ตอนที่50
วิกฤตตระกูลหลิว3
เมื่อขบวนไม่เดินหน้าจ้าวมู่จึงเป็นฝ่ายเดินเข้าร่วมวงสนทนาด้วยตนเอง แต่เพื่อข่มขวัญ เพียงแรกเริ่มก็เผยลมปราณเชื่อมฟ้าดิน ทะยานเหยียบอากาศธาตุ ลอยลงมาทำลายกรงขังของหยางเฉิงจนแหลกเป็นผุยผงสร้างความแตกตื่นแก่ผู้คนตระกูลหลิวยิ่งนัก
หยางเฉิงรู้ดีสถานการณ์ยากแก้ไข คงต้องยินยอมเล่นละครตามน้ำ รอคอยโอกาสช่องว่างมา เมื่อแรกพบจึงยื่นคำนับตามธรรมเนียม เอ่ยทักทายจ้าวมู่ ด้วยเสียงดังชัดเจน “ศิษย์หยางเฉิงคารวะ ท่านอาจารย์อาวุโสจ้าวมู่”
ผู้มาได้ยินคำล้วนจับจ้องไปที่จ้าวมู่แต่กลับมิมีผู้ใดกล้าส่งเสียงเพิ่มเติม หลิวเหวินหงเห็นบรรยากาศกลายเป็นมึนตึงจึงกล่าวเยินยอจ้าวมู่... “ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้ได้พบตัวจริงกลับยอดเยี่ยมกว่าที่ร่ำลือกันเสียอีก”
จ้าวมู่เห็นอีกฝั่งเปิดฉากด้วยมารยาทตนเองเป็นถึงอาจารย์ผู้อาวุโสสำนักใหญ่ในท้องถิ่น จึงสนทนาด้วยสุภาพตามธรรมเนียมตอบกลับแต่ในใจกลับคาดหวังให้อีกฝั่งฉีกหน้าหลบหนี เช่นนั้นเรื่องราวก็กลายเป็นง่ายเข้า
การเดินทางเข้าปากเสือเช่นนี้มีหรือที่คนรอบคอบเช่นหยางเฉิงจะพลาดพลั้ง เมื่อฝั่งหนึ่งเปิดเผยไพ่ในมือ ตนเองก็จำต้องหงายไพ่ตอบโต้จึงหลิ่วตาส่งสัญญาณให้ผู้เป็นพ่อตาเมื่อนั้นพลุสัญญาณพลันยิงขึ้นฟ้าทั้งยามกลางวัน ขบวนของหลิวอานที่รอคอยอยูด้านนอกค่อยเกิดการเคลื่อนไหว
จ้าวมู่เห็นการกระทำชัดตาแต่เริ่มต้นเจรจาสุภาพ จึงไม่คิดฉีกหน้าแต่กลางคัน หันกลับไปเอ่ยสอบถามหยางเฉิงแต่หยางเฉิงรู้สถานะตนเอง ว่าตอนนี้ตนเป็นนักโทษ จึงแสดงท่าทีบ้าใบ้จนอีกฝั่งแย้มยิ้มเข้าใจ จ้าวมู่จึงหันกลับไป สอบถามหลิวเหวินหงที่ด้านข้าง
หลิวเหวินหงไม่คิดปิดบังแต่ต้นเมื่อถูกถามก็พร้อมตอบคำ แต่เห็นประตูเมืองปิดอยู่จึงผายมือเชื้อเชิญจ้าวมู่ให้เดินร่วมทาง ตรงไปยังประตูใหญ่ด้านหลังหวังให้อีกฝั่งเป็นผู้สั่งการเปิดประตูด้วยตนเอง
จ้าวมู่ถือว่าตนเองฝีมือสูงส่งไม่คิดเกรงอีกฝั่งเล่นลูกไม้ สั่งเปิดประตูเมือง แต่แล้วกลับพบเพียงความว่างเปล่าจึงหันกลับมาเอ่ยสอบถามหลิวเหวินหงอีกครา
หลิวเหวินหงพยักหน้าพร้อมเอ่ยคำให้รอคอยสักครู่
ชั่วอึดใจทิวธงของจักรวรรดิเทียนถังพลันโบกเด่น นายกองผู้ดูแลสวมชุดเกราะเขียวซึ่งหลิวเหวินหงบังเอิญรู้จักเมื่อหนึ่งปีก่อนจึงได้ไหว้วานผู้คนให้นำป้ายตราไปแจ้งขอความช่วยเหลือเดินทางมาพร้อมกับขบวนของหลิวอาน ทำทีบังเอิญผ่านมาเที่ยวชมแถวนี้พอดี
จ้าวมู่เห็นหมากตานี้ของตระกูลหลิวทำทียื่นคำนับเลื่อมใสจากที่ไกล แต่แท้จริงกลับลอบขบเขี้ยวยิงฟันยังดีที่ตนตระเตรียมแผนการป้ายสีรองรับ
