บทที่ 1 เซียนจุนเกิดใหม่
เสาโจว ตระกูลฉิน
"เฉินอวี่แกมันเป็สิ่งมีชีวิตที่ต่ำยิ่งว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก แม้แต่น้องสาวของเมียตัวเองยังไม่ละเว้น ศักดิ์ศรีของตระกูลฉินนับร้อยปีถูกแกทำให้มัวหมอง!"
"ไม่คิดเลยว่าแกจะเป็คนแบบนี้ มองผิดไปจริง ๆ!"
เฉินอวี่พึ่งฟื้นสติสตังค่อย ๆ กลับคืนมา เขารู้สึกเหมือนศีรษะกำลังจะะเิ ปวดหัวแทบทนไม่ไหว
คำพูดของคนรอบข้างเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
เขาลุกขึ้นยืนด้วยความมึนงง แล้วในทันใดนั้น ก็มีกระบองฟาดเข้ามาจากด้านหลังอย่างแรง
เขารู้สึกถึงความเ็ป แสบร้อนที่หลัง เฉินอวี่ในตอนนี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
"เป็แค่มดปลวก แต่กล้าทำร้ายข้า รนหาที่ตายชัด ๆ!"
ในขณะที่เขากำลังรวบรวมพลังเพื่อสังหารคนเหล่านี้
กลับพบว่า พลังวัตรที่เคย ะเืขุนเขาถล่มปฐี หรือดับสิ้นดวงดาว บัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย
เขาตกตะลึงพรึงเพริด
ตัวเขานั้นเป็ถึงเซียนจุน
พลังที่บำเพ็ญมามากว่าพันปีจะหายสิ้นไปในชั่วพริบตาได้อย่างไร?
เฉินอวี่นึกขึ้นมาได้ฉับพลัน
ขณะที่เขากำลังจะบรรลุการข้ามทัณฑ์์อย่างสมบูรณ์ กลับถูกจิตมารเข้าแทรก ส่งผลให้ล้มเหลวในวินาทีสุดท้าย และสิ้นชีพในห้วงแห่งภัยพิบัติเซียน
"ไม่ใช่ ที่นี่คือโลกมนุษย์ สถานที่ที่ข้าเคยใช้ชีวิตอยู่"
เมื่อมองดูทิวทัศน์รอบข้างที่ทั้งแปลกตาและคุ้นเคย ความทรงจำที่ถูกฝังลึกมานานก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมา
ในชาติที่แล้ว เขาเป็ชาวโลกคนหนึ่ง และยังเป็ลูกเขยของตระกูลฉินอีกด้วย
ตระกูลฉินประสบกับเื่ราวไม่ราบรื่นหลายประการ จนกิจการตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง
ว่ากันว่าผู้เฒ่าตระกูลฉินได้รับคำชี้แนะจากปรมาจารย์ฮวงจุ้ยว่า เฉินอวี่มีวาสนาอันยิ่งใหญ่สถิตอยู่ในตัว
แค่เพียงเข้าไปเป็เขยของตระกูลฉินสามปี ก็จะสามารถพลิกสถานการณ์ได้
ในตอนนั้น มารดาของเฉินอวี่้าเงินก้อนโตเพื่อรักษาโรค
เพื่อช่วยชีวิตแม่ เขาจึงยอมทนรับสายตาดูิ่เหยียดหยาม และยอมเข้าไปเป็ลูกเขยของตระกูลฉิน
นับั้แ่แต่งงานกัน ท่าทีของฉินรั่วอวิ๋นที่มีต่อเขานั้นเ็าและเข้มงวดเสมอมา แทบไม่เคยมอบรอยยิ้มให้เลยสักครั้ง
และคนอื่น ๆ ก็ยิ่งดูถูกเหยียดหยามเขามากกว่าเดิมในทุกวิถีทาง
แต่เมื่อนึกถึงบุญคุณที่ตระกูลฉินเคยช่วยชีวิตไว้ ไม่ว่าจะต้องทนกับเื่อยุติธรรมมากแค่ไหน ก็ต้องอดทนกลืนความขมขื่นเข้าไป
