สาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง

    ตอนที่ 45 นี่มัน...

    ตอนที่ 45  นี่มัน...

     


    “แต่มีข้อแม้ว่า...” เพ่ยอิงเอ่ยออกมาเพียงแค่นั้นและไม่ยอมเอ่ยต่อ

    “ว่าอะไร” จินฟางรีบเอ่ยเร่งเพ่ยอิงออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าเธอเอาแต่ลีลาท่ามากไม่ยอมเอ่ยปากออกมาสักที

    “ว่าอะไรดีน้า...” เพ่ยอิงแกล้งยั่ว

    “บอกมาเร็ว ๆ เข้า เจ้าอย่าลีลานักเลย ข้าลุ้นจะแย่อยู่แล้วเชียว” 

    “ก็ได้ ๆ แต่มีข้อแม้ว่านายต้องพาฉันเข้าไปด้วยแค่นั้นแหละ” เธอเลิกแกล้ง  จินฟางแล้วเอ่ยออกมา เพราะดูท่าเจ้าตัวคงลุ้นข้อแม้ของเธอเอามากจริง ๆ ดูสิทำหน้าทำตาเสียตลกเชียว

    “แค่นี้เองเจ้าเอาแต่ลีลาอยู่ได้ ก็ได้ถ้างั้นก็บอกวิธีเข้ามาเร็ว ๆ เข้า” 

    “เจ้าก็แค่ตั้งจิตให้มั่นแล้วคิดว่าอยากเข้าไปในสร้อยมิติก็แค่นั้น ส่วนถ้าจะพาคนอื่นเข้าไปด้วยเจ้าก็แค่คิดว่าจะพาใครเข้าไปแค่นั้นแหละ”

    “ง่ายขนาดนั้นเลย ทำไมก่อนหน้านี้ฉันไม่คิดวิธีแบบนี้ออกมากันนะ” จินฟางบ่นขึ้นมากับตัวเองหลังจากที่ได้ฟังเพื่อนสาวที่ตอนนี้กลายเป็นเด็กอายุสิบปี เอ่ยวิธีที่แสนจะง่ายดายออกมา

    “เดี๋ยว ๆ นายจะทำตรงนี้ได้ยังไง” เพ่ยอิงรีบร้องห้ามขึ้นมาทันทีที่เห็นว่าจินฟางเริ่มตั้งสมาธิแล้วเอามือมากำสร้อยคอเอาไว้

    “อ้าว ทำไมล่ะ” จินฟางถามกลับมาด้วยความสงสัย

    “ตอนนี้เราอยู่หน้าบ้านกันนะ ถ้าเกิดมีคนมาเห็นเข้าเล่าเดี๋ยวเขาจะตกอกตกใจกันหมด” เธออธิบายออกมาให้เพื่อนของเธอฟัง

    “เออจริงด้วย ฉันก็ดีใจจนลืมเรื่องนี้ไปเลย” 

    “เดี๋ยวคืนนี้ประมาณกลางยามห้ายหรือก็ประมาณสี่ทุ่มนั่นแหละนายก็มารอฉันที่ด้านในของโรงเก็บหญ้าลาตรงนั้นก็ได้”

    เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปทางด้านโรงปลูกหญ้าของลา ที่ตอนนี้ได้ขยายให้ใหญ่กว่าเดิมถึงห้าเท่า เพราะมีลาที่ซื้อมาเลี้ยงเพิ่มอีกนับสิบตัว

    ซึ่งลาที่ซื้อมาใหม่นั้น จะใช้เพื่อขนผักจากในแปลงผักไปส่งให้ลานส่งผัก ส่วนเจ้าจิ้งก็จะเป็นลาที่เอาไปขนผักไปขายหรือไปทำธุระในเมือง และสุดท้ายคือเจ้าฉือมันเป็นลาที่พิเศษอยู่สักหน่อย มันไม่ยอมทำงานทำการเหมือนกับลาตัวอื่น ๆ แต่มันจะคอยลากเกวียนให้กับคนในครอบครัวเธอนั่งเท่านั้น อ้อแล้วก็มีเหิงซานด้วยอีกคนหนึ่งที่มันยอมให้ใช้งาน

    “โอเค ๆ”

    “แล้วฉันว่านะเราสองคนก็ควรคุยกันแบบภาษาของคนที่นี่ดีกว่านะ เพราะเดี๋ยวคนที่นี่เขาจะสงสัยเอาได้ นายก็เรียกฉันว่าคุณหนูเหมือนเดิมแล้วกันนะ เข้าใจหรือไม่จินฟางงงง” แล้วเพ่ยอิงก็เอ่ยเรียกชื่อจินฟางออกมาด้วยเสียงลากยาว

    “พอฉันรู้ว่าเธอเป็นใครแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาเหมือนกันนะที่ให้เรียกเธอว่าคุณหนูเนี่ย”

    “มันแปลกยังไงฮะ นี่ข้าเป็นเจ้านายของเจ้านะ” 

    “ไม่แปลกขอรับคุณหนู”

    “ดีมาก” 

    แล้วหลังจากนั้นทั้งสองคนก็นั่งคุยเล่นกันอยู่สักพัก แล้วท่านแม่ที่จัดการทางด้านลานส่งผักเสร็จก็ได้กลับมาที่บ้าน

    แต่ในขณะที่กำลังจะเดินเข้าบ้านนั่นเอง ก็ได้หันมาเห็นลูกสาวที่บอกว่าจะกลับบ้านมาพักตั้งแต่หนึ่งชั่วยามก่อน นั่งคุยอยู่กับจินฟางอยู่ที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ข้างบ้าน

    จากที่เธอเห็นตอนนี้ลูกสาวน่าจะยังไม่ได้เข้าบ้านเลย จึงเดินเข้าไปหา

    “อิงเอ๋อร์เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนไหนเจ้าบอกกับแม่ว่าจะกลับบ้านมาพักอย่างไรเล่า แต่จากที่แม่เห็นเจ้าน่าจะยังไม่ได้เข้าบ้านไปพักใช่หรือไม่” ท่านแม่ที่เดินเข้ามาหาเอ่ยถามขึ้น

    “แหะ ๆ เจ้าค่ะ พอดีข้ามีธุระพูดคุยกับจินฟางนิดหน่อย นี่ข้าก็คุยเสร็จพอดีเลยเจ้าค่ะท่านแม่”

    “ถ้าเช่นนั้นก็เข้าบ้านไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุดแล้วมากินข้าวก่อนค่อยไปพักทีเดียว” 

    “เจ้าค่ะท่านแม่ อย่าลืมที่ข้าบอกไปนะจินฟาง” เมื่อเพ่ยอิงตอบรับท่านแม่จบก็หันมากำชับจินฟางอีกรอบหนึ่ง

    “ขอรับคุณหนู” จากนั้นเพ่ยอิงก็เดินตามท่านแม่เข้าบ้านไป

    หลังจากที่เพ่ยอิงเข้าบ้านมาอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ได้ออกมาทานข้าวร่วมกับครอบครัว

    ซึ่งกับข้าวบนโต๊ะวันนี้ก็มีอยู่ประมาณสี่ห้าอย่าง ทั้งหมดนี้ก็ได้เฟิงจูเป็นคนดูแลและลูกมืออีกสองคนทำขึ้นมา เพราะพวกอาหารพลังวิญญาณเฟิงจูจะเป็นคนควบคุมและดูแลทุกอย่าง ซึ่งสูตรอาหารต่าง ๆ เพ่ยอิงก็ได้เขียนขึ้นมาเป็นหนังสือให้เฟิงจูหนึ่งเล่ม

    “วันนี้ข้าเห็นน้องรองนั่งคุยกับจินฟางอยู่เกือบชั่วยาม อีกทั้งยังใช้ปราณปิดกั้นไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกมาให้คนภายนอกได้ยินอีกด้วย มีเรื่องสำคัญอะไรหรือไม่” พี่ใหญ่เอ่ยถามขึ้นมาหลังจากที่ทุกคนทานข้าวกันเสร็จ

    “ข้าก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนักเจ้าค่ะพี่ใหญ่”

    “สำคัญมากหรือไม่เล่าอิงเอ๋อร์” ท่านพ่อเอ่ยถามขึ้นมา

    “สำคัญมาก ๆ เลยเจ้าค่ะท่านพ่อ สำคัญพอ ๆ กับกำไลมิติของข้าเลยเจ้าค่ะ”

    “สำคัญถึงเพียงนั้นเลยหรือ!!” 

    “เจ้าค่ะ เอาเป็นว่าถ้าหากข้ามั่นใจแล้วข้าจะมาบอกทุกคนนะเจ้าคะ”

    “พ่อว่าถ้าเรื่องมันสำคัญถึงเพียงนั้นเจ้าก็อย่าเอามาบอกเลย ยิ่งมีคนรู้น้อยก็ยิ่งปลอดภัย” 

    “แต่ทุกคนเป็นครอบครัวของข้านะเจ้าคะ”

    “เจ้ายังเด็กนักอิงเอ๋อร์ เจ้าจงจำเอาไว้ให้ดีว่าเรื่องบางเรื่องเจ้าก็ไม่ควรบอกกับใคร เจ้าจะไว้ใจใครไม่ได้แม้แต่คนที่เป็นครอบครัวเดียวกันนอกจากตัวของเจ้าเองเท่านั้น พวกเจ้าสองคนก็ด้วยเข้าใจหรือไม่” ชุนเหอเอ่ยสั่งสอนเพ่ยอิงคนเดียวไม่พอยังหันไปสั่งสอน   ลูก ๆ อีกสองคนด้วย

    “เข้าใจแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” ทั้งสามคนพี่น้องเอ่ยตอบรับท่านพ่อออกมาอย่างพร้อมเพรียง

    จนกระทั่งถึงกลางยามห้าย ตอนนี้เพ่ยอิงได้ส่งคนในครอบครัวเข้าไปภายในกำไลมิติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนตัวเธอเองนั้นก็ได้ออกมาด้านนอกบ้านแล้วเดินไปที่โรงปลูกหญ้าสำหรับให้ลากิน

    เวลานี้ด้านนอกเงียบสงบนักเพราะคนงานทุกคนจะไม่เข้ามารบกวนที่นี่ในเวลานี้แล้วนั่นเอง ส่วนมากก็จะเข้านอนกันหมดแล้ว เพราะพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นกันขึ้นมาตั้งแต่เช้าเพื่อทำงานกันอีก

    เมื่อเพ่ยอิงเดินเข้ามาด้านในโรงปลูกหญ้าก็พบว่าจินฟางได้มารออยู่ก่อนแล้ว

    “เจ้ามารอนานแล้วหรือ” เธอเอ่ยถามออกไป

    “ไม่นานข้าเพิ่งจะมาถึงก่อนเจ้าแค่เพียงครู่เดียวเท่านั้น”        จินฟางเอ่ยตอบกลับมา

    “แล้วคนที่พักอยู่ห้องเดียวกับเจ้าเล่าหลับไปแล้วหรือ”

    “ตอนเย็นข้าได้แอบนำต้นเจี่ยที่เจ้าให้ไปบดใส่น้ำให้เขาดื่มแล้ว ตอนนี้ก็หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย” 

    “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

    ต้นเจี่ยที่เพ่ยอิงให้กับจินฟางไปนั้นเป็นระดับสีน้ำเงินขั้นกลาง มีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับซึ่งสามารถนำไปใช้ได้หลายวิธี เช่น นำลงไปบดแล้วเอามาผสมกับน้ำเปล่าให้ดื่ม นำไปรมควันเพื่อให้ควันลอยไปตามลม และอีกหลายวิธี

    ซึ่งวิธีการเอาน้ำของต้นเจี่ยไปผสมกับน้ำเปล่านเต้น ถ้าผสมลงไปน้อยก็จะไม่รู้สึกถึงรสชาติที่แปลกไป แล้วยิ่งต้นเจี่ยที่มีระดับที่สูงเท่าไรก็จะยิ่งใช้น้อยและให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเท่านั้น

    “เช่นนั้นก็ไปกันเถิดข้าอยากจะเข้าไปด้านในสร้อยมิติของเจ้าจะแย่แล้ว”   เพ่ยอิงเอ่ยเร่งออกไปอย่างตื่นเต้น

    “อืม แต่ว่ามันจะไม่มีปัญหาอะไรแน่หรือในเมื่อเจ้าเองก็สวมกำไลมิติอยู่เช่นกัน” จินฟางเอ่ยถามออกมาอย่างกังวล

    “จริงสิ ข้าก็ลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย” 

    “แล้วจะเอาอย่างไรกันดีล่ะ” จินฟางเอ่ยถามความเห็นของ   เพ่ยอิง

    “ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ลองดูก่อนแล้วกันจะได้หรือไม่ได้ก็ค่อยว่ากันอีกที” 

    เมื่อเพ่ยอิงกล่าวจบ จินฟางก็เริ่มตั้งสมาธิแล้วกำหนดจิตว่าจะเข้าไปด้านในสร้อยมิติ แต่ไม่ทันคิดว่าจะพาเพ่ยอิงเข้ามาด้วยเขาก็หายเข้าไปในสร้อยมิติเสียแล้ว

    ซึ่งจินฟางเองก็ตกใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้วเพราะตอนนี้เขาได้เข้ามาภายในสร้อยมิติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพื้นที่เบื้องหน้าที่เขาเห็นนั้นเป็นทุ่งที่เต็มไปด้วยพืชนานาพันธุ์ที่มีพลังวิญญาณเปล่งแสงเรืองรองระยิบระยับหลากหลายสีสันออกมาให้เห็นละลานตา หากมองไปไกล ๆ ก็ยังมีภูเขาอีกหลายลูก

    จากความทรงจำของจินฟางคนเก่านั้น สมุนไพรวิญญาณที่ท่านพ่อของเขาเคยซื้อหามาให้นั้นราคาแพงเป็นอย่างมาก และบัดนี้มันมาอยู่เบื้องหน้าของเขาเต็มไปหมด ทั้งสมุนไพรหายากต่าง ๆ ที่มีระดับพลังวิญญาณที่สูงอย่างที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน แต่ก็แค่รู้จักและรู้ว่ามีจากหนังสือเท่านั้น

    “นี่มันสวรรค์ชัด ๆ ไม่แปลกที่เพ่ยอิงจะบ่มเพราะพลังปราณได้รวดเร็วขนาดนั้น” จินฟางกล่าวขึ้นมาเมื่อมองเห็นภาพเบื้องหน้า

    “เมื่อสักครู่ไม่ทันได้คิดว่าจะพาเพ่ยอิงเข้ามาด้วย เราก็ดันหายตัวเข้ามาเสียก่อน นี่ถ้าไม่ออกไปรับอีกรอบนะโดนบ่นหูชาแน่” จิน ฟางเอ่ยขึ้นมาพลางนึกไปถึงชาติที่แล้ว

    ตอนนั้นน่าจะอยู่ช่วงมหาวิทยาลัยช่วงปีที่สอง เขากับอิงอิงนัดกันไว้ว่าจะออกไปทานข้าวด้วยกันเพราะไม่ได้เจอกันมาหลายอาทิตย์แล้ว และเธอก็ได้ให้เขาขับรถไปรับเธอด้วยเพราะไหน ๆ ก็เห็นว่าไปที่เดียวกันอยู่แล้ว และเหตุผลอีกอย่างคือเธอขี้เกียจขับรถนั่นเอง แต่วันนั้นเขาดันเลิกเรียนช้าเพราะอาจารย์สอนเกินเวลาไปเป็นชั่วโมง แล้วเขาก็ดันลืมส่งข้อความไปบอกเธอด้วย 

    เมื่อเขาเลิกเรียน ก็รีบขับรถไปหาอิงอิงที่คณะทันที ซึ่งเมื่อไปถึงอิงอิงคนงามก็นั่งรออยู่ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง พอเธอหันมาเห็นเข้าก็โกรธแล้วบ่นเขาเสียยกใหญ่ เพราะเขาให้เธอนั่งรออยู่เกือบสองชั่วโมง โทรหาก็ไม่รับ จะส่งข้อความมาบอกว่าจะมาสายก็ไม่ส่ง

    วันนั้นเขาก็ต้องง้อเธออยู่นานพอสมควรกว่าเธอจะหาย แล้วตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่กล้าที่จะลืมบอกเธอเลยถ้าหากมาตามนัดสายหากติดธุระอะไร เพราะถ้าลืมเขาก็คงจะโดนเธอบ่นจนหูชาเป็นแน่

    ซึ่งจริง ๆ แล้วอิงอิงเธอก็เข้าอกเข้าใจเขาแทบทุกเรื่อง ถ้ามีอะไรก็ขอให้บอกเพราะเธอก็เป็นคนที่มีเหตุผลมากเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่เป็นนิสัยของผู้หญิงเธอก็อาจจะมีขี้บ่นบ้างเป็นธรรมดา

    เขากับเธอสนิทกันมากจนคนคิดว่าเราสองคนเป็นแฟนกันทั้ง ๆ ที่เราก็เป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น และด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทั้งเขาและอิงอิงไม่มีใครกล้ามาจีบเลย 

    ส่วนเขาที่เป็นผู้ชายถามว่าทำไมไม่ไปจีบผู้หญิงคนไหนบ้าง ก็ต้องบอกเลยว่าช่วงแรก ๆ ก็มีบ้างเป็นธรรมดาของผู้ชาย แต่ผู้หญิงพวกนั้นก็มักจะงี่เง่าบอกให้เขาเลิกคบกับอิงอิง เพราะเธอไม่ชอบเวลาที่เขาเอาใจใส่อิงอิงมากเกินไป 

    ซึ่งผู้หญิงทุกคนที่เขาคบก็มักจะไม่ชอบอิงอิงกันทั้งนั้น บางทีเขาก็แคร์อิงอิงมากว่าแฟนเสียอีก ก็เธอเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของเขานี่นา เขาก็เลยตัดปัญหาไม่มีแฟนไปเลยเสียก็สิ้นเรื่อง จะได้ไม่มามีปัญหา

    “เข้ามาได้แล้วตอนออกจะออกยังไงละเนี่ย” 

    จากนั้นเขาก็คิดไปถึงตอนที่เข้ามาในสร้อยมิติ ก็แค่ทำสมาธิแล้วคิดว่าเข้ามาในสร้อย ถ้าอย่างนั้นวิธีออกไปก็น่าจะเหมือน ๆ กัน เมื่อเขาคิดว่าจะออกไปจากสร้อยมิติแล้วปรากฏว่าเขาก็ได้ออกมาด้านนอกจริง ๆ และเขาก็ได้เห็นเพ่ยอิงยังยืนอยู่ที่เดิม

    “พอดีข้าเอาแต่ตกตะลึงกับภาพที่เห็นภายในสร้อยมิติ ข้าจึงออกมาช้า” จินฟางอธิบายออกมาให้เพ่ยอิงฟังหลังจากที่ออกมาจากสร้อยมิติแล้ว

    “อืมไม่เป็นไร แต่เมื่อสักครู่เจ้าไม่ได้คิดว่าจะพาข้าเข้าไปก่อนใช่หรือไม่” 

    “ใช่ ก็ใครจะไปคิดว่าแค่คิดว่าเข้าไปด้านในแล้วจะวาร์ปเข้าไปเลยเช่นนี้”

    “ข้าเองก็ลืมบอกไปว่าให้พาคนอื่นเข้าไปก่อนแล้วเจ้าของก็ค่อยเข้าไปทีหลัง” 

    “ถ้าอย่างนั้นก็มาเริ่มใหม่กันดีกว่า” เมื่อจินฟางกล่าวจบเขาก็เริ่มตั้งสมาธิแล้วคิดว่าจะให้เพ่ยอิงเข้าไปด้านในก่อน

    แต่ผลปรากฏว่าไม่เพียงเพ่ยอิงจะไม่หายเข้าไปภายในสร้อยมิติแล้ว ตัวสร้อยของเขาก็ยังอุ่น ๆ ขึ้นมาด้วย ซึ่งทางกำไลของเพ่ยอิงก็เช่นกัน

    “เอ๊ะ สร้อยของเจ้าเรืองแสงออกมาด้วย แล้วกำไลของข้าก็   อุ่น ๆ ขึ้นมา” เพ่ยอิงกล่าว

    “สร้อยของข้าก็อุ่น ๆ ขึ้นมาเช่นกัน หรือว่ามิติทั้งสองจะไม่สามารถทับซ้อนกันได้” จินฟางกล่าวออกความเห็น

    “แต่ข้าอยากจะเข้าไปเห็นด้านในสร้อยของเจ้านี่นา ว่ามันเหมือนกับของข้าหรือไม่” 

    “เอาอย่างนี้ ข้าจะลองใหม่อีกรอบแต่คราวนี้เราก็ลองจับมือกันไปด้วย”

    “อืม เอาอย่างนั้นก็ได้” 

    แล้วทั้งสองก็ยื่นมือมาจับซึ่งกันและกันจากนั้นจินฟางก็คิดว่าจะให้ทั้งสองคนเข้าไปในสร้อยมิติของเขา

    ซึ่งมันก็บังเอิญกับตอนที่เพ่ยอิงก็คิดว่าอยากจะเข้าไปเห็นด้านในสร้อยมิติเช่นกัน จึงทำให้สร้อยและกำไลทั้งสองเกิดการเรืองแสงที่สว่างจ้าขึ้นมามากกว่าเมื่อสักครู่เป็นไหน ๆ 

    และในตอนนั้นเองก็ได้เกิดประตูสีรุ้งขึ้นมาที่ด้านหน้าของทั้งสองคน ซึ่งประตูนี้จะมีลักษณะเป็นประตูสี่เหลี่ยม ขนาดเท่ากับบานประตู ด้านในของประตูก็เหมือนเป็นม่านบาง ๆ สีรุ้งอยู่

    “เกิดอะไรขึ้นกันละเนี่ย ทำไมถึงมีประตูขึ้นมาได้” เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นมา เพราะเธอไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

    “ถ้าเจ้าไม่รู้แล้วข้าจะรู้หรืออย่างไรเล่า” จินฟางตอบเพ่ยอิงกลับมา

    “นี่เจ้ารู้จักคำว่ากล่าวกับตัวเองหรือไม่”

    “เอาล่ะ ๆ ข้าไม่เถียงเจ้าแล้ว ข้าว่าเราลองเข้าไปด้านในกันดีกว่า” เมื่อจิน ฟางกล่าวจบเพ่ยอิงจึงตอบรับโดยการส่งเสียงออกมาจากลำคอเบา ๆ แล้วทั้งคู่จึงพากันเดินเข้าไปในประตูบานนั้นโดยที่ยังไม่ได้ปล่อยมือออกจากกัน 

    “นี่มัน...” เพ่ยอิงอุทานขึ้นมาด้วยความตกตะลึงกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า

     

    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง ที่คุณอ่าน