ท้าวฟ้าฟื้นจำเป็นต้องคืนสู่ศรีจนาศะ เพื่อปรับโครงสร้างการปกครอง
รูปแบบประชาธิปไตย ตามที่วาดไว้ในอุดมการณ์
จึงโยกย้ายขึ้นหลังช้าง รับสถานะเจ้าครองอาณาจักร
ก็ยังต้องเจอกับบรรดาต่อต้านหัวเก่า ซึ่งอยากท้าทายระบบ
พิธีปราบดาภิเษกจัดขึ้น ตามขั้นตอนถูกต้องธรรมเนียม
ผ่านมาสามเดือน มวลข้าราชการร้อนใจกับความเฉื่อยชา
ของราชาที่อัญเชิญมาเป็นประมุข ท้าวฟ้าฟื้นปล่อยให้เวลาว่างเปล่า
หันมามอบความสำคัญกับเทวีรจนา ช่วงระยะเพิ่งวิวาห์กัน
พลอยก่อคำครหา อันสิ่งชักช้าควรแก้ไข ยังไม่ทันไปถึงไหน
ท้าวคำสอนตัวตั้งตัวตี ในนามคณะขุนนาง จึงเข้าหาถึงตำหนัก ปราสาทหลวง
“ถวายควมสิเว้า พ่ะย่ะค่ะ”
เจอหน้าคำแรกคือ พูดให้อยากเริ่มเปิดประชุมเกี่ยวกับภารกิจมวลที่ต้องสะสาง
“ถ่าจักคราว อีกบ่ได่บ้อ”
ถ้อยคำของท้าวฟ้าฟื้น เชิงขอยืดช่วงความละเลยออกไป
ด้วยเพราะรู้อยู่ว่าเผชิญกับอะไร จึงย่อมไม่ผลีผลาม
“เบิ่งทรง สิบ่เดือดฮ้อนหยังเลยน้อ พ่ะย่ะค่ะ”
ประโยคจากท้าวคำสอน กึ่งถามลักษณะประชดประชัน
“เอ้า บ่ดีซัมเบาะ พอได่คึดเบิ่งอนาคตของแต่ละคน”
จึงย้อนตรงจุดในการให้เวลา จัดระเบียบตัวเองของข้าราชบริพาร
เหล่าจะอยู่หรือจะไปในยามนี้ ล้วนแสดงความเคลื่อนไหว
ดุจใช้ธรรมชาติตัดสิน เลือกจำนวนผู้สมัครใจ และฝ่ายลาขาดกัน
“ข้าพระบาท กะว่าโดนโพด คั่นสิถ่าให้อีหยังเข้าฮอยตามวางไว้”
ราชการค้ำราชสำนัก มีอยู่ไม่กี่คนเป็นตัวหลัก ท้าวคำสอนคือหนึ่งในนั้น
อันพระนางจามรเทวี ให้มีบทบาทดูสมน้ำสมเนื้อกับท้าวอุดม ช่วงเข้ามาสอดส่องก้าวก่าย
ในส่วนท้าวแสนชัย ตอนเจ้าพระยารณชัย ยกทัพไปปราบกบฏผู้มีบุญ
ก็เป็นเพียงกองหนุน แรกถึงกับไม่เห็นด้วยในการนี้
ท้ายแล้วต้องทำตามความประสงค์ เนื่องขัดขืนไม่ได้
สำหรับท้าวคำสอน ภายใต้จิตสำนึกยังดี ห่วงบ้านเมืองมาก่อนตัวเสมอ
แม้จะเหมือนโดนลดหลั่นชั้นอำนาจ หากก็ไม่เคยถอดใจทิ้งคณะเดิม กลุ่มบริหารตั้งแต่สมัยองค์เสอสรวง
จวบจนถึงบัดนี้ ท้าวแสนชัยกับท้าวคำสอน ยืนยันจะรับใช้ภายใต้อาณาจักรศรีจนาศะ
ข้อดีของคนเก่าแก่ถือว่ายังพอมี ส่วนท้าวโกษา เกรงตัวเองโดนลงโทษสักวัน
ในข้อหายักยอก จึงยอมออกจากราชการไปใช้ชีวิตบั้นปลาย เลือกเป็นชาวบ้านธรรมดา
“จังซั่น กะสิเฮ็ดคึท่านว่า”
ด่านซึ่งท้าวฟ้าฟื้นทดสอบความผิดชอบ ชั่ว ดี กระทั่งแน่ใจใครคือผู้อยู่เฉยไม่ได้
“ป่ะ! บาดหนิเฮา”
ลุกขึ้นกระฉับกระเฉง เอ่ยชวนท้าวคำสอนด้วยกิริยาอมยิ้มน้อย ๆ
ที่มานึกว่าจะคล้ายเป็นการบังคับ สลับกันท้าวฟ้าฟื้น ขยับกระตือรือร้น
“ฮ่วย! ถ่ากระหม่อมแหน่”
เป็นท้าวคำสอน เร่งเดินตามหลังผู้นำ ชนิดแทบวิ่ง
หรือจริง ๆ แล้ว ท้าวฟ้าฟื้นกำลังใช้สมองคัดกรองบริวาร
ช่วยขุดสันดานให้เชื่อมั่นศรัทธา มากกว่าความที่ใครอยู่นานกว่ากัน
...“จังได๋ แป เว้ามาดู๊”
กระทู้ในที่ประชุม ท้าวฟ้าฟื้นถามกับสหาย ผู้ติดสอยห้อยตามตลอด
“ซัมนี่ เพิ่มคนสา พ่ะย่ะค่ะ”
บักแปมองบรรดาที่ยังหลงเหลือ นับเป็นบุคคลได้ จำนวนหายไปเกินครึ่ง มันจึงเสนอ
“เอาเป็น ผู้ได๋ สิฮับเวียกนี่หล่ะ?”
ผลัดเปลี่ยนศกใหม่ เหมือนกับวัดศักยภาพท้าวฟ้าฟื้นเช่นกัน เอ่ยถามกับมวลองค์ประชุม
“ข้าพเจ้าเอง พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงขานรับจากท้าวคำสอน และเป็นจังหวะเดียวกันกับบักสิม
ทั้งสองพร้อมสนองงานนี้ จึงเห็นทีต้องแจกจ่ายหน้าที่ตามถนัด
“ท้าวคำสอน คัดสรร จากนั่นบักสิมเป็นผู้อบรม”
ต่างได้รับมอบหมาย ท้าวฟ้าฟื้นหาบทสรุปตรงกลาง
โดยคงอาศัยให้รุ่นใหม่เรียนรู้งานบางอย่างจากรุ่นเก่า
...ระยะนี้เชียงยืนสห ท้าวเทศพ่อตาเป็นผู้ดูแลแทนท้าวฟ้าฟื้นลูกเขย
เลยกังวลอยู่บ้าง เกรงจะทำได้ไม่ดีพอ อาศัยกำลังใจจากคนรอบข้าง
สร้างแรงกระตุ้น ให้ปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่น
แต่ในวันหนึ่งก็ต้องเจอกับตัวปัญหาจนได้ ปรากฏมีผู้ประสงค์แสดงเจตจำนง
อยากครองเชียงยืนสห ชายเพิ่งสึกใหม่พรรษาแค่สามเณร
*บักเซียงเมี่ยง มายืนเรียบร้องความเป็นธรรม
อันกรณีที่ท้าวเทศส่งจดหมายเร็วถึงลูกเขย เพื่อขอคำปรึกษา
ซึ่งในวาทะบักเซียงเมี่ยง มันขอท้าประลองภูมิปัญญา ใครชนะควรได้เป็นเจ้าอาณาเขต
ทางท้าวฟ้าฟื้น เลยส่งบักแปมาเพื่อต่อกร ขนาดที่ว่าท้าวเทศเองแทบไม่อยากเชื่อ
ถ้าเกิดสูญเสียเชียงยืนสห ท้าวฟ้าฟื้นจะทำเช่นไร
ในวันเจอหน้ากัน ระหว่างบักแปกับบักเซียงเมี่ยง
และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ปัญญาบักแปแพ้ตั้งแต่ข้อแรกที่โดนถาม
ความฉลาดไม่มีใครเกินบักเซียงเมี่ยง สัญญาต้องเป็นสัญญา
คราบักเซียงเมี่ยงสมใจ ได้นั่งในตำแหน่งสูงสุด
ดุจชีวิตพลิกผัน มันสนุกกับสิ่งไม่เคยได้รับ ปรับตัวให้สมเป็นผู้นำ
ตื่นมา ข้าว ปลา เครื่องเสวยมาตั้ง แต่ยังไม่ได้ทันกิน ก็มีงานมาจ่อหน้า
หันหาจะใช้สอยใคร ช่างยากเย็นเพราะต่างตีตัวออกห่าง
บุคคล เช่น บักเซียงเมี่ยง มีไหวพริบเป็นเลิศ
ขาดตรงคณะมวลเคียงข้าง เพราะความฉลาดแกมโกงของมัน
ทำให้ขยาดหาใครเข้าใกล้ยาก จึงเหนื่อยอยู่คนเดียว หัวหมุนวุ่นตัวเป็นเกลียว
บทมันจะถอดใจ ยังใช้ปัญญาลงจากหน้าที่ โดยเซียงเมี่ยงบอกไว้ ต่อไปมันอยากครองแอ่งโคราช
ห่อผ้า เอาสมบัติพอติดตัว เดินทางตามลำพัง ออกจากเชียงยืนสห
นับแต่นั้น ไม่มีผู้ใดเห็นเซียงเมี่ยงอีกเลย แถวอาณาจักร
คงเป็นเพียงแค่คำโอ้อวดเท่านั้น เนื่องเซียงเมี่ยงรู้ดีแล้ว
ว่าการมีปัญญาก็ใช่จะทำงานใหญ่ได้ ถ้าไร้สหาย กลุ่มก้อนสนับสนุน
สู้พเนจรเร่ร่อนไปเรื่อย ใช้สมองหากินได้คล่อง
วิถีซึ่งถูกจริตมัน อันสบายใจกว่าเป็นผู้ปกครองเชียงยืนสห.
*บักเซียงเมี่ยง หรือตัวละครเอกในนิทานพื้นบ้านของไทย ภาคอีสาน และลาว
มีลักษณะเทียบเท่ากับ “ศรีธนญชัย” ของภาคกลาง
เป็นคนฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์ ไหวพริบดี ชอบใช้ปัญญาเอาคืนผู้มีอำนาจ หรือกลั่นแกล้งคนอื่น
คำว่า “เซียง” หมายถึง ผู้ชายที่เคยบวชเป็นสามเณรมาก่อนแล้วสึกออกมา
ส่วน “เมี่ยง” เป็นชื่อของตัวละครเอก ซึ่งแต่งขึ้นมาจากจินตนาการของชาวบ้าน
สามารถหาอ่านเรื่องราวแบบเต็ม ๆ เพิ่มเติมได้ทางบทความ เซียงเมี่ยง นิทานพื้นบ้านวัฒนธรรมร่วมอาเซียน ของเว็บไซต์ IsanGate
...ขออนุญาตนำตัวละครนี้ มาเชื่อมโยงเพื่อประกอบเรื่อง ในเชิงอรรถรสเท่านั้น
ต้องขออภัย และโปรดใช้วิจารณญาณ เนื่องไม่เจตนาด้อยค่าบุคลิกเซียงเมี่ยง แต่อย่างใด
เพราะเซียงเมี่ยง ถือเป็นเรื่องเล่า นิทานพื้นบ้าน
ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า วรรณกรรมเก่าแก่ไม่ควรถูกลืมเลือน
จึงนำมาผูกเรียบเรียง ถ่ายทอดผ่านงานเขียนเรื่อง เชียงยืนฟื้นฮัก.
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)