ค่ำคืนค่อยๆ ปกคลุมเมืองชิงซาน
สายลมหนาวพัดผ่านตรอกเงียบงัน เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแ่เบา ภายในเรือนเก่ามุมตะวันตกของตระกูลหลัว แสงตะเกียงน้ำมันส่องสลัวอยู่เพียงดวงเดียว
หลัวเฟิงนั่งเงียบอยู่ข้างโต๊ะไม้เก่า
สายตาของเขาจับจ้องเมล็ดพืชแห้งเหี่ยวที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือ
ิญญายุทธ์ของเขา
“เมล็ดพืชขยะ...”
คำพูดดูแคลนจากคนในตระกูลยังดังก้องอยู่ในหัวไม่หยุด
หลัวเฟิงกำหมัดแน่น
ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา เขาอดทนต่อคำเหยียดหยามมานับไม่ถ้วน เพียงเพราะบิดาของเขากลายเป็คนพิการ
แต่ลึกๆ ในใจ เขายังคงมีความหวัง
หวังว่าวันหนึ่งตนจะปลุกิญญายุทธ์อันแข็งแกร่ง และพาสองพ่อลูกกลับไปยืน ณ จุดเดิมอีกครั้ง
ทว่าความหวังทั้งหมดกลับพังทลายลงในวันนี้
เมล็ดพืชแห้งเหี่ยว...
แม้แต่กลิ่นอายปราณยังไม่มี
ิญญายุทธ์เช่นนี้ จะฝึกตนได้อย่างไร?
หลัวเฟิงหลับตาลงช้าๆ
ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสน
ทันใดนั้น เสียงไอรุนแรงพลันดังขึ้นจากด้านหลัง
“แค่ก... แค่ก!”
หลัวเฟิงสะดุ้ง รีบหันกลับไปทันที
หลัวหยุนไห่กำลังไอเป็เือีกครั้ง
ใบหน้าของผู้เป็บิดาซีดเผือดจนแทบไร้สีเื เส้นเืดำจางๆ ปรากฏขึ้นบริเวณลำคอ ราวกับมีพิษบางอย่างกำลังกัดกินร่างกายจากภายใน
“ท่านพ่อ!”
หลัวเฟิงรีบเข้าประคอง
หลัวหยุนไห่โบกมือเบาๆ เป็เชิงบอกว่าไม่เป็ไร แต่ลมหายใจของเขากลับอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
“พิษ... เริ่มกำเริบอีกแล้ว”
หลัวเฟิงกัดฟันแน่น
หลายปีมานี้ เขาเคยถามบิดาหลายครั้งว่าเกิดอะไรขึ้นในเทือกเขาหมอกทมิฬวันนั้น
แต่หลัวหยุนไห่ไม่เคยตอบตรงๆ
สิ่งเดียวที่เขารู้คือ—
หลังกลับมาจากที่นั่น บิดาของเขาก็กลายเป็คนพิการ
เส้นลมปราณแตกสลาย
และภายในร่างยังมีพิษประหลาดกัดกินอยู่ตลอดเวลา
หลัวเฟิงรีบหยิบผ้าสะอาดเช็ดเืที่มุมปากของบิดา
ดวงตาแดงก่ำด้วยความเ็ป
“ข้าจะออกไปหาสมุนไพรเพิ่ม”
หลัวหยุนไห่ส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่จำเป็”
“แต่—”
“เฟิงเอ๋อร์”
หลัวหยุนไห่มองบุตรชายด้วยสายตาลุ่มลึก
“เ้ารู้หรือไม่ เหตุใดผู้คนจึงบูชาพลัง?”
หลัวเฟิงชะงักไปเล็กน้อย
หลัวเฉินยิ้มบางๆ
“เพราะในโลกแห่งนี้... คนอ่อนแอไม่มีสิทธิ์เลือก”
“ไม่มีสิทธิ์ปกป้องคนสำคัญ”
“ไม่มีแม้แต่สิทธิ์กำหนดชะตาตนเอง”
หลัวเฟิงเงียบงัน
คำพูดนั้นแทงลึกเข้าไปในหัวใจ
หลัวหยุนไห่มองออกไปนอกหน้าต่าง
สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาเบาๆ
“เมื่อก่อน ข้าเคยคิดว่าตนแข็งแกร่งพอแล้ว”
“แต่สุดท้าย... ข้ากลับปกป้องสิ่งใดไม่ได้เลย”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
หลัวเฟิงไม่เคยเห็นบิดาเผยสีหน้าเช่นนี้มาก่อน
ในความทรงจำของเขา หลัวหยุนไห่มักสงบนิ่งเสมอ แม้ถูกผู้คนดูิ่ก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอ
แต่คืนนี้—
เขากลับดูเหมือนคนที่แบกรับบางสิ่งไว้หนักหนาเกินไป
หลัวเฟิงกำหมัดแน่น
“ข้าจะเปลี่ยนทุกอย่าง”
หลัวหยุนไห่หันกลับมามองเขา
เด็กหนุ่มตรงหน้ามีสายตาแน่วแน่กว่าที่เคย
แม้จะปลุกได้เพียงิญญายุทธ์ไร้ค่า แต่แววตานั้นกลับไม่ยอมแพ้
หลัวหยุนไห่ถอนหายใจเบาๆ
“เ้าคล้ายข้าในตอนหนุ่มมากเกินไป...”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“พักเถิด พรุ่งนี้ยังมีอีกหลายเื่ต้องเผชิญ”
หลัวเฟิงพยักหน้า
แต่ในใจกลับรู้ดี เื่ราววันนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน
...
รุ่งเช้า
เสียงผู้คนพูดคุยดังไปทั่วตระกูลหลัว
ข่าวเื่ “ิญญายุทธ์เมล็ดพืช” แพร่กระจายไปทั่วเมืองชิงซานแล้ว
แม้แต่คนรับใช้ยังแอบหัวเราะเยาะเมื่อหลัวเฟิงเดินผ่าน
“นั่นไง ลูกชายคนพิการ”
“ได้ยินว่าปลูกผักได้ด้วย”
“ฮ่าๆๆ!”
หลัวเฟิงเดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไร
แต่ยิ่งเงียบ ผู้คนกลับยิ่งได้ใจ
ระหว่างเดินไปยังโรงครัว เขาพลันได้ยินเสียงสนทนาจากด้านหน้า
“ได้ข่าวว่าผู้าุโกำลังหารือเื่สองพ่อลูก”
“คงถูกขับออกจากตระกูลแน่”
“จะเก็บขยะไว้ทำไม?”
หลัวเฟิงหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย
สายตาเย็นลงทันที
แต่สุดท้าย เขายังคงเดินต่อ
เพราะตอนนี้ เขายังไม่มีพลังมากพอจะเปลี่ยนอะไรได้
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากด้านหลัง
“หลัวเฟิง!”
หลัวเฟิงหันกลับไป
ผู้ที่เดินมาคือเด็กสาวอายุราวสิบห้าสิบหกปี นางสวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้าสะสวย ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความกังวล
นางคือ “หลัวชิงเอ๋อร์”
ญาติห่างๆ ของเขา
และเป็หนึ่งในไม่กี่คนในตระกูลที่ยังปฏิบัติต่อเขาอย่างจริงใจ
ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้ ก่อนลดเสียงลง
“ข้าได้ยินว่าผู้าุโกำลังจะเรียกประชุมใหญ่”
“พวกเขาอาจจะ...”
นางกัดริมฝีปาก ไม่พูดต่อ
หลัวเฟิงเข้าใจทันที
เขายิ้มบางๆ
“ไม่เป็ไร”
ชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
“เ้ายังจะไม่เป็ไรอีกหรือ?”
“ตอนนี้ทั้งตระกูลกำลังหัวเราะเยาะเ้า!”
“หลัวหู่ยังบอกอีกว่า อีกไม่นานเ้ากับท่านลุงต้องถูกไล่ออกแน่”
หลัวเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวช้าๆ
“ข้าเคยชินแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ชิงเอ๋อร์ชะงัก
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน
หลายปีมานี้ หลัวเฟิงถูกกดขี่มาตลอด
จากเด็กหนุ่มที่เคยร่าเริง กลับค่อยๆ เงียบขรึมขึ้นทุกวัน
ชิงเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบถุงผ้าเล็กๆ ออกมา
“นี่คือหญ้าชิงหลัวที่ข้าเก็บได้เมื่อวาน”
“มันช่วยระงับพิษได้เล็กน้อย”
หลัวเฟิงมองถุงผ้านั้นอย่างใ
สมุนไพรชนิดนี้มีราคาสูงไม่น้อยสำหรับเด็กสาวธรรมดา
“ข้า—”
“รับไปเถอะ”
ชิงเอ๋อร์ยัดมันใส่มือเขา ก่อนหันหน้าหนีเล็กน้อย
“อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย”
หลัวเฟิงกำถุงผ้าแน่น
ภายในใจเกิดความอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
ในโลกที่เต็มไปด้วยการดูิ่และผลประโยชน์ ยังมีคนที่ยื่นมือมาช่วยเขาอยู่จริงๆ
“ขอบใจ”
ชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ
แต่ก่อนที่นางจะทันพูดอะไรต่อ เสียงหัวเราะเยาะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“โอ้? ขยะสองคนกำลังคุยอะไรกันอยู่?”
หลัวเฟิงหรี่ตาลงทันที
หลัวหู่เดินเข้ามาพร้อมลูกสมุนอีกสามคน
สีหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
ชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
“หลัวหู่ เ้ามาทำอะไร?”
หลัวหู่แค่นหัวเราะ
“ข้าแค่มาดูคนปลูกผัก”
กล่าวจบ เขาก็มองหลัวเฟิงั้แ่หัวจรดเท้า
“เมื่อคืนยังโดนไม่พอหรือ?”
ลูกสมุนด้านหลังหัวเราะลั่น
หลัวเฟิงกล่าวเสียงเรียบ
“ไสหัวไป”
รอยยิ้มของหลัวหู่พลันหายไป
“เ้าพูดอะไรนะ?”
หลัวเฟิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ
ดวงตาคมเย็นเฉียบ
“ข้าบอกให้ไสหัวไป”
บรรยากาศรอบด้านเงียบลงทันที
แม้แต่ชิงเอ๋อร์ยังใ
เพราะปกติหลัวเฟิงไม่เคยตอบโต้ตรงๆ เช่นนี้
สีหน้าหลัวหู่มืดทะมึน
“ขยะอย่างเ้า กล้าพูดกับข้าเช่นนี้?”
ตูม!
กลิ่นอายพลังะเิออกจากร่างเขา
ระดับรวบรวมปราณขั้นสอง!
แรงกดดันกดทับเข้าหาหลัวเฟิงทันที
คนรอบด้านเริ่มหยุดมอง
หลายคนเผยรอยยิ้มเยาะเย้ย รอชมเื่สนุก
หลัวเฟิงกำหมัดแน่น
แม้ร่างกายจะถูกแรงกดดันบีบจนเจ็บ แต่เขาไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
หลัวหู่เดินเข้ามาใกล้
“จำสถานะของตัวเองไว้”
“เ้ามันก็แค่เศษขยะที่ตระกูลกำลังจะโยนทิ้ง”
กล่าวจบ เขาก็ผลักไหล่หลัวเฟิงอย่างแรง
แต่ครั้งนี้ หลัวเฟิงคว้ามืออีกฝ่ายไว้ทันที
เพียะ!
เสียงดังชัดเจนจนผู้คนรอบด้านชะงัก
หลัวหู่เบิกตากว้าง
เขาไม่คิดว่าหลัวเฟิงจะกล้าขัดขืนจริงๆ
“เ้า—!”
หลัวเฟิงจ้องเขานิ่ง
“ข้าบอกแล้ว... ไสหัวไป”
หลัวหู่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
ทันใดนั้น เขายกหมัดขึ้นต่อยใส่หลัวเฟิงเต็มแรง
ตูม!
หมัดกระแทกเข้าหน้าอกจนหลัวเฟิงถอยหลังหลายก้าว
เืไหลออกมุมปากอีกครั้ง
แต่เขายังคงยืนอยู่
สายตานั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
หลัวหู่เริ่มหงุดหงิด
เพราะไม่ว่าจะโดนซ้อมกี่ครั้ง หลัวเฟิงก็ไม่เคยร้องขอความเมตตา
“ดี!”
“วันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้าให้จำ!”
เขาพุ่งเข้าไปอีกครั้ง
แต่ก่อนที่หมัดจะถึงตัว เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
“พอได้แล้ว!”
ทุกคนชะงัก
ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาช้าๆ
ผู้คนรีบคารวะทันที
“ผู้าุโสาม!”
หลัวหู่รีบถอยหลัง สีหน้าซีดเล็กน้อย
ผู้าุโสามมองเขาด้วยสายตาเ็า
“ตระกูลหลัวอนุญาตให้เ้ารังแกคนในตระกูลั้แ่เมื่อใด?”
หลัวหู่รีบก้มหน้า
“ข้า... ข้าเพียงล้อเล่นกับเขา”
ผู้าุโสามแค่นเสียง
ก่อนหันมามองหลัวเฟิง
ดวงตาชรานั้นหยุดอยู่บนตัวเขาครู่หนึ่ง
“เ้าตามข้ามา”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปทันที
หลัวเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่สุดท้ายก็ตามไป
สายตาของผู้คนรอบด้านเต็มไปด้วยความสงสัย
ไม่มีใครรู้ว่า—
ผู้าุโสาม้าอะไรจาก “ขยะ” อย่างหลัวเฟิงกันแน่...