แต่ทั้งหมดนั้น มันก็เป็เพียงเื่ตลกเื่หนึ่งเท่านั้น
สามปีที่ผ่านมา ตระกูลฉินเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เมื่อครบสามปี วาสนาของเฉินอวี่ก็ถูกสูบจนเหือดแห้ง
ตระกูลฉิน้าไล่เฉินอวี่ออกไปมือเปล่า จึงไม่ลังเลที่จะวางยาเขา แล้วจับไปโยนไว้บนเตียงของ ฉินรั่วเยียน ผู้เป็น้องเมียเพื่อสร้างเื่อื้อฉาวว่าเฉินอวี่กำลังจะล่วงละเมิดเธอ…
คืนนั้น เขาพยายามต่อต้าน แต่กลับถูกทุบตีจนหัวเข่าทั้งสองข้างแตกละเอียดอย่างไร้ความปรานี
เขาถูกทอดทิ้งเหมือนขยะชิ้นหนึ่ง
ในชั่วข้ามคืน เขากลายเป็ที่รังเกียจของผู้คน ต้องทนรับคำเยาะเย้ย ถากถาง และการดูถูกสารพัด
ครอบครัวต้องขายทั้งรถและบ้านเพื่อรักษาเขา กระทั่งต้องกู้หนี้นอกระบบ บุพการีตกต่ำถึงขั้นต้องออกไปกวาดถนนและเก็บขยะขายเพื่อประทังชีวิต
เขารู้ดีว่าตัวเองเป็ภาระของครอบครัว ในคืนหนึ่ง เขาจึงนั่งรถเข็นมุ่งหน้าสู่ริมแม่น้ำ เพื่อยุติชีวิตที่เหลืออยู่
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะไม่ตาย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้เข้าสู่โลกแห่งการแห่งการบำเพ็ญเพียรได้รับคัมภีร์สังหารเซียนกลายเป็เซียนจอมพลังที่ครองอาณาจักรกว้างใหญ่ และมีชื่อเสียงกึกก้องทั่วดาราจักร
"ฮือ ฮือ คุณปู่ พอเฉินอวี่เดินเข้ามา เขาก็จะทำเื่พรรค์นั้นกับหนูทันที ถ้าพี่สาวไม่มาทันเวลา คงเกิดเื่ใหญ่กับหนูไปแล้ว คุณปู่ต้องช่วยหนูด้วยนะคะ!" ฉินรั่วเยียนสะอึกสะอื้นเบา ๆ มองไปที่เฉินอวี่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
"วางใจเถอะ ปู่ต้องช่วยหลานอยู่แล้ว!" ฉินรั่วอวิ๋นพูดปลอบใจอยู่ข้าง ๆ พลางมองไปที่เฉินอวี่ด้วยสายตาเ็าดุจน้ำแข็ง
คุณตาฉินอันหัวซึ่งนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ มองลงมาที่เฉินอวี่ด้วยท่าทีอันเย่อหยิ่งว่า "มีทั้งพยานบุคคลและหลักฐาน แกยังจะมีคำแก้ตัวอีกไหม?"
เฉินอวี่ยันกายลุกขึ้น ยืนมองฉินรั่วเยียนที่แสร้งทำเป็เคียดแค้นแต่ในดวงตากลับซ่อนความเยาะหยันเอาไว้
เขามองฉินรั่วอวิ๋นที่ทำเป็โกรธจัดแต่ที่มุมปากกลับแอบกระตุกยิ้มเย็น
และหันไปมองฉินอันหัวที่ดูเหมือนเคร่งขรึมเที่ยงธรรมแต่ภายในใจกลับกำลังลิงโลด
รวมถึงใบหน้าอันร้ายกาจและปากคอเราะรายของผู้คนในที่แห่งนี้
เฉินอวี่หัวเราะอย่างเ็า แล้วพูดว่า "พอเถอะครับ เลิกเล่นละครกันได้แล้ว... เป้าหมายของพวกคุณก็แค่้าให้ผมไสหัวออกไปตัวเปล่าไม่ใช่เหรอ? พวกคุณยัง้าคำอธิบายอะไรจากผมอีก?
สิ้นคำพูดนั้น สองพี่น้องตระกูลฉินถึงกับหน้าถอดสี เพราะเห็นได้ชัดว่าถูกเฉินอวี่แทงใจดำเข้าอย่างจัง
ฉินอันหัวมีสมาธิและจิตใจที่มั่นคงเป็อย่างมาก นั่งนิ่งโดยไม่หวั่นไหว ไม่เอ่ยปากพูดอะไร เพียงแต่จ้องมองไปที่เฉินอวี่ด้วยสายตาเ็า
"ตระกูลฉินเลี้ยงดูแกมาสามปี แต่แกกลับมักใหญ่ใฝ่สูง เนรคุณไม่รู้จักบุญคุณ ถึงขนาดกล้ามีความคิดชั่วช้าต่อน้องเมียตัวเอง คนอย่างแกยังมีความเป็คนเหลืออยู่อีกไหม!"
"คนอย่างแกมันต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ถ้าเป็สมัยก่อนแกต้องถูกจับถ่วงน้ำไปแล้ว"
"ออกไปจากตระกูลฉินซะ ตระกูลฉินของเราไม่มีสัตว์เดรัจฉานที่ต่ำทรามอย่างแก!"
อาจเป็เพราะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือบางทีก็เพราะได้จุดชนวนความโกรธของทุกคนไปแล้ว ผู้คนในตระกูลฉินต่างพากันประณามและโจมตีเฉินอวี่อย่างไม่ปรานี
"ในเมื่อเป็แบบนี้ ก็เซ็นใบหย่าแล้วก็ออกไปจากตระกูลฉินซะ" แม่ยายหลี่เม่ยเฟิงโยนใบหย่าออกมา พร้อมแสดงสีหน้าขยะแขยง
"ใช่ เซ็นใบหย่าไปซะ คนใจอำมหิตแบบนี้ ไม่คู่ควรอยู่ในตระกูลฉินของเรา!" พ่อตาฉินผานพูดสนับสนุน
เมื่อมองดูหลี่เม่ยเฟิงที่เตรียมการมาอย่างดี เฉินอวี่ก็มีสีหน้าเรียบเฉย เขาเซ็นชื่อลงในเอกสารโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"คุณปู่ฉินครับ วันนี้เป็วันที่รั่วอวิ๋นหลุดพ้นจากขุมนรก ผมได้จองโต๊ะฉลองไว้ที่คฤหาสน์ใบไม้แดง คืนนี้เราไปร่วมยินดีกันเถอะครับ"
ในทันใดนั้น ผู้ชายในชุดสูทอาร์มานี่ ที่สวมนาฬิกา ปาเต็ก ฟิลลิป ก็เดินเข้ามาในบ้าน
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ หลี่เม่ยเฟิงที่เคยทำหน้าบูดบึ้งก็เปลี่ยนเป็ยิ้มระรื่นราวกับเคลือบน้ำตาล เธอรีบกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับถึงหน้าประตู
“คุณชายหลินอี้ มาถึงก็มาชวนไปทานข้าวเลย ใจดีจังเลยค่ะ”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ รั่วอวิ๋นคือว่าที่ภรรยาของผม ผมเลี้ยงข้าวครอบครัวในอนาคต มันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร” หลินอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ฮ่า ฮ่า ดี! ในเมื่อคุณชายหลินเอ่ยปาก ผมคงต้องน้อมรับด้วยความยินดี” ฉินอันหัว ลูบเคราหัวเราะร่า ยิ่งมองหลินอี้ก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา
เมื่อเห็นดังนั้น คนในตระกูลฉินต่างพากันอิจฉาตาร้อน
นั่นคือคฤหาสน์ใบไม้แดงนะ!
ต้องรู้ไว้ว่า คนที่จะได้เข้าไปรับประทานอาหารที่คฤหาสน์ใบไม้แดงได้นั้น ล้วนแต่เป็คนร่ำรวยหรือไม่ก็มีอำนาจบารมีทั้งนั้น
แค่ได้เข้าไปเดินผ่านก็ยังเอาไปคุยโอ้อวดได้ทั้งปีเลย
ฉินรั่วอวิ๋นสลัดคราบหญิงสาวผู้เ็าทิ้งไป เธอเดินเข้าไปอิงแอบหลินอี้พลางยิ้มอย่างเขินอาย “คุณดีกับฉันจังเลยค่ะ”
หลินอี้ใช้นิ้วเขี่ยจมูกของเธอเบา ๆ อย่างรักใคร่ “ถ้าผมไม่ดีกับคุณ แล้วจะให้ไปดีกับใครที่ไหนล่ะ?”
พูดจบ หลินอี้ก็ก้มลงประทับจูบบนแก้มขาวเนียนของฉินรั่วอวิ๋น พร้อมกับใช้หางตาเหลือบมองเฉินอวี่อย่างเยาะหยัน
“ตายแล้ว... คนมองอยู่ตั้งเยอะแยะนะคะ” แก้มของฉินรั่วอวิ๋นแดงระเรื่อราวกับลูกตำลึงสุก ดูงดงามหยาดเยิ้ม
ไร้ซึ่งวี่แววของความเ็าและเข้มงวดที่เคยมีให้เฉินอวี่โดยสิ้นเชิง
ดูจากท่าทีที่ทั้งสองสนิทสนมกันก็เห็นได้ชัดว่าคบกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
ทว่าสีหน้าของเฉินอวี่ยังคงสงบนิ่งราวกับผืนน้ำที่ไร้คลื่นลม ไม่มีความสั่นไหวใด ๆ แม้แต่น้อย
ประมุขตระกูลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานเห็นดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เขาคาดไม่ถึงว่าหลังจากได้รับคำตัดสินที่โหดร้ายขนาดนี้ เฉินอวี่ยังคงสงบนิ่งได้ราวกับศพที่ไร้ความรู้สึก นั่นทำให้เขาเริ่มมองเฉินอวี่ไม่ออก
"พี่สาว คู่หมั้นของรั่วอวิ๋นเก่งมากเลยนะ! จองห้องวีไอพีที่คฤหาสน์ใบไม้แดงได้ง่าย ๆ เลยน่าอิจฉาจัง"
“รั่วอวิ๋นโชคดีจริง ๆ ต่อไปพวกเราคงต้องพึ่งพาบารมีของตระกูลหลินบ้างแล้วนะ”
"..."
เสียงคำชมเชยและการพูดเพื่อสร้างความสนิทสนมที่ดังขึ้นเป็ระยะ ทำให้หลี่เม่ยเฟิงใจฟูเป็อย่างมาก
เื่แบบนี้ถ้าเป็เมื่อก่อน แค่คิดก็ยังยากเลย
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก อีกอย่าง ทั้งสองคนเคยเป็เพื่อนร่วมชั้นตอนเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศ มีพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้ว คนหนุ่มสาวรักกันเองโดยเสรี ฉันก็ปล่อยให้เธอตัดสินใจเอง" หลี่เม่ยเฟิงพูดเสียงเรียบ
“ช่างเป็คลื่นลูกใหม่ที่แรงจริง ๆ”
"มีลูกสาวได้แบบฉินรั่วอวิ๋นนี่ถือว่าโชคดีมากเลยนะ"
คนตระกูลฉินต่างเยินยอต่อหน้า แต่ในใจกลับก่นด่าด้วยความหมั่นไส้
รักกันเองโดยเสรีกะผีสิ
แค่ยกยอสองสามคำก็ตัวลอยแล้วหรือ?
ลูกสาวของแกไม่ได้เป็อะไรไปมากกว่าสินค้าย้อมแมวหรอก
แสร้งทำเป็ไปเรื่อย
"แกยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไม? ยังไม่ไปอีกเหรอ?" เมื่อเห็นเฉินอวี่ยืนนิ่งไม่ขยับ หลี่เม่ยเฟิงจึงพูดด้วยความหงุดหงิดรำคาญ
เฉินอวี่ไม่แสดงความยินดีหรือเศร้าโศกใด ๆ เดินจากไปอย่างเงียบงัน
...
ต่อให้้าแก้แค้น แต่ด้วยร่างกายที่ไร้พลังวัตรในตอนนี้ ย่อมไม่สามารถต่อกรกับตระกูลฉินได้
แต่ตราบใดที่ประสบการณ์และสายตาของผู้เป็เซียนจุนยังคงอยู่ พร้อมด้วยคัมภีร์สังหารเซียนนั้น คือทุนที่จะทำให้เขาผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ คือการฟื้นฟูพลังให้กลับคืนมาโดยเร็ว
เขาพบว่าการถ่ายเทพลังปราณบนโลกนั้นเบาบางมาก การจะฝึกตนจึงยากลำบากแสนเข็ญ
เฉินอวี่ััได้ถึงพลังิญญาอันน้อยนิด เขาเดินทางมายังสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่ผู้คนริบหรี่
เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้น มือทั้งสองประสานกันในท่าโอบอุ้มพลัง หวนคืนสู่ความเป็หนึ่งเดียว
การเพาะฝึกเพื่อบรรลุการบำเพ็ญเซียนนั้นแบ่งออกเป็สิบขั้นระดับ ดังนี้
ขอบเขตขั้นพื้นฐาน ทงเสวียน เสินไห่ เซียนเทียน จินตัน หยวนอิง ฮวาเสิน ฟ่านซวี เหอเต้า ตู้เจี๋ย
ขอบเขตแต่ละระดับแบ่งออกเป็สาม่ คือ ต้น กลาง และปลาย
หลังจากฝึกฝนขอบเขตขั้นพื้นฐานสำเร็จแล้ว เพียงแค่ยกมือไม้ก็จะมีพลังมหาศาล เร็วดุจสายฟ้า มั่นคงดั่งขุนเขา และสามารถวาดยันต์สายฟ้าพร้อมกับใช้วิชาอาคมขั้นต้นได้
หลังจากหายใจเข้าลึก ๆ เฉินอวี่ก็เริ่มขับเคลื่อนกระบวนท่า เตรียมฝึก ขอบเขตขั้นพื้นฐาน
กระบวนท่าขอบเขตขั้นพื้นฐานของเฉินอวี่ในชาติก่อนนั้นธรรมดามากจนกระทั่งสำนักทั่วไปก็ยังไม่สนใจ
หลังจากได้รับคัมภีร์สังหารเซียนมา จึงค่อย ๆ แก้ไขข้อบกพร่องนั้นได้
นี่คือวิชาที่แม้แต่เซียนบน์ชั้นเก้ายังต้องอิจฉา จึงไม่จำเป็ต้องใช้วิชาขอบเขตขั้นพื้นฐานธรรมดาทั่วไป
คัมภีร์สังหารเซียน
ฝึกฝนทั้งพลังและร่างกายควบคู่กัน
ขัดเกลาร่างกายให้เป็ะ หล่อหลอมดวงิญญาให้ไม่มีวันตาย
ในบรรดาคัมภีร์นับพันนับหมื่นในจักรวาล มีเพียงคัมภีร์สังหารเซียนเท่านั้น ที่ได้รับการยกย่องว่า…
เป็ที่หนึ่งแห่งการต่อสู้!
ในชาติก่อน เขาคนนั้นอาศัยคัมภีร์สังหารเซียนเป็พลัง เมื่อครั้งที่เหล่าเซียนจากฟ้าทั้งเก้าลงมายังโลกมนุษย์ เขาเฉินอวี่ได้สังหารเซียนไปกว่าร้อยองค์
จนได้รับการยกย่องจากทุกเผ่าพันธุ์ว่าเป็ 'จอมเซียนแห่งหมื่นเผ่า'
นับแต่นั้นมา ไม่มีเซียนองค์ใดบนสรวง์กล้าลงมายังโลกมนุษย์อีกต่อไป
ไม่รู้ว่าฝึกฝนมานานแค่ไหนเฉินอวี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
"ขึ้นมาถึง่ต้นของขอบเขตขั้นพื้นฐานแล้ว"
เฉินอวี่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากสวนสาธารณะ