ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 บุกฝ่าทะเลอสูร

            “ไม่ ไม่เป็นไร...”

            มู่หยงไป๋กัดฟันแน่นเขาต้องฝืนใจมองหลินหยางใหม่อีกครั้งแล้ว

            ไอ้หมอนั่นมันมีพลังระดับที่สามารถสังหารอสูรทะเลระดับราชันขั้นสูงสุดได้เลยรึ?

            มันทำอย่างนั้นได้อย่างไรกัน!!!

            ...................................

            กลับมาที่ฝั่งบนดาดฟ้าเรือ หลินหยางได้รับโอกาสในการพักผ่อนซึ่งทุกคนบนเรือต่างก็เห็นด้วยอย่างไร้เงื่อนไข

            ถึงแม้เขาจะบอกว่าตัวเองยังสู้ไหวอยู่ก็ตามแต่ผู้คนทั้งหลายต่างก็ร้องขอให้เขาพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน เพราะมันอาจจะมีอสูรทะเลสุดแข็งแกร่งโผล่มาอีกก็เป็นได้เมื่อถึงตอนนั้นก็คงต้องขอให้เขาแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาอีกครั้ง

            ดังนั้นหลินหยางตอนนี้จึงกลายเป็นคนที่ว่างที่สุดแทนแม้แต่องค์หญิงเซียวเซียงที่วิ่งวุ่นไปมายังดูงานยุ่งกว่าเขาเสียอีก

            “เฮ้ย หลินหยางน้อย...เมื่ครู่นี้เจ้าใช้ไอ้นั่นหรือ?” หั่วเอ๋อร์ที่บินมาเกาะบนไหล่เขานั้นถามขึ้นด้วยความสงสัย

            “แน่นอนไม่อย่างนั้นจะผ่าท้องไอ้ฉลามเสือยัก์นั่นออกอย่างไรต้องใช้พลังงานจากผลึกไฟหลีหั่วไปเพียบเลย...”

            “ไอ้เวรนี่! ทำไมเจ้าฟุ่มเฟือยแบบนี้ นั่นมันบ้านเก่าของข้านะ...” หั่วเอ๋อร์ดีดตัวขึ้นด้วยความไม่พอใจ แต่ว่าวินาทีต่อมา ไอ้นกบ้านี่ก็ลงไปคุกเข่าให้กับหลินหยางทันที

            ในมือของหลินหยางตอนนี้กำลังถือบางอย่างที่มีรูปร่างทรงกลมสีดำสนิทขนาดประมาณครึ่งเมตรไว้ในมือตลอดทั้งตัวของมันเปล่งประกายวิบวับราวกับไข่มุกดำ

            “นี่มัน... แหะแหะหลินหยางน้อย ดูท่าเจ้ายังพอจะมีน้ำใจเหลืออยู่บ้างนะรู้จักเก็บดีอสูรจากฉลามเสือนั่นไว้ให้ข้าด้วย!”

            หั่วเอ๋อร์กำลังรู้สึกดีใจอยู่จริงๆเพราะว่าสำหรับมันในตอนนี้แล้วระดับพลังของตัวมันเองนั้นสัมพันธ์กับระดับพลังของหลินหยางถ้าหลินหยางสามารถเพิ่มระดับพลังได้ ตัวมันก็จะมีระดับพลังสูงตามขึ้นมาด้วย

            แต่ถ้าหั่วเอ๋อร์อยากจะยกระดับพลังเทวะในฐานะปี้ฟังแล้วก็จำเป็นต้องฝึกปรือด้วยตัวเองหรือว่ากลืนกินดีอสูรของสัตว์อสูรตัวอื่นเท่านั้นถึงจะเห็นผล

            ดีอสูรระดับราชันขั้นสูงสุดตรงหน้าของมันนี้สำหรับหั่วเอ๋อร์แล้วมันพอจะสามารถช่วยยกระดับพลังให้ตัวเองได้บ้างในระดับหนึ่งซึ่งโอกาสแบบนี้หาได้ยากมากจากในทวีปชี่อู่นี้ เลยทำให้หั่วเอ๋อร์รู้สึกดีใจจนขนลุกทั่วทั้งตัวทันที

