ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 80 การเจรจาสำเร็จ

            ในที่สุด จีหยูยี่ก็ทนดูละครลิงแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว

            ที่ปรึกษาหลินผู้นี้นี่ตอนปกติดูสุขุมลุ่มลึกแต่พอพูดถึงเรื่องเงินเมื่อไหร่ มันเจ้าเล่ห์กว่าตัวนางเสียอีก

            “พอได้แล้วล่ะ คุณชายหลิน ประมุขจ้าวหยูยี่เข้าใจความหมายของพวกท่านแล้ว สรุปแล้วพวกเราต้องทำอย่างไรพวกท่านถึงจะยอมมอบพิมพ์เขียวทั้งสามฉบับนี้ให้กับพวกเรา?”

            ฟึบ

            หลินหยางและจ้าวเหวินชางกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตนสีหน้ากลับมาสงบนิ่งเป็นปกติ

            “ประมุขจ้าว ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า?”

            “ที่ปรึกษาหลิน ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ท่านเป็นคนตัดสินใจเถอะ”

            “ได้!” หลินหยางเหมือนจะมีคำตอบในใจอยู่ก่อนแล้วแววตาเขาเป็นประกายเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ พลันมองไปทางหยูยี่

            “ที่จริงแล้วเงื่อนไขของพวกเรานั้นง่ายมากพวกเราก็แค่อยากจะเป็นหุ้นส่วนกับกลุ่มพันธมิตรใต้หล้าในการทำธุรกิจชุดเกราะวิญญาณชุดนี้...ตระกูลจ้าวจะเป็นผู้ถือสิทธิในการเป็นเจ้าของชุดเกราะชิ้นนี้และจะขอส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากการขายชุดเกราะนี้สองส่วน แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วล่ะนะ”

            ฟู่

            เถ้าแก่อีกสามคนถึงกับถอนหายใจเย็นๆ ออกมาเฮือกใหญ่

            สมาคมการค้าตระกูลจ้าวนี่มันจะโลภเกินไปหน่อยแล้วกระมัง

            ถึงกับคิดจะเป็นหุ้นส่วนกับพวกเราเลยหรือ?

            กำไรสองส่วนอย่างต่ำที่สุดเลยก็น่าจะมีมูลค่าประมาณหลักล้านล้านชั่งเลยนะ เจ้าพวกนี้มันไม่กลัวท้องแตกตายหรืออย่างไร?

            หยูยี่เมื่อได้ฟังเงื่อนไขแล้วก็แอบหน้าเสียนิดๆ “เงื่อนไขที่คุณชายหลินเสนอมามันมากเกินไปหน่อยเกรงว่าหยูยี่คงจะตัดสินใจเองไม่ได้ ถ้าอย่างไร ให้พวกเรากลับไปปรึกษากับเถ้าแก่ใหญ่คนอื่นๆก่อน...”

            “เหอะที่แท้ท่านก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินใจนี่เอง!” หลินหยางลุกพรวดขึ้นอีกครั้ง“ถ้าอย่างนั้นก็รีบบอกสิ เสียเวลาข้าจริงๆ ไปเถอะ ประมุขจ้าวพวกเราขึ้นไปหาตระกูลซ่างกวันที่อยู่ข้างบนนั่นกันดีกว่าหรือไม่ก็แขกที่พักอยู่ในห้องรับรองหมายเลขหนึ่งนั่นก็ได้ไม่แน่ฝ่ายนั้นอาจจะคุยกันง่ายกว่า”

            เจ้าบ้าเอ๊ย!

            พอได้ยินประโยคนี้เข้าไป พวกเถ้าแก่อย่างลู่ชิงเฟิงถึงกับหัวเสียทันที

            หึหึ...

            หลินหยางคิดในใจว่า คิดจะใช้แผนยื้อเวลากับคนอย่างข้าหรือยังอ่อนหัดอยู่นะ

            ตั้งแต่ที่ตระกูลเวินฝ่าฟันวิกฤตครั้งใหญ่มาได้แล้วนั้น หลินหยางก็ค้นพบว่าทักษะด้านการจี้จุดอ่อนของผู้อื่นนั้นเริ่มโดดเด่นขึ้นมาให้เห็นแล้ว

            เอ้ย ไม่สิ ต้องเรียกว่าตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดต่างหาก

            เขาอุตส่าห์ได้พบกับผู้มีอิทธิพลใหญ่อย่างเถ้าแก่ระดับห้าดาวของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าโดยบังเอิญแบบนี้แล้วแถมเขายังเป็นฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่าด้วยถ้าไม่รีบตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดไว้ละก็มันจะเป็นการไม่ให้เกียรติใบหน้ารูปไข่อันงดงามของหยูยี่ได้

            เขาไม่ได้สนใจในสิ่งที่เรียกว่าเงินไปนานแล้ว

            สิ่งที่เขาต้องการคือพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าต่างหาก

            อย่างที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้ ในท้ายที่สุดแล้ว อย่างไรเขาก็ต้องออกไปจากภพมนุษย์นี้อยู่ดีดังนั้นก่อนที่เขาจะจากไปเขาต้องการจะทำให้ตระกูลเวินและอาณาจักรชูอวิ๋นก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดของโลกใบนี้ให้ได้ก่อนรวมถึงจ้าวเหวินชางที่แสดงละครลิงได้ดีใช้ได้ผู้นี้ด้วย

            ก่อนหน้านี้เขาได้ให้คำมั่นสัญญากับสหายตัวอ้วนผู้นี้ไว้แล้วว่าเขาจะช่วยทำให้ตระกูลจ้าวกลายเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ให้เอง

            ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ อย่างไรก็ต้องมีเรื่องบาดหมางกับฐานอำนาจเก่าที่มีอยู่ก่อนแล้วในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ยกตัวอย่างเช่นพวกตระกูลซ่างกวันที่พวกเขาเพิ่งไปเหยียบเท้าเข้าในงานประมูลมาเป็นต้นที่เขาต้องการร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้า ก็เพราะต้องการรักษาความปลอดภัยให้กับตระกูลจ้าวด้วยนั่นเอง

            ดังนั้นเงื่อนไขข้อนี้ จะต้องทำให้อีกฝ่ายยอมตกลงให้ได้

            หยูยี่ที่เห็นอีกฝ่ายยืดตัวยืนขึ้น เตรียมจะเดินออกไปแล้วนั้นสีหน้าของนางก็ดูสับสนอยู่ไม่น้อย

            ในที่สุดนางก็โบกมือทีหนึ่ง พร้อมกับกัดฟันพูดว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกันคุณชายหลินข้าน้อยขอเป็นตัวแทนกลุ่มพันธมิตรในการรับเรื่องการร่วมมือกันเอาไว้ก่อนแต่รายละเอียดเกี่ยวกับการร่วมมือกันนั้นโปรดให้เวลาพวกเรากลับไปร่างรายละเอียดออกมาให้เสร็จก่อนอย่างนี้ได้ไหมคะ?”

            นางต่อให้ได้มากที่สุดแค่นี้แล้ว

            หลินหยางรีบหันกลับไปทางจ้าวเหวินชาง จากนั้นก็กะพริบตาเป็นสัญลักษณ์ว่า; ประมาณนี้น่าจะพอแล้วกระมัง

            จ้าวเหวินชางนั้นดีใจจนตัวแทบจะลอยขึ้นฟ้าไปอยู่แล้วตอนนี้เขาจึงต้องพยายามกลั้นยิ้ม ปั้นหน้าเข้มไว้สุดชีวิตแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราสมาคมการค้าตระกูลจ้าวจะให้เวลาพวกท่านสามวันในการตัดสินใจก็แล้วกัน”

            ฮ่าฮ่า

            โคตรสุดยอดไปเลย

            ข้า จ้าวเหวินชางถึงกับสามารถต่อรองกับกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าได้แบบนี้

            ท่านพ่อ ท่านปู่ พวกท่านที่อยู่ในปรภพถ้าได้รู้เรื่องนี้เข้าละก็คงจะต้องยิ้มแฉ่งออกมากันแน่ๆ!!

            จีหยูยี่ขบริมฝีปากสีแดงเข้มของตัวเองพร้อมกับกับพูดว่า “ได้ อย่างนั้นวันนี้เราพอแค่นี้...”

            “เดี๋ยวก่อน!” หลินหยางเอ่ยปากขัดขึ้นอีกครั้ง

            “คุณชายหลินต้องการอะไรอีกหรือคะ?” เหล่าเถ้าแก่ล้วนจับจ้องมาที่เขา

            “เรื่องร่วมมือก็ส่วนร่วมมือ แต่ไอ้ทองคำพันล้านที่บอกมาก่อนหน้านั่นน่ะจะยังให้อยู่รึเปล่า?”

            บ้าเอ๊ย!

            ไอ้เวรนี่มันยังจำเรื่องนั้นได้อยู่อีกรึ!

            หลินหยางพูดเองเออเองว่า “อย่างไรนั่นมันก็เป็นของที่พวกเราคิดค้นขึ้นเองถ้าจะขอเก็บค่าลิขสิทธิ์นิดๆ หน่อยๆ คงไม่เกินไปหรอกมั้ง...”

            จีหยูยี่เหมือนจะได้ยินเสียงกัดฟันของเหล่าเถ้าแก่ที่ยืนอยู่ด้านหลังนางแล้ว“แบบนั้นมันไม่มากเกินไปหน่อยหรือคะคุณชายหลิน”

            “เอาเถอะ ไม่ให้ก็ไม่ให้...” หลินหยางยังทำท่าทางเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเอาเปรียบอย่างหนักอยู่

            จ้าวเหวินชางที่อยู่ข้างๆ นั้น รู้สึกนับถือยกย่องหลินหยางจนแทบจะก้มลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้นแล้ว

            “อ้อ ใช่แล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง” อยู่ๆ หลินหยางก็พูดโพร่งขึ้นมาอีกครั้ง

            โอ้ย... ยังไม่หมดอีกหรือนี่!

            เหล่าเถ้าแก่ของหอฟ้าสมุทรรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังคุยอยู่กับปีศาจตัวน้อยเลยไม่มีการเจรจาครั้งไหนที่มันอึดอัดขนาดนี้มาก่อน

            “นั่นน่ะ... พวกวัตถุดิบที่ข้าจองเอาไว้ก่อนหน้านี้นี่รีบๆ หาให้ครบเร็วๆ หน่อย ข้ากำลังรอใช้อยู่!”

            ลู่ชิงเฟิงรีบออกมารับช่วงต่อ “วางใจเถอะคุณชายหลิน พวกเราจะต้องรีบจัดหาให้ในเวลาที่สั้นที่สุด จากนั้นจะรีบส่งไปให้ถึงที่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวเลย”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ขอรบกวนทุกท่านด้วยพวกเราคงไม่พูดอะไรเยอะไปกว่านี้แล้ว ลาละ”

            ที่พูดมาทั้งหมดนั่นมันยังเยอะไม่พอหรืออย่างไร!!

            หลังจากนั้นกลุ่มพันธมิตรใต้หล้าก็ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการส่งแขกกลับไปเร็วที่สุดโดยส่งให้พวกหลินหยางขึ้นรถจากทางด้านประตูหลังกลับไป

            การเจรจาธุรกิจครั้งนี้มันช่างน่าปวดหัวเหลือเกิน...

            แต่ในตอนที่พวกของลู่ชิงเฟิงและกวันสีกำลังออกไปส่งพวกหลินหยางอยู่นั้น

            “คิคิ...” หยูยี่แย้มยิ้มออกมาพร้อมกับพึมพำคนเดียวด้วยน้ำเสียงอันหวานหยดย้อยว่า“ตอนแรกก็กะจะหาวิธีที่จะจับตัวเอาไว้พร้อมกับพวกตระกูลจ้าวสักหน่อยแต่ไม่คิดเลยว่าจะมาหาถึงที่เองแบบนี้”

            ในดวงตาอันงดงามน่าหลงใหลนั่นราวกับมีเงาร่างของหลินหยางปรากฏอยู่นางแลบลิ้นสีแดงออกมาเลียริมฝีปากของนางเบาๆ อย่างเย้ายวนราวกับพยัคฆ์ตัวเมียที่ค้นพบเหยื่อแล้ว

            “ข้าจะจับตาดูเจ้าตลอดแล้วนะ หลินอี้...”

            ..................................

            บนรถที่อยู่ระหว่างทางกลับบ้าน

            จ้าวเหวินชางกำลังคุกเข่าหวังจะก้มลงไปกราบที่แทบเท้าของหลินหยาง

            “พี่หลินบุญคุณอันใหญ่หลวงที่ท่านมีต่อตระกูลจ้าว เหวินชางผู้นี้จะไม่มีวันลืมเลย!”

            แน่นอนว่าหลินหยางต้องไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายกราบอยู่แล้ว

            พลังงานอ่อนๆ สายหนึ่งแวบเข้าไปดึงให้เจ้าอ้วนจ้าวลุกขึ้นยืนจากนั้นหลินหยางก็มองไปที่เขาอย่างเรียบเฉย

            “ช่วงที่ผ่านมาเจ้าเองก็ค่อนข้างจะตั้งใจทำงานดีอยู่ดังนั้นสิ่งที่ข้าเคยพูดไว้ ข้าย่อมต้องทำให้ตามสัญญาอยู่แล้ว”

            เขาเคยบอกไว้ว่าจะช่วยให้ตระกูลจ้าวรุ่งโรจน์เรืองรองขึ้นมาซึ่งเวลาเพิ่งผ่านมาแค่เดือนเดียว เขาก็สามารถทำสำเร็จไปเกินครึ่งทางแล้ว

            จ้าวเหวินชางนั้นรู้สึกนับถือในเบื้องลึกของจิตใจเลย

            เขาไม่ได้นับถือแค่เรื่องที่หลินหยางมีสมบัติล้ำค่ามากมายเก็บซ่อนอยู่อย่างเดียวเท่านั้นเขายังนับถือหลินหยางที่สามารถรับมือและต่อกรกับเหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายได้อย่างเด็ดขาดและหมดจดอีกด้วย

            แม้แต่เถ้าแก่ระดับห้าดาวของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้ายังถูกปั่นหัวจนต้องฝืนยิ้มเวลาส่งแขกเลย ถ้าเปลี่ยนเป็นเขาละก็ต่อให้ถือไพ่แบบเดียวกันเป๊ะๆ ก็คงไม่มีทางทำได้อย่างหลินหยางแน่นอน

            ในตอนที่เจ้าอ้วนนั่นกำลังซาบซึ้งอยู่นั้น

            อยู่ๆ หลินหยางก็ควักเอาของอย่างหนึ่งออกมาจากถุงฟ้าดินที่เพิ่งได้มาจากหอฟ้าสมุทร

            มันคือสร้อยเส้นหนึ่งที่เกิดจากการนำไข่มุกสีน้ำเงินมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันพอหยิบออกมาก็มีแสงสีน้ำเงินส่องสว่างไปทั่วคันรถ

            “สวี่เหยา อันนี้ข้าให้เจ้า”

            อยู่ๆ หลินหยางก็ยื่นไปให้สวี่เหยา

            “คุณชายหลิน!”

            สวี่เหยาตกใจจนน้ำตาคลอเบ้า

            ที่แท้ในใจของคุณชายหลินยังพอมีที่ว่างสำหรับนางอยู่บ้าง...

            ที่แท้คุณชายหลินเองก็พอจะรับรู้ถึงความรู้สึกที่ตัวนางนั้นมีต่อเขาถึงขนาดยอมควักเงินกว่าพันล้านเพื่อซื้อของขวัญให้นางเลยอย่างนั้นหรือ?

            มีความสุขจัง...

            ดีใจมากๆ เลย...

            หัวใจของสวี่เหยานั้นเต้นแรงจนเหมือนมันกำลังจะหลุดออกมาข้างนอกแล้ว

            หั่วเอ๋อร์ที่มองอยู่ข้างๆ ถึงกับอดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นมาว่า

            “ไอ้เวรหลินอี้น้อย เพื่อจะจีบสาวคนหนึ่งถึงกับยอมทุ่มเงินขนาดนี้เลยเรอะ! มีของข้าด้วยไหมนี่!”

            หลินหยางยิ้มออกมาเบาๆ โดยที่เมินเจ้านกบ้านี่ไป

            เขาไม่เคยขี้งกกับสวี่เหยาอยู่แล้ว

            เขาไม่จำเป็นต้องสนใจด้วยซ้ำว่าของขวัญชิ้นนี้มันจะแฝงความรู้สึกอะไรไว้รึเปล่าเขาแค่อยากจะบอกกับสวี่เหยาตอนนี้ว่า

            ถ้าตามข้าหลินหยางผู้นี้แล้วละก็ข้าจะไม่ทำให้เจ้ารู้สึกผิดหวังแน่นอน

            ภายในรถม้าตอนนี้จึงเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นและคราบน้ำตาของทั้งสวี่เหยาและจ้าวเหวินชาง

            หลังจากที่กลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลจ้าวแล้ว หลินหยางก็พักผ่อนก่อนครู่หนึ่งหลังจากนั้นเขาก็พาตัวเองกลับเข้าไปในห้องการช่างอีกครั้ง

            จากนั้นก็เริ่มตรวจสอบของที่ได้มาจากการประมูลในวันนี้

            เริ่มจากไข่มุกสีน้ำเงินเม็ดหนึ่ง

            ก่อนที่หลินหยางจะมอบสร้อยเส้นนั้นให้สวี่เหยาไปเขาได้แอบปลดไข่มุกออกมาหนึ่งเม็ด

            มันไม่ใช่แค่ไข่มุกธรรมดา

            ตอนที่หลินหยางเห็นครั้งแรกเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่แอบซ่อนอยู่ในเม็ดไข่มุกลูกนี้

            เขาหยิบเอาไข่มุกเม็ดนั้นมาวางไว้ตรงนั้นจากนั้นก็เร่งพลังเนตรเพลิงสุพรรณขึ้นมาเพื่อตรวจสอบจากนั้นเขาก็เหมือนกับเห็นภาพของโลกอีกใบหนึ่งที่แตกต่างจากปกติอย่างสิ้นเชิง

            เป็นภาพของเกาะที่ลอยอยู่บนกลางทะเลอันกว้างใหญ่และไร้ก้นบึ้ง

            รอบเกาะแห่งนี้มีลมพัดอย่างหนักหน่วงท่ามกลางผืนน้ำสีดำที่ไร้ก้นบึ้งและมีเกลียวคลื่นแห่งความตายโหมกระหน่ำสาดซัดอยู่ตลอดเวลาบนท้องฟ้าก็มีก้อนเมฆที่เต็มไปด้วยประกายสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมายังเบื้องล่างตลอดเวลาด้วยเสียงอันดังราวกับมังกรอัสนีที่แผดเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว

            ขนาดเป็นแค่ภาพที่มองผ่านลูกไข่มุกเท่านั้นแต่หลินหยางกลับสามารถสัมผัสได้ถึงความโหดร้ายและความน่าสะพรึงกลัวของสถานที่แห่งนั้นยอดฝีมือทั่วๆ ไปถ้าเข้าไปในที่แบบนั้น เกรงว่าคงอยู่รอดได้แค่ไม่กี่นาทีจากนั้นก็คงสลายหายไปกลายเป็นฝุ่นผงอยู่ในเกาะแห่งนั้น

            “ใช่จริงๆ ด้วย นี่มัน ‘มุกทะลุโลกา’ ”

            ในความทรงจำของหลินหยางนั้นมีของแบบนี้อยู่เหมือนกันมีลักษณะคล้ายกับประตูทะลุมิติที่สามารถใช้เปิดเส้นทางไปยังส่วนไหนของโลกนี้ก็ได้

            ที่หลินหยางซื้อของชิ้นนี้ไว้ก็เพื่อที่จะใช้เตรียมตัวก่อนเดินทางออกจากทวีปชี่อู่

            แต่เขาไม่คิดว่าโลกที่เชื่อมอยู่กับไข่มุกเม็ดนี้มันจะมีสภาพโหดร้ายป่าเถื่อนขนาดนั้นสำหรับหลินหยางในตอนนี้แล้ว เขายังไม่สามารถเข้าไปในที่แห่งนั้นได้

            และสิ่งที่อยู่เหนือการคาดการณ์ของหลินหยางมากที่สุดก็คือไข่มุกทะลุโลกาเม็ดนี้เป็นเหยื่อล่อของพันธมิตรใต้หล้าที่ใช้หลอกล่อค้นหาตัวยอดฝีมือที่แข็งแกร่งพอจะสัมผัสได้ถึงพลังสุดพิสดารที่แฝงอยู่ในไข่มุกเม็ดนี้ได้

            เพราะอย่างนี้เอง หลินหยางเลยตกเป็นเป้าหมายของเถ้าแก่ระดับดาวม่วงจีหยูยี่คนนั้นไปแล้ว

            ไข่มุกเม็ดนี้คงต้องเก็บไว้ศึกษามันทีหลัง

            พอเก็บไข่มุกนี่ลงไปแล้วหลินหยางก็หยิบเอาของที่สำคัญที่สุดที่ได้มาจากการประมูลครั้งนี้อย่างค้อนสะเทือนขุนเขา

            ค้อนมือเดียวอันนี้มีน้ำหนักค่อนข้างมาก อย่างต่ำๆ ก็น่าจะหนักประมาณห้าพันกว่าชั่งแล้วแต่ถ้าไม่ใช่ค้อนที่มีน้ำหนักมากขนาดนี้ก็ไม่สามารถทุบวัตถุดิบระดับสี่ดาวเหล่านั้นเพื่อขึ้นรูปได้

            หากมีค้อนอันนี้อยู่ในมือละก็ทักษะด้านการช่างของหลินหยางจะเพิ่มขึ้นไปอีกระดับแต่ที่หลินหยางยอมหักหน้าสองตระกูลใหญ่เพื่อแย่งเอาค้อนอันนี้มานั้นไม่ใช่เพื่อยกระดับทักษะการช่างของตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            ค้อนอันนี้มันยังมีความลับอีกหนึ่งอย่างซ่อนอยู่

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน