“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทำอะไรอยู่หรือขอรับ” เฮ่อเฟิงเฉิงตะโกนก่อนที่ตัวเขาจะวิ่งเข้ามาถึงห้องครัวเสียอีก ซึ่งภาพนี้เป็นภาพที่ชินตาของทุกคน “พวกท่านกำลังทำของอร่อยอยู่ใช่หรือไม่ ดีเหลือเกิน ข้ากำลังหิวอยู่พอดี”
“ระวัง!” กู้หยูม่านรีบเดินมากันลูกชายไว้ “ระวังหน่อยสิ หม้อใบนี้มันร้อนมากเลยนะ”
“กลิ่นหอมมากเลย” เฮ่อเฟิงหมิงจมูกเพื่อดมกลิ่นอาหาร “ท่านแม่ ท่านทำของอร่อยอะไรให้เรากินหรือขอรับ”
“เมื่อเช้าพวกเจ้าไปเก็บบรอกโคลีกับแครอท แล้วยังบอกให้แม่เอามาทำเป็นมื้อกลางวันให้พวกเจ้ากินไม่ใช่หรือ” กู้หยูม่านยิ้มให้ลูกชาย “เที่ยงนี้แม่จะทำเส้นใหญ่ราดหน้าหมูหมัก แล้วก็จะใส่ผักที่พวกเจ้าเก็บมาลงไปด้วย”
เวลานี้พืชผักที่อยู่ในสวนโตขึ้นมากแล้ว โดยเฉพาะผักที่ยังไม่มีในยุคนี้อย่างแครอท บรอกโคลี มะเขือเทศ และหน่อไม้ฝรั่งที่เด็กๆ จะให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ดังนั้นในทุกเช้า เด็กชายทั้งสี่คนจะต้องไปสำรวจที่แปลงผักเพื่อจะได้เก็บผักแปลกใหม่มาให้ท่านแม่ทำเป็นอาหารให้กิน และวันนี้แครอทกับบรอกโคลีก็โตพอจะเก็บมากินได้พอดี
“เช่นนั้นถั่วเขียวที่ข้าเอามาก็ใช้ไม่ได้น่ะสิ” มู่หรงซิ่วทำเสียงอ่อย “ท่านยายรองจงอุตส่าห์ให้ถั่วเขียวข้ามา ข้านึกว่าท่านป้าจะเอามาทำอาหารได้เสียอีก”
“ใครบอกว่าถั่วเขียวของเจ้าใช้ไม่ได้ ตอนนี้ถั่วเขียวของเจ้ากลายเป็นขนมแสนอร่อยแล้วนั่นไง” กู้หยูม่านลูบศีรษะเด็กชายก่อนจะชี้ไปที่ถาดขนม
“ท่านป้าอย่าหลอกข้าเลย” มู่หรงซิ่วย่นจมูก “ในถาดนั้นมีแต่ผักเต็มไปหมด ท่านยังหลอกข้าว่าเป็นขนมอีก”
“ท่านแม่ ทำไมผักที่อยู่ในถาดถึงเล็กเช่นนี้ขอรับ ข้าเห็นตอนที่มันยังอยู่บนต้น มันลูกใหญ่กว่านี้มาก” กู้เฟิงหมิงชี้ไปที่มะเขือม่วงลูกเล็ก “มะเขือม่วงที่อยู่บนต้นลูกใหญ่เกือบเท่าก้อนหินแล้ว แต่พอมาอยู่ในถาด ทำไมมันถึงเล็กอย่างนี้เล่า”
“นั่นสิ มันเล็กมาก หรือว่ามันจะเป็นลูกผักตัวน้อย เหมือนลูกไก่ตัวน้อยที่เพิ่งออกจากไข่” เฮ่อเฟิงเฉิงบอก
“พวกนี้ไม่ใช่ผัก แต่เป็นขนมที่เรียกว่าลูกชุบ มันทำมาจากถั่วเขียวกวนกับกะทิ น้ำตาล แล้วก็เกลือ” เฮ่อเฟิงอวี่ที่นั่งปั้นถั่วกวนอยู่กับบิดา เขาจึงอธิบาย “ท่านแม่สอนให้ข้ากับท่านพ่อปั้นถั่วกวนให้เป็นรูปผักเล็กๆ ก่อนที่ท่านแม่จะใส่สีแล้วก็เคลือบด้วยวุ้น”
“ขนมนี้ทำจากถั่วเขียวจริงหรือขอรับ” มู่หรงซิ่วดีใจที่ถั่วเขียวที่ตนนำมาสามารถเอามาทำเป็นขนมอร่อยได้ แต่เมื่อมองเห็นขนมที่เป็นรูปพริก เขาถึงกับขมวดคิ้ว “แต่ข้าจำได้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าพริก ท่านพ่อเคยหลอกให้ข้ากิน มันเผ็ดจนน้ำตาไหล พี่เฟิงอวี่...ท่านคงไม่ได้หลอกข้าหรอกนะ”
“ซีซวน เจ้ามานี่” เฮ่อหลานจวินเรียกว่าที่น้องเขย “เจ้ามาลองกินพริกเม็ดนี้ให้ลูกชายเจ้าดู”
“เอาเลยท่านพ่อ คราวก่อนท่านหลอกให้ข้ากัดพริกเม็ดใหญ่ คราวนี้ท่านต้องลองกินพริกเม็ดนี้ให้ข้าดูบ้าง” มู่หรงซิ่วผลักบิดา
“พี่เขย ท่านจะใจร้ายกับข้าจริงหรือ” มู่หรงซีซวนถามอย่างหวั่นๆ แม้เขาจะชอบกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะผัดกะเพราฝีมือพี่สะใภ้ แต่บอกให้เขามากินพริกสดเม็ดใหญ่เช่นนี้ เขาจะรับไหวได้อย่างไร
“มันคือขนมหวานจริงๆ เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ” เฮ่อหลานจวินถาม
“ไม่เชื่อ” มู่หรงซีซวนตอบ
มู่หรงซิ่วเห็นท่าทางของบิดาก็เบ้ปาก “ท่านอย่าคิดว่าท่านลุงเป็นเหมือนท่านสิ ท่านลุงไม่โกหกหรอกน่า”
“พริกสีแดงสดขนาดนี้ มองอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นขนม” มู่หรงซีซวนมองลูกชายตาเขียว “แน่จริงเจ้าก็กินเองสิ”
มู่หรงซิ่วเชิดหน้า “ข้าไม่แน่จริง ท่านกินเองเถอะ”
“อาซิ่ว ท่านพ่อของเจ้าไม่เห็นจะเก่งเลย” เฮ่อเฟิงเฉิงหยิบพริกในถาดขึ้นมา “ในเมื่อพี่ใหญ่บอกว่ามันเป็นขนม เช่นนั้นมันก็ต้องเป็นขนม ข้าจะกินมันเอง”
เฮ่อเฟิงเฉิงโยนลูกชุบเข้าปากอย่างกล้าหาญ “หืม...อร่อยมาก ขนมชิ้นนี้ทั้งหอมทั้งหวาน อร่อยมากจริงๆ”
“พี่เฟิงเฉิง ท่านไม่ได้โกหกข้านะ” มู่หรงซิ่วถาม
“ข้าไม่ใช่ท่านพ่อของเจ้านะที่จะหลอกให้ลูกชายตัวเองกินพริก” เฮ่อเฟิงเฉิงหยิบมะเขือม่วงให้น้องชาย “ถ้าไม่เชื่อเจ้าลองกินมะเขือม่วงดูก็ได้”
มู่หรงซิ่วรับมะเขือม่วงลูกเล็กมากิน “อร่อยจริงๆ ด้วย!”
“อร่อยจริงหรือ?” มู่หรงซีซวนถามอย่างสงสัย
“อร่อยจริงๆ” เฮ่อหลานจวินยื่นพริกเม็ดสีแดงให้ “อย่าได้แพ้เด็กห้าขวบ เจ้าลองกินดู”
มู่หรงซีซวนโยนพริกเข้าปาก แต่เมื่อเขาเคี้ยวพริกด้วยความมั่นใจ เขาก็พ่นมันออกมาทันที “เฮ่อหลานจวิน! เจ้าโกหกข้า!”
เฮ่อหลานจวินหัวเราะเสียงดัง พริกกับมะเขือม่วงที่เขาเอาให้เด็กๆ กินมันคือลูกชุบ แต่พริกที่เขาเอาให้มู่หรงซีซวนกินมันคือของจริง “อาซิ่ว เจ้าโกรธที่เขาหลอกให้เจ้ากินพริกไม่ใช่หรือ ลุงเอาคืนให้เจ้าแล้ว”
“ขอบคุณขอรับท่านลุง” มู่หรงซิ่วมองบิดา “ท่านก็ถูกคนอื่นแกล้งเป็นเหมือนกันนี่นา ข้าอยากให้เสด็จย่าทวดมาเห็นท่านตอนนี้เหลือเกิน”
มู่หรงซีซวนลืมความเผ็ดไปในทันที เขารีบวิ่งมาปิดปากลูกชาย “เจ้าอย่าได้พูดคำต้องห้ามนั้นขึ้นมาเชียว เจ้าอยากใช้ชีวิตอยู่กับเสียงบ่นของนางไปตลอดหรือไร”
“ข้าเป็นเด็กดี เสด็จย่าทวดไม่มีทางบ่นข้าแน่นอน มีแต่ท่านนั่นล่ะที่ชอบทำให้เสด็จย่าทวดบ่น”
“ข้าบอกว่าอย่าพูด ประเดี๋ยวเสด็จย่าทวดของเจ้าก็มาอยู่ที่นี่จริงๆ หรอก” มู่หรงซีซวนยังพยายามใช้มือปิดปากลูกชาย
“ข้ามาอยู่ที่นี่แล้วจะทำไม” ฮูหยินชราเดินเข้ามาอย่างถือวิสาสะ “เจ้าจะไม่ต้อนรับเสด็จย่าของเจ้ารึ”
มู่หรงซีซวนได้ยินเสียงที่คุ้นเคยถึงกับตัวแข็ง “ไม่จริงน่า หูข้าคงฝาดไปแล้วแน่ๆ”
“เสด็จย่าทวด! ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” มู่หรงซิ่ววิ่งไปกอดหญิงชราอย่างเอาใจ
“เจ้าเด็กปากหวาน” หญิงชราใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเด็กชายเบาๆ “คิดถึงแต่ไม่มาเยี่ยมข้าสักครั้งเลยนี่นะ ข้ายังจะเชื่อคำพูดเจ้าได้อยู่หรือ”
“ก็ท่านพ่อน่ะสิ ข้าบอกว่าข้าคิดถึงท่าน ข้าอยากไปหาท่าน แต่เขาก็เอาแต่อ้างว่างานยุ่ง” มู่หรงซิ่วย่นจมูกใส่บิดา “บ้านก็สร้างเสร็จไปตั้งนานแล้ว ข้ายังไม่เห็นว่าเขาจะยุ่งเรื่องอะไรเลย”
มู่หรงซีซวนได้ยินคำพูดของลูกชายก็อยากจะหาไม้เรียวมาตีก้นเจ้าลูกชายตัวดีให้หนักๆ สักที แต่ติดที่เสด็จย่าทวดรักเหลนชายคนนี้มากน่ะสิ
“ถวายคำนับไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ” เฮ่อหลานจวินทำความเคารพ
“ข้าได้ยินว่าก่อนที่เจ้าจะไปสอบจอหงวน เจ้าล้มป่วยไปเสียก่อน เป็นอย่างไรบ้าง อาการดีขึ้นหรือยัง” ฮูหยินผู้เฒ่าถาม เมื่อครั้งที่เฮ่อหลานจวินยังเด็กก็มักจะไปวิ่งเล่นกับองค์ชายสามมู่หรงซีซวนและมักจะไปขอขนมจากพระนางกินเป็นประจำ พระนางจึงมองเขาไม่ต่างจากหลานชายแท้ๆ
“ขอบพระทัยไทเฮา อาการป่วยของกระหม่อมใกล้จะหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ไทเฮาอะไรกัน เรียกข้าว่าท่านย่าเหมือนกับที่ซีซวนเรียกเถอะ” ฮูหยินชราบอกอย่างใจดี
“ท่านพ่อ ท่านย่าคนงามเป็นผู้ใดหรือขอรับ” เฮ่อเฟิงเฉิงเดินมากอดขาบิดาแล้วถาม
“พี่เฟิงเฉิง นางคือท่านย่าทวดของข้าเอง” มู่หรงซิ่วตอบ
ไทเฮามองเด็กชายฝาแฝดทั้งสามแล้วยิ้ม “นี่คือลูกชายของเจ้ารึ พวกเขาเหมือนเจ้าตอนเด็กมากทีเดียว”
“เฟิงอวี่ เฟิงหมิง เฟิงเฉิง ทักทายท่านย่าทวดสิ”
“คารวะท่านย่าทวดขอรับ!” เด็กชายฝาแฝดทั้งสามพูดขึ้นพร้อมกัน
“ท่านย่า ไม่ใช่ว่าท่านต้องไปถือศีลอยู่ที่วัดหรือขอรับ” มู่หรงซีซวนชอบเรียกเสด็จย่าของเขาด้วยคำสามัญแบบนี้ที่สุด
“ข้าจะไปอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แบบนั้นได้อย่างไร กินเนื้อก็ไม่ได้ ตื่นสายก็ไม่ได้ ถ้าขืนเสด็จพ่อของเจ้าส่งข้าไปอยู่ที่นั่นจริงๆ ข้าจะสั่งปลดแล้วให้เจ้าใหญ่ขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนเขาเลย” ฮูหยินผู้เฒ่ามองหลานชายตาขวาง “เจ้าก็คิดเหมือนกันกับข้าไม่ใช่รึ ไม่เช่นนั้นจะหนีจากวังหลวงแสนวุ่นวายมาอยู่ในชนบทห่างไกลนี้ได้อย่างไร”
“หนีมาอะไรกันขอรับ ข้าออกมาช่วยเสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่รองทำงานต่างหาก” มู่หรงซีซวนยกมือขึ้นลูบจมูก จากนั้นเขาก็ถามต่อ “ว่าแต่ท่านย่ามาที่นี่ได้อย่างไรขอรับ”
“ข้ามากับเถ้าแก่อวิ๋น” ฮูหยินผู้เฒ่าชี้ไปที่เถ้าแก่อวิ๋น “เขาบอกว่าเจ้าของสวนแห่งนี้ทำอาหารอร่อย ข้าก็เลยจะมาจ้างนางไปเป็นแม่ครัว”
เถ้าแก่อวิ๋นที่ยืนฟังบทสนทนาของทุกคนอยู่ เมื่อคิดทบทวนคำพูดเหล่านั้นให้ดี ‘แม่เจ้า! หญิงชราคือไทเฮาของแคว้นเลยหรือนี่’
“เถ้าแก่อวิ๋น เจ้ายังยืนนิ่งอยู่ทำไม เจ้าของสวนที่เจ้าพูดถึงอยู่ที่ใด เรียกนางออกมาพบข้าทีสิ” ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกเถ้าแก่อวิ๋น
เถ้าแก่อวิ๋นได้ยินเสียงเรียกถึงกับตัวสั่น ก่อนหน้านี้ที่รู้ว่านางเป็นฮูหยินผู้เฒ่าผู้เอาใจยาก เขาก็ไม่กล้ามีปากมีเสียงกับนางแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อรู้สถานะที่แท้จริงว่านางเป็นถึงไทเฮา เขายังจะกล้าสนทนาอะไรกับนางอีก
กู้หยูม่านทักทายเถ้าแก่อวิ๋น “เถ้าแก่อวิ๋นมาเยี่ยมเพราะอยากชมสวนของข้าหรือเจ้าคะ”
“เอ่อ...ใช่ ข้า...ข้าอยากมาชมสวนผักและสวนผลไม้ของเจ้า” เถ้าแก่อวิ๋นตอบอย่างตะกุกตะกัก ในเมื่อสถานะของทุกคนในที่นี้ดูไม่ธรรมดา แล้วสถานะของแม่นางกู้จะธรรมดาไปได้อย่างไร เขาแทบไม่กล้าพูดจาเป็นกันเองกันนางแล้ว
“เถ้าแก่อวิ๋น แม่หนูผู้นี้น่ะรึคือเจ้าของสวนผักที่เจ้าพูดถึง” ฮูหยินผู้เฒ่าถาม
“ขอ...ขอรับ นางเป็นเจ้าของสวนผัก แล้วนางยังเป็นคนที่ทำอาหารส่งไปให้ท่านทุกวันด้วยขอรับ” เถ้าแก่อวิ๋นรีบบอก
“อ้อ...ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ สนใจไปเป็นแม่ครัวให้ข้าหรือไม่”
“ทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกท่านย่า แม่นางผู้นี้คือกู้หยูม่าน นางเป็นภรรยาของหลานจวิน นางจะไปเป็นแม่ครัวให้ท่านได้อย่างไรกัน” มู่หรงซีซวนพูดขึ้น
ฮูหยินผู้เฒ่ามองกู้หยูม่านตาเป็นประกาย “ที่แท้ก็หลานสะใภ้นี่เอง ไม่ไปเป็นแม่ครัวก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวย่าจะย้ายบ้านมาอยู่กับเจ้าที่นี่เลยก็แล้วกัน”
มู่หรงซีซวนถึงกับกุมขมับ มีใครไม่รู้บ้างว่าท่านย่าเป็นนักกินตัวยง อีกทั้งยังเรื่องมากกับรสชาติอาหารเป็นที่สุด สงสัยคงติดใจในรสมือของกู้หยูม่านเข้าแล้ว แต่ถ้าเสด็จย่าย้ายมาอยู่ที่นี่ เสด็จย่าก็ต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านของเขาน่ะสิ
“ท่านย่าทวด ท่านย้ายมาอยู่ที่บ้านข้าก็ได้นะ ท่านพ่อสร้างบ้านใหม่หลังใหญ่มาก ข้ากับท่านพ่อใช้นอนแค่สองห้อง ส่วนห้องที่เหลือ ท่านย่ากับเถียนมามาเลือกพักได้ตามใจชอบเลยขอรับ” มู่หรงซิ่วรีบบอก
มู่หรงซีซวนหรี่ตามองลูกชายอย่างไม่พอใจ แม้จะรู้ว่าลูกชายชอบที่จะอยู่กับเสด็จย่า แต่เขาไม่อยากนี่ เสด็จย่าชอบมาแย่งของอร่อยกับเขา ต่อไปนี้หากพี่สะใภ้ทำของอร่อยมา ส่วนแบ่งของเขาจะไม่ถูกเสด็จย่าแย่งไปหมดหรือ
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจหลานชาย แต่หันไปสั่งคนสนิท “เถียนมามา เจ้าพาคนกลับไปเก็บของของข้ามาให้หมด ตั้งแต่วันนี้ข้าจะย้ายมาอยู่กับซีซวนและเหลนรักของข้า”
“ได้เลยเจ้าค่ะ บ่าวจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง จะไม่ยอมทิ้งของไว้ที่บ้านหลังนั้นแม้แต่อย่างเดียวเลยเจ้าค่ะ” เถียนมามารับคำแล้วรีบเดินออกไปขึ้นรถม้า
“หลานสะใภ้ เจ้ามาใกล้ๆ ย่าหน่อยสิ” ฮูหยินผู้เฒ่ากวักมือเรียกกู้หยูม่าน “ต่อไปย่าคงต้องรบกวนเจ้าแล้วนะ”
มู่หรงซีซวนที่รู้ว่าเสด็จย่าต้องย้ายมาอยู่กับตนแน่แล้ว เขายิ้มกว้างให้เสด็จย่า “ท่านย่า ในเมื่อท่านจะย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่ท่านจะทำตัวว่างงานเหมือนตอนอยู่วังหลวงไม่ได้นะขอรับ”
“ทำไม เจ้าอยากใช้งานข้าอย่างนั้นรึ”
“จะเรียกว่าใช้งานได้อย่างไรขอรับ” มู่หรงซีซวนยิ้มกว้างกว่าเดิม “สวนของพี่สะใภ้กว้างขวางแต่ยังขาดคนช่วยงาน หากเราไม่ช่วยแล้วนางจะมีเวลามาทำของอร่อยให้เรากินได้อย่างไร ท่านย่า...ท่านทนเห็นพี่สะใภ้ทำงานหนักแล้วยังต้องมาเหน็ดเหนื่อยทำอาหารให้เรากินได้จริงหรือขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองไปรอบๆ ตั้งใจจะบอกว่านางแก่แล้ว กำลังวังชาที่มีก็ไม่ต่างจากเด็ก แต่เมื่อนางเห็นฝาแฝดทั้งสามและเหลนชายตัวน้อยอย่างมู่หรงซิ่วที่ช่วยกันล้างผัก เรียงฟืน กวาดพื้น ทั้งยังช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร นางกลืนคำพูดทั้งหมดลงไปทันที
“ว่าอย่างไรขอรับ ท่านย่าจะช่วยพี่สะใภ้ทำงานหรือเปล่า” มู่หรงซีซวนยิ้มกวน
“ช่วยสิ ข้าจะช่วยหลานสะใภ้ทำงานเอง” ฮูหยินผู้เฒ่ามองมู่หรงซีซวนอย่างคาดโทษ ‘เหอะ...เจ้าหลานชายตัวดี ข้าช่วยม่านม่านทำงานก็ได้ แต่เมื่อตอนอยู่บ้าน เจ้านั่นล่ะที่ต้องมาปรนนิบัติข้า’