ภายในห้องหนึ่ง
กู้หลิงเยว่กำลังคุยกับเหอจิ้งอย่างตื่นเต้น “เธอว่าครูจ้าวจะเริ่มจัดการเื่นี้ตอนไหน? ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเหมือนฝันไปอยู่เลย อิ้นหรานจะย้ายมาอยู่ห้องหนึ่งจริง ๆ แล้ว!”
เธอหลับตาลงด้วยความตื่นเต้น
เหอจิ้งที่อยู่ข้าง ๆ กันก็มีท่าทางดีใจมากเช่นกัน “ต่อไปจะได้เห็นหน้าหล่อ ๆ ของเดือนโรงเรียนฉีทุกวันแล้ว แค่คิดก็ฟินสุด ๆ !”
ปัง! ปัง! ปัง!
ประตูห้องถูกคนเคาะเสียงดังลั่น จนทุกคนในห้องหนึ่งหันไปมองพร้อมกัน พอเห็นว่าเป็ฉีอิ้นหราน แต่ละคนก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่ โดยเฉพาะพวกผู้หญิง
ฉีอิ้นหรานไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของคนอื่น เขาตรงดิ่งไปยังที่นั่งของกู้หลิงเยว่ทันที เหอจิ้งเห็นแบบนั้นก็บีบมือกู้หลิงเยว่ด้วยความตื่นเต้นพลางกรีดร้องเสียงเบา “กรี๊ดดด หลิงเยว่ เดือนโรงเรียนฉีมาหาเธอแหละ! ในที่สุดความพยายามของเธอก็สัมฤทธิ์ผลแล้ว ยินดีด้วยนะ!”
กู้หลิงเยว่ถลึงตาใส่เหอจิ้งแบบเขินอาย จากนั้นก็จัดแต่งทรงผมอีกรอบ พร้อมกับส่งยิ้มที่ดูเรียบร้อยที่สุดไปให้ “อิ้นหราน นายมาหาฉันเหรอ?”
ฉีอิ้นหรานเหลือบมองกู้หลิงเยว่แล้วยกมุมปากขึ้น “อืม มาหาเธอนั่นแหละ”
เหอจิ้งที่อยู่ข้างกันยิ่งตื่นเต้นหนักกว่าเดิม เธอถึงกับะโโลดเต้นไปมาเบา ๆ
กู้หลิงเยว่ที่ได้ยินแบบนั้นก็ก้มหน้าลง และแอบมองฉีอิ้นหรานด้วยความเขินอาย เธอเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาว่า “มีธุระอะไรกับฉันเหรอ?”
ฉีอิ้นหรานหัวเราะ น้ำเสียงฟังดูคลุมเครืออยู่ไม่น้อย “มาหาเธอแน่นอนว่าต้องมีธุระอยู่แล้ว”
พูดจบเขาก็ยื่นมือไปเชยคางกู้หลิงเยว่ขึ้น สายตาเขาหลุบลงมองกดดันเธอจากมุมที่สูงกว่า “เธอเป็คนเสนอเื่ย้ายห้องให้ฉันงั้นเหรอ? กู้หลิงเยว่ ใครสั่งให้เธอทำแบบนี้? วันหลังอย่ามาทำเป็อวดฉลาด!”
เสียงของฉีอิ้นหรานไม่เบาเลย นั่นยิ่งทำให้คนในห้องหนึ่งได้ยินกันทั่ว
กู้หลิงเยว่อึ้งไปพักใหญ่กว่าจะรู้ตัว เธอมองไปรอบ ๆ และเห็นว่าทุกคนกำลังจ้องมาที่เธอ สายตาเ่าั้เต็มไปด้วยการจับผิดและประเมิน ทันใดนั้น ความอับอายจนพูดไม่ออกก็จู่โจมเข้าที่กลางใจ กู้หลิงเยว่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอกะพริบตาถี่ ๆ น้ำตาจวนเจียนจะไหลพรากออกมา
ในขณะที่ฉีอิ้นหรานไม่ได้ปรายตามองเธออีกเลย หลังจากทิ้งท้ายประโยคเ็าไว้ เขาก็หมุนตัวเดินจากไปทันที
กู้หลิงเยว่ขบฟันแน่น มองตามหลังฉีอิ้นหรานที่เดินจากไปด้วยความเจ็บใจ “ฉีอิ้นหราน นายปฏิเสธที่จะย้ายมาห้องหนึ่ง อย่างน้อยก็ต้องให้เหตุผลฉันหน่อยสิ!”
กู้หลิงเยว่อดไม่ได้ที่จะะโถามออกไป ห้องหนึ่งมีอะไรสู้ห้องแปดไม่ได้ตรงไหน?
ทุกคนต่างพากันหันไปมอง พวกเขาต่างก็มีศักดิ์ศรีของเด็กห้องหนึ่ง และกำลังรอฟังคำตอบจากฉีอิ้นหรานเช่นกัน
ฉีอิ้นหรานได้ยินแบบนั้นก็หยุดฝีเท้าลง มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงโดยไม่ได้หันกลับมามอง บนใบหน้ามีเพียงรอยยิ้มเยาะหยันและดูแคลน ส่วนน้ำเสียงยิ่งเ็าไร้เยื่อใย “เพราะฉันไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับเธอ มันสะอิดสะเอียน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู้หลิงเยว่ก็ถึงกับยืนนิ่งอึ้งจนเหอจิ้งต้องรีบเข้ามาประคอง ทั้งสองพากันยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ผ่านไปเนิ่นนานกู้หลิงเยว่ถึงเพิ่งดึงสติกลับมาได้ เธอค่อย ๆ หันหน้าไปมองเหอจิ้ง “อิ้นหราน... เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ?”
เหอจิ้งเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบคำถามนั้น
กู้หลิงเยว่ทำได้เพียงนั่งลงและแสร้งทำเป็เปิดหนังสือเพื่อกลบเกลื่อนความอับอายของตัวเอง แต่นิ้วมือของเธอกลับสั่นเทาจนเปิดหนังสือไม่ได้เลยสักหน้า
เหอจิ้งเห็นเธอเป็แบบนี้ก็เริ่มทนดูไม่ได้ จึงยื่นมือไปปิดหนังสือของเธอลง “หลิงเยว่ มีเื่หนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าควรจะบอกเธอดีไหม”
“พูดมา!” สายตาของกู้หลิงเยว่จ้องหนังสือ น้ำเสียงเข้มขึ้น
“เมื่อเช้านี้ มีผู้ชายห้องเราเรียนพละเสร็จแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างในนั้นพวกเขาเจอ... เดือนโรงเรียนฉีกับเจียงมั่วอยู่ด้วยกัน”
เหอจิ้งพูดจบก็แอบสังเกตสีหน้าของกู้หลิงเยว่อย่างระมัดระวัง พร้อมกับบอกข้อสันนิษฐานของตัวเอง “บางที... ที่เดือนโรงเรียนฉีไม่ยอมย้ายมา อาจเป็เพราะว่าเจียงมั่วอยู่ห้องแปด ส่วนประโยคเมื่อกี้เขาคงแค่โมโหก็เลยพูดจาจิกกัดไปงั้นเอง...”
อยู่ ๆ กู้หลิงเยว่ก็เงยหน้าขึ้น คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเหอจิ้งอย่างแรง “เธอว่าอะไรนะ?! สองคนนั้นอยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยกันงั้นเหรอ? มีแค่พวกเขาสองคนเหรอ?”
เหอจิ้งพยักหน้ารับ “เห็นเขาเล่ากันมาแบบนั้นนะ”
กู้หลิงเยว่รู้สึกเหมือนมีเสียงฟ้าร้องดังลั่นหัว ส่วนเื่ที่ว่าฉีอิ้นหรานกับเจียงมั่วทำอะไรกันในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันแน่ เธอไม่อยากจะคิดให้ลึกไปกว่านั้น สิ่งที่เธอรู้ตอนนี้มีเพียงแค่เจียงมั่วกลายเป็เสี้ยนหนามชิ้นใหญ่สำหรับเธอขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงต้องรีบไล่เจียงมั่วออกไปจากบ้านตระกูลกู้ให้เร็วที่สุดเท่านั้น ถึงจะกำจัดเสี้ยนหนามในใจนี้ไปได้
กู้หลิงเยว่ค่อย ๆ ปล่อยมือจากเหอจิ้ง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดหน้าแชตของกู้โย่ว แล้วส่งข้อความไปหาทันที [พี่รอง ทำอะไรอยู่เหรอคะ?]
เธอกำโทรศัพท์รออยู่พักใหญ่ แต่กู้โย่วก็ยังไม่ตอบข้อความกลับมา นั่นทำให้กู้หลิงเยว่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วกับท่าทีของกู้โย่วที่มีต่อเธอ เขาเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ! เมื่อก่อนถ้าส่งข้อความไป กู้โย่วจะตอบกลับมาในไม่กี่วินาทีตลอด
จนกระทั่งถึงคาบเรียนที่สี่ของ่บ่าย กู้โย่วเพิ่งจะตอบข้อความกลับมาอย่างเฉื่อยชา [เมื่อกี้วาดรูปอยู่เลยไม่เห็น]
กู้หลิงเยว่จ้องข้อความอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น ในเมื่อเป็แบบนี้ ก็คงต้องขอสละภาพวาดของพี่รองแล้วล่ะ!
ตอนเย็นหลังเลิกเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ฉีอิ้นหรานมาก่อเื่ป่วนอีก เจียงมั่วจึงรีบเก็บกระเป๋านักเรียนล่วงหน้า แต่เธอยังไม่ทันจะก้าวขาพ้นประตูห้องแปด กู้หลิงเยว่ก็มายืนขวางหน้าเธอไว้เรียบร้อยแล้ว
“เจียงมั่ว คนขับรถมารออยู่ข้างนอกแล้ว เธอกลับพร้อมกับฉันเลยสิ!”
เจียงมั่วเหลือบมองกู้หลิงเยว่แวบหนึ่ง ในใจรู้สึกยินดีขึ้นมา ดูท่าทางยัยจอมปลอมคนนี้กำลังจะหาเื่อีกแล้วสินะ!
ไม่รู้ทำไม กู้หลิงเยว่ถึงรู้สึกว่าดวงตาของเจียงมั่วเป็ประกายขึ้นมา แถมดูท่าทางจะตั้งตารอคอยอะไรบางอย่างอยู่ด้วย เธอจึงมองเจียงมั่วด้วยความไม่เข้าใจพลางนึกค่อนขอดในใจ แค่ชวนกลับบ้านด้วยกัน ยัยนี่ถึงกับดีใจขนาดนี้เลยเหรอ? เหอะ ได้อยู่ต่อในบ้านตระกูลกู้คงจะดีใจจนเนื้อเต้นเลยใช่ไหม?
คิดได้ดังนั้น กู้หลิงเยว่ก็ลอบหัวเราะหยันในใจ เจียงมั่ว เธอดีใจเร็วเกินไปแล้ว!
เจียงมั่วส่งข้อความไปหาฮั่วจิ่งเพื่อบอกเขาว่าเย็นนี้เธอมีธุระต้องขอตัวกลับก่อน และกำชับให้เขาตั้งใจทำโจทย์ฝึกหัดด้วย ผลปรากฏว่า ฮั่วจิ่งส่งสติกเกอร์รูปลูกไก่กำลังวิ่งหนีพร้อมข้อความว่า 'เป็อิสระแล้ว' กลับมา หลังจากนั้นก็ไม่สนใจเธออีกเลย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ บ้านตระกูลกู้
กู้หลิงเยว่เปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็เหลือบมองขึ้นไปชั้นบน จากนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้เจียงมั่วด้วยสีหน้าดูแคลน “เธออยากให้พี่รองยอมรับในตัวเธอมากเลยใช่ไหมล่ะ? ฉันจะบอกอะไรให้นะ อย่าหวังไปหน่อยเลย ในสายตาของพี่รอง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าภาพวาดของเขาหรอก”
เจียงมั่วหลุบตาลง แต่ร่างกายกลับเอียงไปทางเธอเล็กน้อยราวกับกำลังตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
กู้หลิงเยว่สะกดกลั้นรอยยิ้มที่มุมปากเอาไว้ เธอรู้ดีว่ายัยนี่ต้องติดกับแน่ ๆ หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอจึงพูดต่อว่า “จะบอกอะไรให้นะ จริง ๆ แล้วพี่รองเคยมีผู้หญิงที่ชอบมากอยู่คนหนึ่ง เธอรู้ไหมว่าพวกเขารู้จักกันได้ยังไง?”
เจียงมั่วเม้มปากจ้องมองกู้หลิงเยว่ตาปริบ ๆ แทบจะแปะคำว่า 'รีบเล่ามาเร็ว ๆ ' ไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว แต่กู้หลิงเยว่กลับเปลี่ยนประเด็นกะทันหัน โดยพูดถึงเื่งานฉลองครบรอบโรงเรียนขึ้นมาแทน “งานฉลองโรงเรียนเดือนหน้า ฉันยังขาดแดนเซอร์อีกคน เธอสนใจจะมาช่วยไหมล่ะ?”
เจียงมั่วได้ยินแบบนั้นก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แทบจะไม่ต้องคิดอะไรมากก็พยักหน้าตกลงทันที
กู้หลิงเยว่พยักหน้ารับ รู้สึกพอใจกับท่าทีของเจียงมั่วอยู่ไม่น้อยแล้วพูดต่อ “อันที่จริง เื่ระหว่างพี่รองกับผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้เป็ความลับอะไรหรอก ยัยนั่นทำภาพวาดของพี่รองเลอะเทอะ ก็เลยดึงดูดความสนใจจากพี่รองได้สำเร็จน่ะ”
เจียงมั่วยกยิ้มพลางคิดว่า ในเมื่อคำใบ้ของกู้หลิงเยว่ชัดเจนขนาดนี้แล้ว ถ้าเธอไม่ร่วมมือด้วยสักหน่อยคงจะเสียน้ำใจคนที่อุตส่าห์ชี้ช่องทางให้แย่ “งั้น... เธอรู้ไหมว่าห้องทำงานศิลปะของพี่รองอยู่ที่ไหน?”
เธอมองกู้หลิงเยว่ด้วยสีหน้าเว้าวอนแบบสุด ๆ
กู้หลิงเยว่เห็นแบบนั้นก็ยิ้มพลางชี้ทางให้เธอทันที
เจียงมั่วพยักหน้ารับแล้วรีบเดินตรงไปยังห้องทำงานศิลปะของกู้โย่ว ข้างในไม่มีใครอยู่ มีเพียงภาพวาดสีน้ำมันภาพหนึ่งที่สียังไม่แห้งดี เธอยืนนิ่งอยู่ตรงประตูไม่ได้เดินเข้าไป แต่จ้องมองภาพวาดนั้นอยู่ตลอด
กู้หลิงเยว่แอบซุ่มอยู่ข้าง ๆ รอจนเริ่มหมดความอดทนแต่ก็ยังไม่เห็นเจียงมั่วจะขยับทำอะไรเลย ในใจของเธอเริ่มหงุดหงิด นังสารเลวนี่ ทำไมยังไม่ยอมลงมืออีก? หรือว่าไม่กล้า?
คิดไปคิดมา สุดท้ายกู้หลิงเยว่ก็ทนไม่ไหวยื่นมือออกไปทางเจียงมั่ว ในเมื่อไม่กล้าทำเอง งั้นเธอจะช่วยสงเคราะห์ทำให้เองก็แล้วกัน!