ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 36 สถานการณ์ผิดปกตินอกเมือง
ตระกูลที่ตามหลังตระกูลพีไรซ์มาติดๆ ก็คือตระกูลบีเวอร์
ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลพีไรซ์และตระกูลบีเวอร์ค่อนข้างเป็นกลาง ไม่ได้มีความแค้นเคืองต่อกัน แต่ก็ไม่ได้มีธุรกิจใดที่ทำร่วมกันเช่นกัน นับว่าเป็นความสัมพันธ์ห่างๆ รู้จักกันอย่างผิวเผินเท่านั้น
หลังจากนั้นก็มีตัวแทนจากอีกหลายตระกูลเข้ามาในห้องประชุม รวมถึงตระกูลบัตส์และตระกูลเจเวลเลอร์
ครั้งแรกที่หัวหน้าตระกูลบัตส์เดินเข้ามา มันจับจ้องมองมาที่มาคัสเป็นอันดับแรก สายตาบ่งบอกถึงจิตสังหารอันรุนแรงจนมาคัสที่นั่งอยู่เฉยๆ ยังรู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้นมองสวนกลับไป
ทั้งสองฟาดฟันสายตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่การาวิโต้หัวหน้าตระกูลบัตส์จะละสายตาหันไปทักทายเจ้าเมืองและตระกูลอื่นๆ ที่มาถึงก่อนหน้า
จากนั้นมันและผู้ติดตามก็เลือกนั่งโต๊ะฝั่งตรงกันข้ามกับตระกูลพีไรซ์ เหลือบมองมาคัสและคาคัสด้วยสายตาดูถูกก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา
มาคัสเองก็ไม่ค่อยพอใจคนตรงหน้าเท่าไหร่นัก แต่ในเมื่อเป็นที่สาธารณะเขาก็เลือกที่จะเก็บความขุ่นเคืองไว้ภายใน เรื่องราวระหว่างสองตระกูลควรจะสะสางทีหลัง
ส่วนคนจากตระกูลเจเวลเลอร์ หลังจากที่มาถึงก็เดินเข้ามานั่งด้านข้างตระกูลพีไรซ์ทันที เขาทักทายมาคัสและคาคัสด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ทิวาสวัสดิ์สหายมาคัส โอ้คาคัส เจ้าเองก็มาในวันนี้ด้วยหรือ?” อัลลิท หัวหน้าตระกูลเจเวลเลอร์กล่าวเสียงนุ่ม ทักทายคนทั้งคู่อย่างมีไมตรี
ที่จริงแล้วตระกูลพีไรซ์และตระกูลเจเวลเลอร์นั้นมีสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านาน มาคัสและอัลลิทเองก็เป็นสหายที่คุ้นเคยกันดี น่าเสียดายที่ดันมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนซึ่งคาคัสเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
จนป่านนี้ตัวต้นเรื่องอย่างไอด้าก็ยังไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเลยสักครั้ง ไหนจะเรื่องที่สมาชิกตระกูลคนอื่นคอยส่งเสริมการกระทำไร้ยางอายของนาง เพียงแค่คิดคาคัสก็อดฉุนไม่ได้
“ทิวาสวัสดิ์อัลลิท” มาคัสเผยรอยยิ้มเล็กๆ พยักหน้าให้กับอีกฝ่าย
“ใช่ขอรับ ยินดีที่ได้พบท่านลุงอัลลิท” ใบหน้าของคาคัสเฉยเมย แต่ก็ยังตอบรับอีกฝ่ายเพื่อรักษามารยาท
นั่นเป็นประโยคเดียวที่อัลลิทกับคาคัสได้พูดคุยกัน อัลลัทที่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายไม่อยากคุยกับตนเท่าไหร่ก็พูดคุยกับมาคัสแทน แต่เรื่องที่คุยก็เป็นเพียงเรื่องผิวเผินเท่านั้นเนื่องด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลไม่ได้เป็นเหมือนเก่าอีกแล้ว
หลังจากพูดคุยกันได้ไม่นาน ขุมกำลังสุดท้ายก็เดินทางมาถึง
ร่างอวบอั๋นในชุดแดงเดินเข้ามาภายใน ผิวขาวเหลืองผ่องเจิดจ้าจนทุกคนต้องละความสนใจจากสิ่งตรงหน้าแล้วหันมามอง
ดวงตาสวยคมราวกับเหยี่ยวที่จ้องจะตะครุบเหยื่อกวาดมองไปทั่วทั้งห้อง เธอเป็นหญิงสาววัยกลางคนผู้ทรงเสน่ห์ แม้อายุจะล่วงเลยเข้าวัยสี่สิบสี่ปีแต่ก็ไม่อาจลดความเย้ายวนของหญิงตรงหน้าลงไปได้เลย
เซสิลีน ตัวแทนสมาคมการค้าประจำภูมิภาค C-48 เธอเป็นผู้ควบคุมดูแลและจัดระเบียบกลุ่มการค้าในเขตเมืองขนาดเล็กละแวกใกล้เคียงไปจนถึงเมืองขนาดกลาง C-48
หญิงคนนี้เป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจระดับสูงไม่แพ้เจ้าเมืองปากัสและหัวหน้าสาขาสมาคมนักล่า เพียงแต่พื้นที่ในการดูแลของเธอนั้นใหญ่กว่า ที่เธอสามารถมาในวันนี้ได้ก็เพราะกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเมืองปากัสพอดี จึงเลือกเข้าประชุมด้วยตัวเองโดยมีแอนวาส พ่อค้าอ้วนเป็นผู้ติดตามและคอยประสานงาน
เซสิลีนก้าวเดินอย่างมั่นใจไปนั่งที่ตำแหน่งด้านขวาของตระกูลพีไรซ์ที่ยังว่างอยู่ แอนวาสเองก็เดินตามมาด้วยเช่นกัน แต่เหมือนว่าจะโดนรัศมีอันโดดเด่นของเซสิลีนบดบังจนหมด
แอนวาสพ่อค้าอ้วนที่เดินมานั่งข้างๆ ก็ยิ้มแห้งๆ จับมือทักทายคนจากตระกูลพีไรซ์เล็กน้อยก่อนจะนั่งลง
เจ้าเมืองปากัสมองหญิงงามที่เดินเข้ามาก่อนจะพยักหน้าทักทาย ฝั่งเซสิลีนก็ทักทายกลับไปเช่นกัน เมื่อทุกคนในห้องประชุมกลับสู่ความสงบ ฮาน เจ้าเมืองปากัสก็เริ่มพูดทันที
“เอาล่ะ ข้าคิดว่าพวกเราทุกคนคงมากันครบแล้ว ข้าจะพูดเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อมก็แล้วกัน”
“ที่ข้าเรียกพวกท่านมาในวันนั้นเพราะมีเรื่องที่ต้องเตือนให้ทุกคนเฝ้าระวังและขอความช่วยเหลือ ป่าทางทิศตะวันตกของเมืองในช่วงนี้ผิดปกติอย่างมาก เมื่อปีก่อนมีรายงานเรื่องชาวเมืองถูกสัตว์อสูรทำร้ายแค่ 4 ครั้งเท่านั้น แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ข้าได้รับรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่า 9 ครั้ง”
สมาชิกภายในห้องประชุมรับฟังคำพูดของเจ้าเมืองปากัสอย่างตั้งใจ บางคนเริ่มขมวดคิ้วกับสิ่งที่ได้ยิน บางคนก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร
“นี่มากกว่าปีก่อนทั้งปีถึงเท่าตัว สถานการณ์แถวชายป่าเริ่มไม่ปกติ ยังไม่นับรวมข้อมูลที่ได้มาจากสมาคมนักล่าและสมาคมการค้า ท่านเปโร่ สมาคมของท่านได้ข้อมูลมาว่าอย่างไรบ้าง” ฮานหันไปพยักหน้าให้กับเปโร่ที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“มีอเวกสังกัดสมาคมนักล่าภายในเมืองปากัสรายงานเข้ามาหลายฉบับว่าภายในป่าทางทิศตะวันตกมีสัตว์อสูรดุร้ายหลุดเข้ามาในเขตปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมมาก เดินเข้าป่าเพียงหนึ่งกิโลเมตรก็เริ่มพบเจอสัตว์อสูรระดับสองแล้ว” เปโร่ลุกขึ้นยืน เท้าแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะแล้วพูดต่อ
“ข้าคิดว่าสถานการณ์เริ่มไม่น่าไว้วางใจ หากสัตว์อสูรดุร้ายย้ายที่อยู่มาบริเวณชายป่า ข้าเกรงว่าเมืองของเราจะไม่ปลอดภัย”
คำพูดของเปโร่ส่งไปถึงผู้ร่วมประชุมทุกคน หลายๆ คนเริ่มรับรู้ถึงปัญหาที่ตนกำลังเผชิญอยู่บ้างแล้ว
“แล้วทางสมาคมการค้ามีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง” ฮานที่เห็นว่าเปโร่พูดจบแล้วจึงผายมือไปทางเซสิลีน เป็นเชิงว่าให้อีกฝ่ายพูดต่อได้เลย
“ทางฝั่งของข้า......” หญิงในชุดแดงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปากอวบอิ่มของนางค่อยๆ ขยับช้าๆ ดึงดูดความสนใจของทุกผู้ทุกคนภายในห้อง
“มีรายงานจากกลุ่มพ่อค้านับสิบกลุ่มที่พูดถึงการโดนโจมตีระหว่างเคลื่อนที่เลียบชายป่าฝั่งตะวันตก ยิ่งกว่านั้น เมื่อเย็นวานก็มีกลุ่มพ่อค้าที่รายงานว่าถูกโจมตีในระหว่างอยู่ในพื้นที่รกร้างระหว่างเมืองปากัสกับป่าทิศตะวันตกด้วย นั่นเป็นเหตุให้ข้าเดินทางมายังเมืองปากัสในวันนี้และได้รับคำเชิญของท่านเจ้าเมืองเข้าพอดี”
หญิงสาวพูดกับทุกคนในห้องด้วยเสียงดังฟังชัด แต่หันหน้าไปหาเจ้าเมืองปากัสราวกับกำลังพูดคุยอยู่กับเขาโดยตรง
เจ้าเมืองปากัสกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับหญิงชุดแดงตรงหน้า
“เรื่องนี้ข้าก็เพิ่งจะทราบเช่นกัน อืม หากเป็นจริงดังที่ท่านเซสิลีนว่า ความอันตรายของเรื่องนี้อาจจะมากขึ้นไปอีกระดับ ในฐานะที่ทุกคนเป็นขุมกำลังหลักของเมือง ข้าคิดว่าพวกเราทุกคนจำเป็นต้องช่วยเหลือกัน”
“ตอนนี้ข้าได้สั่งกองกำลังของเมืองให้เพิ่มการเฝ้าระวังรอบเมือง โดยเฉพาะประตูเมืองฝั่งตะวันตกที่เพิ่มจำนวนทหารรักษาการณ์เป็นสองเท่า แต่กองกำลังของข้านั้นไม่เพียงพอที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง ข้าจึงอยากจะหยิบยืมกำลังพลของพวกท่านสักเล็กน้อย ช่วยกันคนละไม้ละมือ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยเป็นหูเป็นตากันได้หลายๆ ทาง”
เมื่อเจ้าเมืองปากัสพูดจบ ทั้งห้องก็เงียบกริบ
หลายคนกำลังย่อยข้อมูลที่รับฟังอยู่ หลายคนก็ไม่รู้ว่าควรจะแสดงท่าทีเช่นไร จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนเองก็ไม่ได้ แต่จะบอกว่าเป็นภาระที่จำเป็นต้องรับผิดชอบก็ไม่ได้อีกเช่นกัน กับเรื่องที่อันตรายและยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเช่นนี้ย่อมไม่มีใครอยากเอาคนของตนเองไปเสี่ยง
ตัวแทนจากหลายตระกูลต่างหันหน้ามองกันไปมา แต่ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาสักคน
เมื่อเจ้าเมืองปากัสเห็นดังนั้นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร กล่าวคำต่อไป
“ข้าต้องการคนเฝ้าประจำการที่ประตูทิศตะวันตกเพิ่ม เพราะกำลังพลของข้าก็เหนื่อยล้าเต็มทน จำเป็นต้องมีคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาทำหน้าที่แทนบ้าง กับอีกอย่างหนึ่งคือคนลาดตระเวน ทั้งบริเวณรอบเมือง พื้นที่รกร้าง และบริเวณชายป่า ในส่วนการลาดตระเวนที่เข้าไปลึกกว่านั้นจะเป็นข้าและสมาคมนักล่าช่วยกันดูแลเอง”
ฮานกวาดสายตามองทุกคนในห้อง เขาไม่ได้กดดันทุกคนมากจนเกินไปนัก แต่นี่เป็นเรื่องที่ต้องคอยเฝ้าระวังอย่างแท้จริงและมันก็ส่งผลกระทบกับทุกคนภายในเมืองแห่งนี้
หน้าที่ที่อันตรายที่สุด เขาและเปโร่จะเป็นคนรับไว้เอง แต่อย่างน้อยก็ต้องมีคนคอยช่วยเขาเฝ้าระวังรอบเมืองให้อยู่ดี ลำพังเพียงแค่กองกำลังของเขาและสมาคมอิสระ ทำงานตามเงินรางวัลอย่างสมาคมนักล่าไม่เพียงพอที่จะดูแลเมือง
เมื่อได้ยินดังนั้น ตัวแทนตระกูลหลายๆ คนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ บางคนก็พยักหน้าเป็นเชิงว่ารับเงื่อนไขเช่นนี้ได้อยู่บ้าง
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังคิดทบทวนสิ่งที่เจ้าเมืองปากัสพูดอยู่นั้น ชายเคราแพะก็แสยะยิ้มจ้องมองไปยังกลุ่มคนฝั่งตรงข้ามโต๊ะด้วยสายตาท้าทาย ก่อนจะยกมือขึ้น
“ท่านเจ้าเมือง ข้ามีข้อเสนอ ไม่รู้ว่าท่านสนใจฟังหรือไม่?” การาวิโต้ หัวหน้าตระกูลบัตส์เป็นคนที่พูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
“เชิญว่ามา” ฮาน เจ้าเมืองปากัสผายมือไปทางการาวิโต้เป็นเชิงอนุญาตให้พูดได้
“ข้าขอเสนอให้ตระกูลพีไรซ์ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือท่านเจ้าเมืองในการเข้าไปสำรวจป่าชั้นใน เพื่อสร้างผลงานอันโดดเด่นแก่ตระกูลของพวกเขา” การาวิโต้กล่าวพร้อมกับยกริมฝีปากโค้งงอขึ้นด้านบน