            “ข้าจำได้ว่าเจ้าเคยบอกไว้ว่าของนี่มันมีประโยชน์กับเจ้าแล้วก็ตอนข้าอยู่ในท้องมันข้ายังเก็บเนื้อกระเพาะปลาชั้นดีเอาไว้ให้เจ้าด้วยอีกหลายพันช่างเก็บไว้ค่อยๆ กินทีหลัง”

            “เฮ้ย! ทำไมอยู่ดีๆ ก็ทำดีกับข้าขนาดนี้ฮะ!” ถึงหั่วเอ๋อร์จะยังปากดีอยู่แต่มันก็คว้าเอาดีอสูรนั่นมากินเข้าไปอย่างไม่เกรงใจขนนกทั่วทั้งตัวของมันพลันเปล่งแสงออกมาทั่วทั้งตัว เห็นได้ชัดว่ามันเริ่มค่อยๆ ดูดกลืนพลังอันบริสุทธิ์ที่อยู่ในดีอสูรนั่นเข้าไปทีละน้อยแล้ว

            หลินหยางยิ้มให้ในแบบที่เขาไม่ค่อยจะทำ“ถ้าเชื่อฟังก็ย่อมต้องมีรางวัลให้”

            “ไสหัวไปเลย! คอยดูเถอะ สักวันหนึ่งข้าจะต้องจับเจ้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงให้ได้พอถึงตอนนั้นข้าจะให้โอสถเอย หญิงงามเอย เป็นรางวัลกับเจ้าบ้าง หึ!!”

            พูดจบ หั่วเอ๋อร์ก็บินออกไปนอกทะเลด้วยท่าทางเหมือนจะแอบเขินๆอยู่ จากนั้นมันก็เริ่มออกไปไล่เผาพวกสัตว์อสูรที่ยังเหลืออยู่อีกครั้งด้วยพลังที่กลับมาเต็มเปี่ยมของมัน

            หลังจากนั้นทีมสำรวจเผ่ามนุษย์ที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคที่ยากลำบากที่สุดมาได้แล้วในที่สุดก็เริ่มมองเห็นแสงแห่งความหวังเสียที

            หลานไห่เข้าช่วยเหลือมู่หยงไป๋จนสามารถขับไล่พญาวิหคปีกทองที่บินอยู่บนฟ้านั่นให้หนีกลับไปพร้อมกับลูกสมุนของมันได้อย่างรวดเร็วทำให้ความกดดันของผู้คนทั้งหมดลดน้อยลงไปอีก

            ต่อมาหวงซางและหลานไห่ทั้งสองคนนี้ต่างก็แยกกันไปเข้าร่วมการต่อสู้ตามจุดต่างๆ ที่ยังเหลืออยู่ทำให้สถานการณ์ในสนามรบค่อยๆ ดีขึ้นมาทีละน้อย

            และในตอนที่ผู้คนต่างก็รู้สึกเริ่มมีความหวังมากขึ้นเรื่อยๆนั้น ทันใดนั้นเองเหล่าอสูรทะเลทั้งหมดที่กำลังไล่ตามมาอยู่นั้นก็หยุดชะงักไปทันที

            กลุ่มของมนุษย์พลันแยกห่างออกจากฝูงสัตว์อสูรไปอย่างรวดเร็ว

            ผู้คนทั้งหมดถึงกับกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีเงยหน้าขึ้นฟ้า น้ำตาหลั่งไหลนองหน้า

            ในที่สุด...

            ในที่สุดก็ฝ่าออกมาได้แล้วโว้ย!!

            ..................................

