เวลาผ่านไปราวชั่วโมงกว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ก็ถูกจัดการจนหมดไม่เหลือสักรายทั้งสี่คนยืนพักหายใจอยู่ไม่ไกลมองกลุ่มคนพวกนั้นที่กำลังถูกทยอยพาขึ้นรถเพื่อจีบส่งตำรวจ
“เฮ้อ~ จบสักที” ดีนพูดพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดก่อนจะพ่นควันสีขาวออกมา
“ไทม์เจ็บมากมั้ย”
“เจ็บครับแต่ไม่เป็นไรหรอก ไกลหัวใจจะตาย”ไทม์ยกยิ้มให้ลูซี่เพื่อให้อีกคนสบายใจแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลลูซี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพุ่งเข้ากอดอีกคน
“พี่ขอโทษนะคะทั้งที่สัญญากับเราเอาไว้แล้วแท้ๆ”
“ขอโทษทำไมล่ะครับพี่ลูซี่ไม่ได้ผิดสักหน่อย” ยกมือแตะหลังของอีกคนเบาๆ
“แต่…”
“ห้ามโทษตัวเองนะครับ”ลูซี่ผละอ้อมกอดเงยหน้ามองคนตัวสูง ไทม์ยกยิ้มให้อีกคนเพื่อให้เธอสบายใจ“คนที่ผิดคนพวกนั้นไม่ใช่พี่ลูซี่สัก เพราะฉะนั้นห้ามโทษตัวเองเด็ดขาด”
“ค่ะ”รอยยิ้มนั่นทำให้เธอสบายใจแม้ลึกๆ จะรู้สึกเจ็บปวดก็ตาม
“โอ๊ยเหม็นความรักว่ะ-โอ๊ย!!”ดีนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเอ่ยพลางพ่นควันออกจากปอดก่อนจะถูกบาทาของลูซี่ประทับเข้าที่สีข้าง
“มันเจ็บนะเห้ยยัยสวย!!มาถีบทำไมเนี่ย”
“หมั่นไส้”
“อะไรของเธอเนี่ยถ้าเขินก็ไปลงไปที่น้องมันสิจะมาลงที่ฉันทำไม-เฮ้ย!!!” พูดไม่ทันจบดีนก็โดนเตะอีกรอบจนถึงกับต้องวิ่งหนี
“แผลมึงไม่เป็นไรใช่มั้ย”ติมเดินมาถามพลางชี้ไปที่มือข้างซ้าย
“ไม่เป็นไรหรอกแผลแค่นี้เอง ไกลหัวใจน่า”
“กูกลัวแม่มึงเครียด”
“เดี๋ยวกูบอกว่าช่วยลุงยามจับโจรก็ได้”
“ยิ่งโคตรไม่เนียนเลย”
“เอาน่าเดี๋ยวกูก็หาทางเองแหละ”
ติมถอนหายใจเขารู้สึกต่อไทม์และแม่เพราะตั้งแต่เป็นเพื่อนกันยังไม่ถึงปีไทม์ก็โดนทำร้ายไปไม่รู้กี่รอบแล้วทั้งที่เคยบอกแม่เขาไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะช่วยดูแล
“ไม่เครียดๆเอาเป็นว่ากลับกันเถอะ กูกะว่าจะไปทำแผลด้วย”
“เออๆพี่ลูซี่ครับ ผมวานไปส่งไอ้ไทม์ให้หน่อยได้มั้ยครับ” ติมหันไปบอกกับลูซี่
“ได้ค่ะ”
“ติมมึงอย่าลืมไปทำแผลนะ”
“เออๆ”
“กลับกันเถอะค่ะเดี๋ยวตรงนี้ให้พี่ครามจัดการ”
“ครับกลับก่อนนะ ไปทำแผลด้วย พี่ดีนผมกลับก่อนนะครับ”
“เออๆ”
หลังจากทำแผลเสร็จทั้งสองก็ตรงกลับบ้านทันทีอาบน้ำกินยาที่คุณหมอให้มาเปลี่ยนชุดเตรียมพร้อมจะล้มตัวนอน
“พี่ลูซี่ยังปวดไมเกรนอยู่มั้ยครับ”ไทม์ที่ตอนนี้ซุกอยู่ในผ้าห่มหันมาถามด้วยใบหน้าน่ารักน่าชัง
“หายแล้วค่ะ”
“ดีแล้วครับ”
“แล้วไทม์เจ็บแผลมากมั้ย”
“ปวดๆอ่ะครับ” ไทม์พูดพลางพองแก้มนิดๆ ทำให้เขาดูน่าเอ็นดูจนน่าเอื้อมมือไปบีบแก้ม
“กินยานอนพักผ่อนจะได้หายไวๆนะคะ แล้วก็อย่าทำงานอะไรที่หนักมากๆ ไม่งั้นมันจะช้ำแล้วแผลฉีกถ้าทำไม่ไหวก็บอกพี่บอกเพื่อนนะคะ”
“ครับขอบคุณนะครับ”
“พี่สิต้องขอบคุณพี่ทำให้เราบาดเจ็บขนาดนี้เรายังไม่โกรธพี่เลย”
“โทษตัวเองอีกแล้วเดี๋ยวผมก็งอนเลย” ไทม์บู้ปากพลางยกมือจิ้มแก้มลูซี่ท่าทางน่าเอ็นดูเหมือนเด็กน้อยนั่นมันทำให้เธอหลุดหัวเราะออกมา
“ค่ะๆพี่จะไม่โทษตัวเองอีกแล้วค่ะ”
“ดีมากครับ”
“เอาล่ะได้เวลานอนพักแล้วนะคะ”
“พี่ลูซี่จะกลับแล้วหรอครับ”
“อยากให้พี่กลับมั้ยคะ”
“กลับพรุ่งนี้ได้มั้ยครับ”ไทม์ส่งสายตาออดอ้อนยิ่งทำให้เธอใจอ่อน “อ้อนขนาดนี้พี่จะปฏิเสธได้ไงล่ะคะ”
ไทม์ส่งยิ้มพอใจกับคำตอบที่เขาไม่อยากให้เธอกลับก็เพราะเป็นห่วงยิ่งช่วงนี้เจอเรื่องราวให้เจ็บตัวไม่เว้นแต่ละวันเลยไม่อยากให้เธอกลับคนเดียว
ถึงแม้จะรู้ว่าเธอแข็งแกร่งมากก็เถอะ
“ฝันดีนะคะ”ลูซี่ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากอย่างแผ่วเบาก่อนไทม์จะค่อยๆ หลับลงจากฤทธิ์ยาจนหลับไป
“ฝันดีครับ”
พอเห็นว่าไทม์หลับแล้วลูซี่ก็ยังคงนั่งอยู่บนเตียงที่เดิมสายตาจ้องมองไปที่แผลบนมือไทม์พลางพลางก่นคิดในหัวไม่หยุดทุกครั้งที่แวบมองแผลบนตัวน้องไม่ว่าจะแผลเล็กแผลใหญ่เธอรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจทุกครั้ง
น้องเจ็บเธอก็เจ็บน้องร้องไห้เธอก็ร้องไห้
ใครจะไปอยากเห็นคนที่เรารักเจ็บกันล่ะจริงมั้ยเราก็อยากจะปกป้องเขาให้ถึงที่สุด แม้จะรู้ว่าในบางครั้งมันอาจจะไม่สามารถทำได้แบบ100% ก็ตาม
ลูซี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ค่อยๆเปิดประตูอย่างเบาๆ เพื่อไม่ให้รบกวนคนที่นอนอยู่เดินลงมาจากชั้นสองลงมาด้านล่างเพื่อจะมาโทรศัพท์เช็คเรื่องเมื่อตอนเย็นเสียงประตูหน้าบ้านกับไฟในห้องรับแขกเปิดจนทำให้เธอต้องละและหันไปมอง
“อ่าวหนูลูซี่หนิ”เสียงอันคุ้นเคยกับใบหน้าที่แสนใจดีที่เหมือนเคยเห็นกันทุกวันทำให้ลูซี่ถึงกับใจเย็นและตกใจจนพูดไม่ออก
“คุณแม่”
บรรยากาศที่เงียบสนิทจนได้ยินเสียงพัดลมแอร์กับนาฬิกาได้อย่างชัดเจน
“น้ำจ๊ะ”คุณแม่เลื่อนแก้วน้ำมาไว้ตรงหน้าลูซี่เอ่ยขอบคุณก่อนจะรับมาดื่มเพื่อแก้ความอึดอัด
“ว่าแต่มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ”
คุณแม่เอ่ยถามลูซี่ที่ตอนนี้เธอทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“คือ…”ลูซี่กระอึกกระอักรู้สึกอยากจะร้องไห้อย่างบอกไม่ถูก
ลูซี่ที่เคยแข็งแกร่งลูซี่ที่ไม่เคยกลัวอะไรตอนนี้กลับกลัวที่จะบอกความจริงและพูดขอโทษกับคนตรงหน้า
“มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่าลูก”
เงยหน้ามองคุณแม่ก่อนดวงตาจะเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ“หนูขอโทษค่ะ หนูขอโทษ”
“เป็นอะไรลูก”คุณแม่ตกใจที่จู่ๆ ลูซี่ก็ร้องไห้ออกมาเธอเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้กับเธออย่างแผ่วเบาแต่มันกลับยิ่งทำให้ลูซี่รู้สึกผิดเอาไปอีก
“หนูขอโทษหนูรักษาสัญญาไม่ได้”ลูซี่ปล่อยโฮออกมาจนไม่เหลือคราบคุณหนูตระกูลวรลักษณ์ตอนนี้เหลือแค่ลูซี่หญิงสาวธรรมดาที่ร้องไห้เป็น
“สัญญาอะไรลูก”
“หนูทำให้น้องเจ็บทั้งที่หนูสัญญาแล้วแต่หนูก็ยัง…ปกป้องน้องไม่ได้ ฮือ!!!!!”
“ลูซี่”
“หนูขอโทษหนูขอโทษ”
ลูซี่ลงไปนั่งกับพื้นห้องก่อนจะก้มลงกราบที่เท้าของคุณแม่ด้วยสภาพที่มือและตัวของเธอสั่นเครือคุณแม่ที่เห็นก็รีบเข้าไปดึงให้เธอลุก
“ไม่เอาลูกไม่ต้องร้องนะ หนูไม่ผิดเลย เพราะฉะนั้นหนูไม่ต้องขอโทษนะลูก”
ลูซี่เงยหน้าพร้อมกับพนมมือที่สั่นเครือใบหน้าสวยที่เต็มไปด้วยน้ำตาทำให้คุณแม่โทษเธอไม่ลง
“ลุกขึ้นมาเถอะลูกแม่ไม่โกรธหนูเลย” คุณแม่ดึงลูซี่มากอดปลอบพร้อมกับลูบหลังของเธอเพื่อปลอบ“แม่รู้ว่าหนูพยายามปกป้องไทม์มาตลอด แม่ไม่เคยโกรธหนูเลยนะ”
คุณแม่ยกมือเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นพลางลูบหัว“แม่ต้องขอบคุณหนูด้วยซ้ำนะที่คอยช่วยน้องมาตลอด เพราะถ้าไม่มีหนูกับเพื่อนๆของเขาน้องคงไม่กลับมายิ้มได้แบบนี้หรอก”
“กลับมายิ้มหรอคะหมายความว่าไงหรอคะ”
ประโยคของคุณแม่ทำให้ลูซี่ถึงกับคิ้วขมวดหมายความเมื่อก่อนไทม์เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนหรอ
“ขึ้นมานั่งก่อนมาเดี๋ยวแม่จะเล่าให้ฟัง”
ย้อนกลับไปเมื่อตอนไทม์ยังเรียนอยู่มอต้นทุกครั้งที่ไทม์ไปโรงเรียนเขามักจะคอยโดนเพื่อนแกล้งอยู่เสมอไม่ว่าจะโดนไถเงิน โดนใช้งาน โดนบังคับให้แบกหนังสือเรียนให้เพื่อนหรือแม้กระทั่งบังคับให้สูบบุหรี่ก็ตาม
เพราะไทม์ปฏิเสธไม่ทำก็จะจบด้วยการโดนกระทืบ
ตอนแรกแม่ก็ไม่รู้หรอกมารู้ตอนที่อาจารย์โทรมาบอกว่าเขาเข้าโรงพยาบาลอาจารย์ได้เรียกผู้ปกครองของเด็กพวกนั้นมาขอโทษและทำการลงโทษแต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผลเพราะมันจบด้วยการที่เรื่องเงียบและยัดเงินให้ลูกตัวเองไร้ความผิดแถมเด็กพวกนั้นยังกลับมาทำร้ายไทม์รอบสองจนเขาสติแตกและเผลอทำร้ายเพื่อน
หลังจากเหตุเหตุการณ์วันนั้นพวกเด็กเกเรก็ไม่กล้ายุ่งกับไทม์อีกเลยแต่ก็แลกกับการไม่มี ดารที่ต้องอยู่กับความโดดเดี่ยว
พอขึ้นมอปลายปลายไทม์ก็ยังเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่เรื่อยๆแต่มีอยู่วันหนึ่ง ขณะไทม์กำลังเดินกลับบ้านเขาถูกดักทำร้ายจนเกือบปางไทม์สติไม่มีแต่จู่ๆ ก็มีคนมาช่วยเขาเอาไว้
คุณแม่บอกว่าไม่รู้ว่าคนๆนั้นเป็นใคร แต่ดูท่าน่าจะเป็นคนที่มีอิทธิพลมากเพราะถึงขั้นที่ว่าทำให้เด็กพวกนั้นเลิกยุ่งกับไทม์ได้ต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หลังจากเรียนจบมอปลายตอนที่สมัครเข้ามหาลัยใหม่คุณแม่บอกว่ากลัวไทม์เข้ากับคนไม่ได้มากๆ
อย่างที่ได้เล่าไปไทม์มีปัญหาเรื่องเพื่อนมาก่อนและเขากลัวการมีเพื่อนมากๆ ถึงขั้นเคยบอกว่าไม่อยากมีเพื่อนเลยอยากเรียนภาคพิเศษแบบออนไลน์แล้วไปมหาวิทยาลัยแค่ไปส่งงานกับสอบแค่อย่างเดียว
แต่เนื่องด้วยสาขาภาคพิเศษมันค่อนข้างมีจำกัดสาขาที่ไทม์อยสกเรียนมันดันไม่มีเลยต้องมาลงภาคปกติแทน
“แม่ดีใจนะที่ตอนนี้ไทม์มีเพื่อนกับรุ่นพี่ที่ดีแล้ว แค่นี้เกินพอแล้วล่ะจ๊ะ”
คุณแม่หันมายิ้มบางๆทำให้ลูซี่เริ่มยิ้มออก
“เพราะฉะนั้นหนูก็ต้องไม่โทษตัวเองรู้มั้ย”คุณแม่พูดพลางยกมือลูบหัวเบาๆ
“ค่ะขอบคุณนะคะ”
“นี่ก็ดึกมากแล้วไปนอนพักผ่อนเถอะลูก”
“ค่ะราตรีสวัสดิ์นะคะ”
“จ๊ะราตรีสวัสดิ์จ๊ะ”
บอกลาเสร็จลูซี่ก็ขอตัวขี้นห้องนอนเปิดประตูเข้ามาในห้องมองคนที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง เดินตรงไปค่อยๆนั่งลงที่ข้างเตียงให้เบาที่สุดก่อนจะยกมือลูบหัว
“จากที่ว่านี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขี้นพี่จะคอยปกป้องเราเองนะคะ”
แสงแดดผ่านเข้ามาจากทางหน้าต่างลงที่เตียงโดยตรงทำให้คนที่นอนอยู่ต้องขยับตัวก่อนจะค่อยๆลืมตาตื่น
ไทม์ยกมือขึ้นมาบังแดดที่แยงตาพร้อมกับยันตัวลุกจากเตียงแล้วมองรอบๆเพื่อสำรวจ
พี่ลูซี่หายไปไหน?
เมื่อคำถามยิงเข้ามาในหัวไทม์ก็เด้งตัวเองจากเตียงตรงไปยังชั้นล่างทันทีก่อนจะเห็นแม่ตัวเองกำลังยืนทำกับข้าวในครัวอยู่
“อ่าวไทม์ตื่นแล้วหรอลูก มากินข้าวมา”
“พี่ลูซี่ล่ะครับ”
“กลับไปตั้งแต่ตีห้าแล้วลูกเห็นบอกว่ามีธุระด่วน”
“อ๋อ”
สงสัยคงจะมีธุระจริงไม่งั้นคงไม่รีบขนาดไม่ได้บอกลากันหรอก
“มากินข้าวมาลูกวันนี้มีเรียนหนิ เดี๋ยวคนขับรถเขามารับ”
“คนขับรถหรอครับ”
“ใช่จ๊ะเห็นหนูลูซี่บอกว่าเ..ดี๋ยวให้คนมารับ”
ไทม์หย่อนตัวลงที่โต๊ะกินข้าวเธอคงเป็นกังวลกลัวไทม์โดนดักทำร้ายนั่นแหละเพราะเมื่อวานก็พึ่งทีเรื่องกันไปไหนช่วงนี้จะโดนหาเรื่องบ่อยลูซี่จะห่วงมาก็ไม่แปลก
ทานข้าเสร็จขึ้นไปแต่งตัวอาบน้ำก็เป็นช่วงเวลาที่คนขับรถของพี่ลูซี่มาถึงพอดีไทม์หันไปลาแม่ก่อนจะวิ่งไปขึ้นรถเก๋งสีดำหน้าบ้าน
“สวัสดีครับพี่คราม”
“สวัสดีครับคุณไทม์”เอ่ยคำทักทายกันก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออก
ไทม์รู้จักคุณครามเขาเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดตระกูลวรลักษณ์ ตอนที่เจอกันครั้งแรกเขาก็เกร็งๆ นั่นแหละแต่พอได้รู้จักกันจริงพี่ครามถือว่าเป็นคนที่นิสัยดีมากๆ คนหนึ่งเลย
ใช้เวลาจากบ้านมามหาวิทยาลัยไม่นานเพียง15 นาที โชคดีที่วันนี้รถไม่ติดเลยใช้เวลาเดินทางค่อนข้างเร็ว
หันไปขอบคุณพี่ครามเสร็จไทม์ก็เดินตรงดิ่งเข้าไปนั่งรอเพื่อนที่ใต้ตึกทันทีขณะที่กำลังจะหย่อนก้นลงก็มีเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้เขาต้องหันไปหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู
tim????: มึง
tim????: วันนี้กูไม่ไปนะมีหมอให้พัก
tim????: ฝากเลคเชอร์ด้วย
time00.00 : เคๆ
time00.00 : แล้วเแผลเป็นไงมั่ง
tim????: ก็ดีขี้หน่อยล่ะ
tim????: แต่ยังมีช้ำในอยู่
time00.00 : พักผ่อนๆ
time00.00 : แผลหายค่อยมา
tim????: เออๆ
คุยกันเสร็จก็ออกจากแอพเข้าโซเชียลต่อดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะต้องอยู่กับบูมกันแค่สองคนสินะ