยตาม

     

           บุรุษทั้งสอง เดินเข้าไปหาที่นั่ง ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นค่ำผู้กลับจากไร่นาล่าสัตว์ ต่างหาซื้อเหล้ากลับบ้าน ไม่ก็แวะดื่มกินกันที่นี่ผู้คนจึงเต็มร้าน ไม่เหลือเก้าอี้ว่างแม้แต่ที่เดียวเด็กรับใช้วิ่งวุ่นรับแขกไม่หยุดหย่อน

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีแววตาอ่อนโยน หันมองสำรวจรอบบริเวณ สายตามาหยุดยั้ง ณศาลาบนเนินเขา

     

           “บนเนินเขามีศาลา เราซื้ออาหาร ไปนั่งทานที่นั่นเถอะ”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ เห็นแต่แรกว่าบนเนินเขามีศาลาทั้งภายในมีหนุ่มสาวหลายคนนั่งอยู่ มันยังมองออกคนเหล่านั้น มิใช่บุตรหลานชาวนาดังนั้นเพียงเหลือบตามองแวบหนึ่ง กล่าวท้วงว่า

     

           “ในนั้นดูเหมือน มีคนนั่งอยู่แล้ว...”

     

           “จะเป็นไร ศาลาหลังนั้น กว้างขวางอย่างยิ่ง นั่งสักสิบคนยังไม่รู้สึกว่ามากเกิน”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์แค่นเสียง แกล้งกล่าวดังขึ้นจงใจให้คนในศาลาได้ยิน

     

           “ผู้อื่นเขาจะยอม ให้เรานั่งด้วยหรือ?”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีแววตาอ่อนโยน หัวร่อเล็กน้อย เข้าใจเจตนาของมันจึงกล่าววาจาให้ดังขึ้นตาม

     

           “ไฉนไม่ยอม เราเพียงเข้าไปขอนั่งทานอาหารกัน มิได้รบกวนพวกเขาแม้แต่น้อย”

     

           สายตาบุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ ยังจับจ้องผู้อยู่ในศาลาอย่างเย็นชาวาจาที่กล่าวยิ่งดังขึ้นไปอีก

     

           “ผู้อื่นนั่งจับจองอยู่ก่อน ไหนเลยยินยอมให้คนไม่รู้จักมักจี่เข้าไปนั่งด้วย...”

     

           กงซุนจินหมิงยิ้มรับวาจานั้น ด้วยนิสัยเปิดเผย ชอบคบหาผู้คนดังนั้นลุกขึ้นกล่าวเสียงดัง ทั้งยังกวักมือเรียกบุรุษหนุ่มทั้งสอง

     

           “เชิญน้องชายทั้งสอง มานั่งสนทนากันบนนี้เถอะ”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีแววตาอ่อนโยน ประสานมือคารวะ หันไปหลิ่วตากับบุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ทั้งสองสั่งอาหารง่าย ๆ เพียงครู่เถ้าแก่นำข้าวมาให้สองห่อ ขณะคนทั้งสองจ่ายเงินกำลังจะเดินออกจากร้าน พอดีเดินสวนกับหนึ่งดรุณี หนึ่งเด็กหญิงซึ่งกำลังเดินเข้ามาในร้าน

     

           ดรุณีผู้นั้นอยู่ในชุดเดินทางรัดกุม ทั้งยังสวมหมวกกว้าง มีผ้าคลุมปิดหน้ามิดชิด

     

           เด็กหญิงผู้นั้น มองหน้าบุรุษผู้มีวิทยายุทธ์ ซึ่งในมือถือข้าวสองห่อกล่าวสั่งเสียงดังว่า

     

           “นี่...เจ้ารีบไปยกอาหารเลื่องชื่อของที่นี่ มาให้เราสักหลายจาน...”

     

           บุรุษหนุ่มทั้งสอง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าเด็กหญิงผู้นี้กล่าวอะไร

     

           เด็กหญิงเห็นทั้งสองนิ่งเฉย จึงบังเกิดโทสะ น้ำเสียงขุ่นเคืองวาจายิ่งสั่งการดังขึ้น

     

           “เจ้านั่นแหละ ไปจัดอาหารมาให้เราหน่อย ทำไมยังไม่รีบไปอีกนี่เจ้าหนูสกปรก! เจ้ารู้ไหมว่าพวกเราเป็นใคร!”

     

           บุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์ค่อยเข้าใจ เด็กหญิงคนนี้คงคิดว่าพวกมันเป็นเด็กรับใช้ในร้าน คาดว่าพวกนางคงเป็น คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ไหนสักแห่งนี่คงเป็นครั้งแรก ที่เดินทางตามลำพัง ร้านเชิงเขาเยี่ยงนี้ไหนเลยมีอาหารเลื่องชื่อใด มันส่ายหน้าระอาใจ พลางหันไปพูดกับเถ้าแก่เจ้าของร้าน

     

           “เถ้าแก่ ดูท่าทางร้านของท่าน ต้องเตรียมรับองค์หญิงน้อยแล้วล่ะมั้งข้าผู้น้อยขอคำนับองค์หญิงน้อย”

     

           เด็กหญิงได้ยินมัน กล่าวประชดประชันเช่นนั้น ถึงกับตวาดด้วยโทสะ

     

           “เจ้าหนูสกปรก! เจ้ากล้าล้อเล่นกับเรา แบบนี้เชียวเหรอ!”

     

             ไม่เพียงพูด ทั้งยังเตรียมเดินรี่เข้าไปหาบุรุษหนุ่มผู้นั้น ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้า แขนเล็กเรียวถูกดรุณีน้อยซึ่งมาด้วยกันฉุดรั้งไว้ ดรุณีน้อยผู้นั้น กลับเป็นฝ่ายเดินตรงรี่เข้าไปหาบุรุษหนุ่มผู้มีวิทยายุทธ์

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน