“แล้วเขาไม่สนใจเหล่าเด็ก ๆ หน่อยเหรอทำไมฉันเห็นเธอเพียงคนเดียวที่มาดูแลกันละ” “เรื่องนี้เป็นเพราะบาทหลวงที่ประจำการโบสถ์นี้แหละ ท่านบอกว่าต้องช่วยเหล่าสาวกที่ศรัทธาต่อเทพธิดาก่อน พอเหล่านักบวชหรือนักบุญหญิงจะมาดูแลเด็ก ๆ เขาก็บอกว่าเขาดูแลแล้ว ฉันที่เห็นว่ามันผิดปกติก็เลยแวะมาดูก่อนจะพบว่าเหล่าเด็ก ๆ ยังไม่ได้รับการบรรเทาจากธาตุแสงเลย” เคลได้ฟังก็สีหน้าเคร่งเครียดและครุ่นคิดว่าทำไมไอ้บาทหลวงถึงทำเช่นนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่รู้ว่ามันกระทำสิ่งที่แย่มากกว่าเดิมจากปกติ “แล้วธาตุแสงไม่สามารถรักษาให้หายถาวรไม่ได้หรือไง?” “ไม่ได้หรอกธาตุแสงได้แค่บรรเทาการติดพิษกับรักษาพวกอาการบาดเจ็บภายนอก ภายใน ถ้าจะรักษาพิษร้ายแรงจริง ๆ ต้องใช้น้ำมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งต้องใช้พิธีการร่วมเดือน โดยมีนักบวชระดับอาร์คบีชอปเป็นคนดำเนินการ แถมต้องเป็นสถานที่ที่เป็นวิหารไกอาอีกด้วย” มหาวิหารไกอาตั้งอยู่นครศักดิ์สิทธิ์ วิหารตั้งอยู่เมืองหลวง เมืองขนาดใหญ่และเมืองขนาดกลาง ส่วนโบสถ์ไกอาเป็นสิ่งก่อสร้างที่เห็นได้เพียบสามารถพบได้ทุกภาคส่วนในโลกไกอาแห่งนี้ เคลส่ายหัวมันยุ่งยากและเสียเวลามากไป ก่อนเขาจะนึกขึ้นออก “เด็กพวกนี้ได้กินอาหารกันหรือยัง?” “ยังเลยฉันยุ่งกับเด็ก ๆ จนยังไม่มีเวลาทำอาหารเช้าให้เด็กได้ทานกันเลยน่ะ หรือว่าเคลจะเป็นคนลงมือทำให้กันละ” เคลได้ฟังก็ยิ้มมุมปาก “เอาละงั้นฉันจะทำข้าวราดซอสให้กินบอกเลยสุโค่ยเลยละ” “สุโค่ย?” “อ๋ออร่อยนั้นแหละ” เคลกล่าวตอบกลับ หลังจากนั้นเขาก็แวะไปห้องครัว ในห้องครัวไม่มีอะไรมากนัก ตะหลิวกับกระบวย กระทะและหม้อ นอกจากนั้นก็เครื่องปรุงอย่าง เกลือและน้ำตาล ผลไม้แห้งหลากหลายที่ให้รสเปรี้ยวและหวาน ซึ่งที่โลกนี้ใช้วัตถุดิบพวกนี้ในการทำรสชาติของอาหาร “เครื่องปรุงมีจำกัดไปหน่อยนะเนี่ย” และเขาก็หยิบเครื่องปรุงหลากหลายชนิดออกมา ใช่แล้วช่วงเช้าเขาได้แวะไปตลาดมา และเขาก็มีความคิดดี ๆ เกี่ยวกับช่องเก็บของที่มันคล้ายกับไอเทมบล็อค เขาเลยซื้อโต๊ะครัวที่สามารถเก็บเครื่องอุปกรณ์ครัวหลากหลายชนิด เขาจึงซื้อพวกมีดและเครื่องปรุงเข้าลิ้นชักโต๊ะครัว และเขาก็ลองจับโต๊ะและนึกเอาเข้าช่องเก็บของซึ่งมันก็เป็นไปตามที่คิด “แหมคิดถึงจริง ๆ การทำอาหารด้วยตัวเองแบบนี้” น่าเสียดายที่ว่าเครื่องปรุงเหล่านี้ไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับโลกก่อนสักเท่าไหร่ ยังขาดอะไรอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ้วดำและขาว ซอสหอย ซอสถั่วเหลือง เหล้าหวาน พริกไทยดำ กระเทียม และอื่น ๆ อีกมาก แต่ยังดีที่ว่าที่โลกนี้มีคนคิดค้นเกี่ยวกับ ซอสมะเขือเทศและซอสพริกหวานได้ด้วย “โอ้ก็แจ่มไม่น้อยเลยนะ” “ข้าวที่หุงด้วยโพชั่นเพิ่มชีวิต ราดด้วยซอสมะเขือเทศข้น ๆ จากเนื้อสับละเอียดปรุงด้วยเกลือและซอสไวน์รสชาติดีอย่างโพชั่นเพิ่มชีวิต” เคลลูบคางและพลางครุ่นคิด แต่ว่า โพชั่นเพิ่มชีวิตจะต้องใช้ 1 ขวดต่อ 1 คน นี่สิ ซึ่งมันเปลื้องไอเทมเกินไป แต่จะว่าไป มันสามารถใช้ครึ่งขวดต่อ 1 คนได้หรือเปล่านะ? !ติ้ง[ประสิทธิภาพของโพชั่นเพิ่มชีวิตนั่นแม้จะถูกใช้ 50 % ก็มากพอจะล้างอาการติดพิษได้ทั้งหมดเพียงแต่ว่าบาดแผลภายนอกภายในจะถูกรักษาเพียงแค่ครึ่งเดียว] “โอ้มีประโยชน์ดีนี่ระบบ ไม่ได้ถามแต่ตอบให้เลยยังกับรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับฉันอย่างไหงอย่างงั้นแหละนั้นแหละ” [งั้นหลังจากนี้ทางระบบจะไม่ช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้นอีกต่อไป] เคลได้ยินก็หน้าเสียพลันสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นอ้อนวอนอย่างเต็มที “เฮ้ใจเย็น ๆ เป็นฉันปากเสียเองละขอโทษนะ” แม้ว่าจะกล่าวขอโทษไปแล้วแต่ระบบก็ไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับมา หวังเพียงแค่ว่าระบบจะไม่ใส่ใจแล้วคงจะให้อภัยกับเขา.... “เด็กมีประมาณ 100 คนงั้นใช้โพชั่นสัก 50 ขวดกว่า ๆ ละกัน” เคลพึมพำหลังจากนั้นเขาก็เริ่มทำอาหารทันที ........ ผมชื่อ ‘จอห์นนี่ เดป’ ส่วนนามสกุลนั่นน่ะเหรอทิ้งมันไปเถอะ นามสกุลงี่เง่าแบบนั้น ใคร ๆ ก็บอกว่าผมฉลาดตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งมันก็ถูกอย่างที่ควรเป็นนั่นแหละ เพียงแค่ 10 ขวบผมก็เข้าใจอะไรยาก ๆ ได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือการที่ถูกทิ้งจากครอบครัว ใช่ครอบครัวผมเป็นพ่อค้าตกอับ สองพ่อแม่ห่าเหวนั่นก็ไม่ได้เลี้ยงผมอะไรดีนักหรอก เพราะอย่างนั้นทำให้ผมคลุกคลีกับหนังสือเสียส่วนใหญ่จนกลายเป็นเด็กฉลาดแบบนี้ไง และเมื่ออายุครบได้ 10 ปีผมก็ถูกเข้ามาเป็นเด็กกำพร้าของโบสถ์นี้ด้วยเงินของพ่อแม่ เพราะผมได้แอบเห็นพ่อแม่กับบาทหลวงพูดคุยกันในห้องนั่งเล่น พวกเขาไม่ต้องการจะเลี้ยงดูผมอีกต่อไปเพราะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เพราะงั้นแล้วผมจึงรู้ดีว่าบาทหลวงคนนี้ นิสัยแย่แค่ไหน ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ก็ได้อยู่กับเหล่าเด็ก ๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย เพราะว่าเด็กพวกนี้ไม่ค่อยได้รับความรู้อะไรที่เยอะมากนักหรอก วัน ๆ ก็ใช้ทำงานทั่วไปอย่างทำความสะอาด นู่นนี้นั้นตามความสั่งของนักบุญหญิง เมื่อ 7 เดือนก่อนมีนักบุญหญิงนามรูบี้เข้ามาประจำการ นิสัยก็สุดโต่ง เคารพบูชาเทพธิดายิ่งกว่าอะไร เทพธิดาบ้าอะไรถ้ามันมีจริง ผมคงไม่ต้องมาอยู่สภาพนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังดีที่ว่า นักบุญหญิงรูบี้คนนี้ นิสัยเข้ากับเหล่าเด็กได้เป็นอย่างดี ก็เพราะว่าเธอเคยเป็นเด็กกำพร้าของที่นี่เหมือนกันด้วยแหละ จนเมื่ออาทิตย์ก่อนที่ผมได้ติดพิษร้ายแรงจากน้ำดื่มน้ำใช้ ผมกับอีกเด็กคนได้ดื่มเยอะมากทำให้โดนพิษร้ายแรงจนเกินไป อาการตอนนี้มีแต่ทรมานจากการปวดท้องอย่างหนัก ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง แทบขยับอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังดีที่ว่าถูกบรรเทาด้วยพลังเวทมนตร์ของนักบุญหญิงรูบี้คนนี้ ถ้าไม่ได้เธอพวกเราเหล่าเด็กก็คงต้องตายไปก่อนหน้านี้แล้ว เธอได้แต่พร่ำบอกไว้ว่า เทพธิดาไกอาได้รู้ล่วงหน้าจึงได้ส่งเธอมาช่วยพวกเรานี้ไง ก็ถ้าเทพธิดาไกอารู้ล่วงหน้าขนาดนั้น ทำไมถึงไม่จัดการพิษพวกนั้นไปเสียก่อนกันละ ผมได้แต่เฝ้าถามในใจแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้แย้งอะไรออกไป แต่จะว่าไปพิษแบบนี้มันมาจากไหนผมเองก็ไม่ทราบเลยด้วยซ้ำ น้ำที่ใช้เองก็มาจากบ่อน้ำ ที่อยู่ข้างหลังบ้านพัก ทุกเดือนพวกเราเหล่าเด็กกำพร้านับร้อยจะไปช่วยกันตักน้ำจากแม่น้ำสายเล็กที่ไหลผ่ากลางเมือง เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นเดือนอยู่ตลอด จากที่ผมคิดนะ ว่ายาพิษพวกนี้ต้องเป็นบาทหลวงคนนั้นแน่นอน เป็นคนเดียวที่ผมไม่ไว้อย่างถึงที่สุดเลยเชียวละ ถึงจะรู้แบบนั้นผมก็ไม่ได้ใครไป แม้กระทั่งเด็กพวกนี้ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองโดนยาพิษเพราะบาทหลวง ผมละหน่ายใจจริง ๆ เมื่อเช้านี้ก็มีชายผมเขียวคนนึงได้เปิดประตูเข้ามา และเหล่าเด็กทั้งหลายก็ต่างตะโกนชื่อของเขาด้วยความดีใจ เขาเป็นใครกันผมเองก็ไม่รู้ด้วยสิ แต่ว่าเมื่อได้ฟังไปเรื่อย ๆ ก็พอเข้าใจว่า ชายคนนี้ก็เป็นเด็กกำพร้าของโบสถ์นี้เหมือนกันและเขามักจะมาที่นี่ทุกปี มาคอยช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่แปลกนักที่ผมจะไม่รู้จักเพราะเพิ่งเข้ามาได้เกือบปีเท่านั้น มันน่าสงสัยไม่ใช่น้อยเลยสำหรับชายคนนี้ ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้กังวลอะไรกับเด็ก ๆ ที่ติดพิษเลยสักนิดเหมือนว่าเขาสามารถแก้ไขในสถานการณ์นี้ได้อย่างไหงอย่างงั้นเลยละ ผมหวังว่าจะเป็นแบบนั้นแหละนะ หลังจากนั้นผมก็พักสายตาหลับไป รู้ตัวอีกทีผมก็ฟื้นขึ้นมาเพราะกลิ่นหอม ๆ ของอาหาร เมื่อลืมตาตื่นก็พบกับชายคนนั้น ชายผมเขียวที่กำลังถือจานข้าวที่มีซอสแดงข้นน่าทาน น่าจะเป็นเพราะผมกับเด็กอีกคนได้รับพิษเยอะเกินไปจนไม่สามารถพยุงร่างกายขึ้นมารับประทานเองได้จึงต้องให้เขาช่วยเหลือ ซึ่งก็คิดถูกเพราะเด็กอีกคนก็มีนักบุญหญิงรูบี้นั่งอยู่ข้างเตียงเช่นกัน ผมหิวมากอยากจะกินเดี๋ยวนี้เลยแต่ก็ถูกเบรกโดยนักบุญหญิงรูบี้ที่ว่าต้องอธิษฐานถึงเทพธิดาไกอาเสียก่อน.... บ้าบอสิ้นดีที่คิดว่า การอวรพรคำพูดอย่าง อาหารมื้อนี้จะเป็นยาวิเศษที่เทพธิดาไกอาเสกให้หายจากการติดพิษเมื่อได้ทานมันลงไป ผมได้แต่ส่ายหัวและจ้องมองไปชายผมเขียวคนนั้นที่ยิ้มอย่างมีเลศนัยบางอย่างเขากล่าวบางอย่างกับผมว่า กินเข้าไปเส่! เจ้านี้น่ะสามารถรักษาอาการติดพิษของนายจนหายเหมือนไม่เคยเป็นเลยนะ!! เป็นคำพูดที่น่าสงสัยสิ้นดีจริง... ผมได้แต่เลิกคิ้วและอยากจะแย้งคำพูดออกไป แต่เพียงแค่ผมอ้าปาก เขาก็ป้อนอาหารเข้าปากผมเสียแล้ว ทันใดนั้นผมก็รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ รสชาติมันอะไรกัน มันอร่อยอย่างมาก! ผมอยากจะกินอีกเพียงแต่ว่าอยู่ดี ๆ ผมก็เด้งหลังขึ้นมานั่งได้เฉยเลย ผมหายดีแล้ว?...เอ๋ ******************