เมื่อขบวนทั้งสองของตระกูลหลิวมาถึงพร้อมกันแล้ว จึงค่อยเริ่มเดินหน้าต่อไปยังหมู่ตึกตระกูลหยางจ้าวมู่เมื่อพบกับนายกองชุดเขียว ทางหนึ่งก็เข้าประชิดตีสนิทอีกทางก็แจ้งคำบ่าวไพร่ ให้ส่งต่อไปยังหยางอวี่ถงคิดดำเนินการแผนสำรองที่ตระเตรียม เพราะนายกองผู้นี้เป็นก้างชิ้นโตที่มิอาจเคี้ยวกลืนโดยง่าย แม้ตนเองมีลมปราณสูงส่งกว่าขอบขั้นหนึ่งแต่ด้วยตำแหน่งนายกองของจักรวรรดิเทียนถัง จ้าวมู่ยังไม่กล้ากระทำการอุกอาจหากผิดพลั้ง ได้ไม่คุ้มเสีย อาจจะชักนำหายนะมาสู่ตัว
ในที่สุดขบวนก็ยกมาถึงหมู่ตึกตระกูลหยางซึ่งแถบหนึ่งยังคงเป็นซากปรักหักพัง ส่วนร่องรอยเพลิงไหม้ในหลายจุด ล้วนแก้ไขตกแต่งใหม่เรียบร้อยแล้ว
ขบวนของตระกูลหลิวที่ยกมาร่วมห้าสิบคนถูกจัดให้พักอยู่ในเรือนด้านหน้า มีเพียงหลิวเหวินหง หลิวอานนายกองของจักรวรรดิเทียนถัง ผู้คุ้มกันตระกูลหลิวอีกสองคนและหยางเฉิงที่ถูกนักบู๊ของตระกูลหยางตีตรวนด้วยโซ่หยาบหนาเท่านั้น ที่ได้เข้ามายังห้องโถงเจรจาความซึ่งหยางอวี่ถงนั่งรอคอย อยู่บนบัลลังก์ด้านใน ทันทีที่มาถึงสารเลวผู้นี้ก็มิคิดไว้หน้าฝั่งตรงข้าม จงใจยั่วยุ ถมน้ำลายจากเบื้องสูงรดลงศีรษะของหยางเฉิงตั้งแต่แรกพบหน้า
“สารเลวชั่วช้าบิดาของข้าชุบเลี้ยงพวกเจ้า...” หยางอวี่ถงบีบน้ำตา เสียงสั่นเครือ “หากข้าตายไปคงมิเท่าไหร่แต่นี่เจ้า...เจ้ากลับนำคนบุกมาลอบสังหารท่านพ่อถึงในตระกูล”
หยางเฉิงไม่รู้มาก่อนว่าหยางตงฉวนถูกสังหารไปด้วย เพราะหลิวอานมิได้เอ่ยถึง เมื่อรู้ความจริงกลายเป็นแตกตื่นตกใจ เอ่ยสอบถาม แต่หยางอวี่ถงมิคิดเจรจาหันไปเอ่ยวาจากับผู้คุ้มกันด้านข้างสั่งให้นำตัวของหยางเฉิงไปใส่กรงที่ตระเตีรยมไว้ด้านข้าง
แต่หลิวเหวินหงเห็นว่าการเจรจายังมิทันเริ่ม เช่นนั้นจึงก้าวเท้า เดินมาขวางหน้าก่อนจะเอ่ยถึงสิ่งที่ตนเขียนในจดหมายแจ้งก่อนหน้า หากยังไม่ตกลงรับคำก็จะไม่มีการมอบตัวหยางเฉิงให้
หยางอวี่ถงชักสีหน้าเคร่งเครียดทำทีหยิบสาส์นที่หลิวเหวินหงส่งมาให้ คล้ายจะเปิดอ่านแต่แล้วกลับลงมือฉีกทำลายที่ตรงหน้า ทำเอาสถานการณืกลายเป็นตึงเครียด
หยางเฉิงเริ่มรู้สึกถึงลางร้ายคิดออกแรงทดสอบตรวนพันธนาการ แต่แล้วเมื่อออกแรง ค่อยพบว่ามิใช่เหล็กหนาธรรมดาแต่เป็นตรวนที่จ้าวมู่นำมาจากสำนักแม่น้ำใหญ่ ตรวนสำหรับคุมขังศิษย์ที่กระทำผิดจึงมิได้ตีสร้างขึ้นจากเหล็กทั่วไป แต่เป็นเหล็กระดับชั้นมนุษย์ขั้นต้น
“ท่านพ่อตา”หยางเฉิง ไม่อาจเอ่ยมากความ เพียงหลิ่วตาไปยังนายกองแซ่หู ที่ติดตามมาด้วย
หลิวเหวินหงแต่แรกตกละลึง เกือบคิดผลีผลามลงมือ แต่เมื่อเห็นท่าทีส่งสัญญาณจากหยางเฉิงจึงค่อยสงบจิตใจ หันไป กล่าวต่อนายกองหูว่าให้ช่วยเป็นพยานการพิจารณาความครานี้ด้วย
หยางเฉิงเห็นประจวบเหมาะเอ่ยเสียงดังหนักแน่น สารภาพความผิด รับทุกเรื่องราวล้วนกระทำแต่ผู้เดียวมิเกี่ยวข้องกับตระกูลหลิว
นายกองหูนัดแนะกันมาระดับหนึ่งก้าวเท้าออกหน้า เอ่ยสนับสนุน หวังให้เรื่องราวจบโดยไวแต่ไม่ทันที่จะชักเท้ากลับคืน หยางอวี่ถงทำที ร้องห่มร้องไห้เอ่ยคร่ำครวญว่ามิได้รับความเป็นธรรม
เมื่อนั้นจ้าวมู่จึงค่อยก้าวออกมารับไม้สืบต่อ เอ่ยว่า “เรื่องราวฟังดูเรียบง่าย หากแต่ภายหลังเกิดเหตุตระกูลหยางอ่อนแอลงเป็นอันมาก จึงส่งจดหมายขอความช่วยเหลือมายังตนบวกกับสัมพันธ์อันดีของสำนักแม่น้ำใหญ่และตระกูลหยางตนจึงนำศิษย์ยกมาช่วยเหลือคุ้มกัน ไม่คิดว่าระหว่างทาง บังเอิญพบเจอบุคคลน่าสงสัยเมื่อจับตัวมาสอบถาม...” จ้าวมู่กล่าวถึงตรงนี้ ค่อยหยุดคำสงบนิ่ง ทอดถอนหายใจดังจนทั้งห้องรู้สึกถึงความอึดอัดคับข้องในใจ ของจ้าวมู่ที่ยากจะเอ่ยคำ
เมื่อทุกคนเงียบแต่นายกองของจักรวรรดิเทียนถังยังมิได้ชักเท้ากลับคืน สุดท้ายจำต้องทำหน้าที่เป็นผู้เอ่ยถาม
กลายเป็นเข้าแผนที่จ้าวมู่กำหนดขึ้นในใจหันหลังกลับเดินไปตบลงที่โต๊ะเตี้ยฉาดใหญ่ จนป่นปี้เป็นผุยผง ก่อนจะเอ่ยคำดังสั่งการศิษย์ของตน ให้นำคนร้ายอีกผู้หนึ่งเข้ามาภายใน
.
.
ย้อนเรื่องราวเมื่อสามวันก่อนถึงกำหนดการหยางอี้ทะยานลิ่วด้วยท่าร่าง...ย่าก้าวเงาอสูร แม้ลมปราณยังอยู่เพียงระดับขั้นแรกธรรมชาติแต่ความเชี่ยวชาญของท่าร่างล้วนบรรลุถึงขีดสุด เพียงสามอึดใจก็กระโจนพ้นปากหลุมลึก แต่จดจำออกว่า ค่ายกลกับดัก ยังคงรั้งรอ ไม่กล้าประมาท คิดกระทบถูกสิ่งใดอาศัยแรงส่งสุดท้าย กระแทกเข้าผนังหลุมกับดัก ทะยานม้วนตัวเฉียง ส่งร่างมาหยุดยืนอยู่นอกเขตอันตราย
แต่แล้วจู่ ๆเสมือนว่านาวาวิเศษลำนี้มีชีวิต ปรากฏเสียงส่งมาทางจิต ติดต่อหาหยางอี้เอ่ยคำยืดยาว ที่ฟังมิค่อยเข้าใจ รู้ชัดเจนเพียงวรรคตอนแรก และประโยคสุดท้ายเท่านั้น
“ในที่สุดเจ้าก็รอดชีวิตกลับออกมาจนได้ การกระทำที่กล้าหาญเช่นนี้ล้วนน่านับถือนัก...แต่น่าเสียดาย เมื่อเจ้าได้รับข้อความของข้าก็แสดงว่าพวกเราพ่ายแพ้แล้ว นาวาเหนือกาลแม้ล้ำค่ามิอาจเปรียบ แต่สุดท้ายกลับเป็นได้แค่คุกคุมขังเท่านั้นหากวันใดเจ้ากล้าแกร่งพอ จงกลับมา...” ถ้อยความไม่จบนาวาเหนือกาลพลันสั่นสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ลูกแก้วใสห้าลูกพลันหล่นลงมาจากความเวิ้งว้างตรงหน้าหยางอี้ก่อนที่ประตูศิลาด้านหน้าจะเปิดออกอีกครั้ง