            ทีมสำรวจของขุมอำนาจทั้งห้านั้นตอนนี้ต่างก็กำลังหยุดพักนิ่งๆ อยู่บนผืนสมุทรนอกอาณาเขตของทะเลอสูร

            ส่วนพวกอสูรทะเลสุดโฉดทั้งหลายต่างก็จ้องเขม็งมาที่เรือของทีมสำรวจอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่มีตัวไหนเลยที่กล้าขยับเข้ามาในบึงอัสนีแม้เพียงครึ่งก้าว

            ซึ่งด้านหน้าของสถานที่ที่พวกหลินหยางกำลังอยู่ในตอนนี้ก็คือด่านสุดท้ายของการเข้าไปในทะเลสาบเมฆาอัสนี บึงอัสนี

            ซึ่งความยากของด่านนี้ไม่ใช่ความอันตรายอันที่จริงแล้วพวกเขาเพิ่งจะผ่านจุดที่อันตรายที่สุดมาเอง

            ทุกครั้งที่ออกผจญภัยนั้นขอแค่สามารถผ่านทะเลอสูรมาได้ ก็จะไม่มีความสุญเสียเกิดขึ้นอีก การเดินทางในบึงอัสนีนั้นที่จริงแล้วก็คือโอกาสอันดีที่ผู้คนทั้งหมดจะได้พักฟื้นจากการต่อสู้อันทรหดก่อนหน้านี้

            บนเรือฉลามทมิฬตอนนี้หลินหยางได้กลายเป็นวีรบุรุษในใจของพรรคพวกทั้งหมดบนเรือไปแล้วโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้สึกขัดข้อง

            ผลงานที่หลินหยางได้สร้างเอาไว้ตลอดการเดินทางครั้งนี้นั้นมันมากเกินกว่าที่จะใช้แค่คำพูดมากล่าวขอบคุณแล้วเริ่มจากวิหคล่อฟ้า ตามด้วยผงไล่อสูรและสุดท้ายคือการสังหารฉลามเสือยักษ์สุดโหดเหี้ยมด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวในจังหวะที่คับขันที่สุดพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างสวยงาม

            สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า ถ้าหลินหยางไม่ได้เข้าร่วมกับพวกเขาในเดินทางครั้งนี้ละก็ทีมสำรวจทั้งหมดอาจจะต้องประสบกับความล้มเหลวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การออกสำรวจก็เป็นได้

            ดังนั้น ผู้คนทั้งหมดบนเรือซึ่งมีหลานไห่และเซวี่ยเทียนเป็นผู้นำต่างก็เข้าไปกล่าวชื่นชมสรรเสริญให้กับหลินหยางโดยไร้ซึ่งความอึดอัดใจ

            คำชมที่หลินหยางได้รับก็เช่น “คุณชายหลินเป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถมากที่สุดในบรรดาหนุ่มสาวที่ข้าเคยเจอมาทั้งหมดในชีวิตเลย”บ้างละ...

            “คุณชายหลินเยี่ยมยุทธ์ที่สุดในใต้หล้าในภายภาคหน้าจะต้องได้เป็นคนใหญ่คนโตของชี่อู่แน่นอน” บ้างละ...

            คำพูดประมาณนี้ถูกใช้ซ้ำๆ จนน่าเบื่อไปเลยทีเดียวคงมีแค่เซวี่ยเทียนกับหลานไห่ที่ดูมีระดับขึ้นมาเล็กน้อย

            “เอ่อคือ...พี่น้องหลิน ที่เจ้าเคยบอกว่าจะเอาเรือฉลามทมิฬนี่ไป เจ้าอย่าได้ลืมเชียวนะหลังจากกลับไปแล้ว พอเจ้าเอาเรือของเราไป เจ้าต้องเอาเซวี่ยเทียนผู้นี้แล้วก็เหล่าพี่น้องของข้าไปด้วยนะจากนี้ไปพวกเราจะติดสอยห้อยตามเจ้าไปด้วยทุกที่เลย!!”

            เซวี่ยเทียนนั้นช่างตรงไปตรงมาเหลือเกินมาถึงก็เข้าไปเลียแข้งเลียขาหลินหยางทันที

            ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าหลินหยางจะต้องเป็นเด็กหนุ่มที่ได้รับการเลี้ยงดูฝึกสอนแบบลับๆจากสุดยอดมหาอำนาจสักกลุ่มหนึ่งแน่ไม่อย่างนั้นเขาจะมีอุปกรณ์วิเศษมากมายขนาดนั้นได้อย่างไรอีกทั้งยังสามารถสังหารอสูรทะเลระดับราชันขั้นสูงสุดได้ในช่วงอายุแค่สิบกว่าปีเท่านั้นอีก

            ลูกพี่ใหญ่แบบนี้คงมีแต่คนตาบอดที่ไม่ขอติดตาม... เซวี่ยเทียนย่อมไม่ใช่คนตาบอดเขาเข้าไปเกาะติดหลินหยางทันที

            หลานไห่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็พูดขึ้นมาบ้างว่า

            “คุณชายหลินดูจากอายุของท่านแล้ว คิดว่าท่านน่าจะยังไม่ได้แต่งงานข้ามีหลานสาวแท้ๆอยู่คนหนึ่ง อายุประมาณสิบหก รูปร่างงดงามปานบุปผาหลังจากกลับไปแล้วคุณชายหลินไปเที่ยวเล่นที่คฤหาสน์ของข้าดูสักคราตัวข้าเองก็ถือหุ้นของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้ากว่าหนึ่งในเจ็ดส่วนถ้าหากท่านสนใจละก็ข้าสามารถยกให้ท่านเป็นค่าสินสอดได้นะ...”

            หยุดพูดเถอะท่านเอ๊ย!

            หวงซางที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นหลานไห่ยิ่งพูดยิ่งวู่วามเลยจับตาแก่นี่ลากออกไปทันที

            ไม่เอาน่า เถ้าแก่หลานถึงกับต้องใช้หลานสาวแท้ๆ ของตัวเองมาดึงคนเก่งเข้ากลุ่มเลยหรือ?

            แต่ไม่ว่าใครก็รู้ว่าตัวหวงซางเองนั้นยังไม่มีหลานสาวถ้ามีละก็เกรงว่าเขาก็คงเอาออกมาให้หลินหยางเชยชมแล้ว...

            “ฮุฮุ”

            ท่ามกลางเสียงชื่นชมเหล่านี้ จีหยูยี่ก็ได้เดินบิดเอวเข้ามามองที่หลินหยางแววตาของนางนั้นดูแตกต่างอย่างชัดเจน

            เหล่าโจรสลัดสายลมทมิฬทั้งหลายนั้นต่างก็จ้องมองไปทีจีหยูยี่จนน้ำลายไหลเยิ้ม

            อะไรนี่?

            อย่าบอกนะว่าเถ้าแก่ดาวม่วงผู้นี้จะทำตัวเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อนใช้ร่างกายตัวเองมาจับหนุ่มน้อยผู้นี้ไปกินน่ะ?

            แต่พอลองจินตนาการดูแล้วก็น่าตื่นเต้นไม่น้อยเหมือนกัน!!

            แต่สุดท้ายจีหยูยี่ก็ทำให้ทุกคนผิดหวังนางเพียงแค่มองไปที่หลินหยางด้วยแววตาภูมิใจอย่างสุดซึ้ง กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า

            “คุณชายหลินบอกตามตรงว่าผลงานของท่านในวันนี้ช่างยอดเยี่ยมเกินกว่าที่ข้าคาดหวังไว้มากนักข้ารู้สึกดีใจจริงๆ ที่ตอนนั้นตัดสินใจเชิญท่านมาเข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้”

            “ท่านเถ้าแก่จีก็พูดเกินไป”หลินหยางตอบกลับด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน “ต้องรอไปให้ถึงจุดลึกสุดของทะเลสาบเมฆาอัสนีก่อนหลังจากที่สามารถทำลายผนึกนั่นได้จริงๆ ข้าถึงจะรับคำชมนั่นได้”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า! คุณชายหลินถ่อมตัวเกินไปแล้ว!” ผู้คนรอบข้างย่อมต้องส่งเสียงชื่นชมขึ้นมาอีกครั้ง

            “ฮุฮุ” หัวเราะเบาๆ ออกมาด้วยความยินดีอย่างเต็มเปี่ยม

            จะไม่ให้นางดีใจได้อย่างไรเล่าก็ผลงานของหลินหยางในวันนี้นั้น ช่วยสร้างชื่อให้กับเถ้าแก่ดาวม่วงอย่างนางได้มากเลยทีเดียวไม่แน่ว่าหลังจากกลับไปครั้งนี้ ลำดับชั้นของนางอาจได้เลื่อนสูงขึ้นก็เป็นได้

            นางจึงพูดต่อว่า “อย่างนั้นคุณชายหลินรีบกลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนดีกว่าการเดินทางที่เหลือในบึงอัสนีนี้ก็มีแค่ให้กัปตันเซวี่ยคอยควบคุมเส้นทางการเดินเรือให้ดีก็พออีกไม่เกินสองวันพวกเราก็น่าจะไปถึงจุดลึกสุดของทะเลสาบเมฆาอัสนีแห่งนี้”

            “อย่างนั้นหลินหยางก็ขอตัวลาไปก่อน”หลินหยางกล่าวคำทักทายกับผู้คนเสร็จก็เดินจากไปทางห้องพักของตัวเองทันที

            ระหว่างทางนั้นเขาก็ได้เดินผ่านองค์หญิงเซียวเซียงที่แอบยิ้มอยู่ข้างทาง

            สาวน้อยผู้เลอโฉมที่มีโชคชะตาอะไรบางอย่างผูกพันกับหลินหยางคนนี้กำลังมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและความเคารพนับถือ

            เมื่อทั้งสองคนเข้าใกล้กันแล้วต่างผ่ายต่างก็ก้มหัวให้กันโดยไม่จำเป็นต้องพูดคุยอะไรกันมาก ทั้งหมดล้วนส่งผ่านแววตาและรอยยิ้มของนางแล้ว

            “พักผ่อนดีๆ นะคะ”

            “ท่านก็ด้วย”

            และสุดท้ายตอนที่หลินหยางเดินผ่านกลุ่มลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของมู่หยงไป๋บรรยากาศนั้นต่างไปจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

            ยอดฝีมือของลัทธิศักดิ์สิทธิ์สิบเอ็ดคนที่มีมู่หยงไป๋เป็นหัวหน้านั้นในการต่อสู้อันดุเดือดกับอสูรทะเลก่อนหน้านี้มีเพียงแค่สามคนเท่านั้นที่ไม่ได้รับบาดเจ็บส่วนที่เหลือนั้นเรียกได้ว่ามีสภาพอนาถมากแม้แต่มู่หยงไป๋เองก็ยังเกือบจะโดนพญาวิหดปีกทองเล่นงานจนพ่ายแพ้มาเหมือนกัน

            ที่พวกเขาสามารถอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้สามารถพูดได้ว่าเป็นเพราะหลินหยางช่วยไว้ถ้าไม่ได้ผลงานสุดยิ่งใหญ่ของหลินหยางช่วยไว้ละก็เกรงว่าในกลุ่มของพวกเขาเหล่านี้ อย่างต่ำๆ ก็น่าจะมีสักสองถึงสามคนที่ถูกส่งกลับไปเกิดใหม่แล้ว

            ตอนที่หลินหยางเดินผ่านก็เหมือนกับว่าผู้มีพระคุณของพวกเขากำลังเดินผ่านก็ไม่ปาน

            พวกเขาไม่มีหน้าไปทำท่าทางอวดดีแบบตอนก่อนหน้านี้ใส่หลินหยางอีกแล้ว

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน