(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 99 ควบคุมดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้า

            ในตอนนั้น ดาบได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ล่องลอยไปตามทิศทางที่จิตสำนึกของทันย่าเข้าควบคุม เสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้นเมื่อดาบเคลื่อนที่ผ่านห้วงอากาศ ประกายแสงที่ปล่อยออกมาจากใบดาบ กลายเป็นริ้วแสงที่ทิ้งร่องรอยในอากาศ ประหนึ่งเป็นเส้นทางของดวงดาว


            ทันย่ารู้สึกถึงพลังจิตที่ไหลเวียนภายใน จากนั้นตัวของเขาก็ปล่อยพลังจิตนั้นออกไปเพื่อควบคุมดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้า


            ดาบเริ่มเคลื่อนที่เร็วขึ้นราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณของตัวเอง มันหมุนวนและพุ่งไปในทิศทางต่างๆด้วยความรวดเร็วที่น่าตกตะลึง


            “อาวุธนี้ต้องการวิธีควบคุมที่ละเอียดอ่อนมาก ราวกับร่างกายถูกสูบพลังออกไป! ทำได้เพียงแค่ควบคุมมันด้วยรูปแบบพื้นฐาน ยังไม่สามารถเปิดใช้งานกระบวนท่าที่แท้จริงได้!”


            ทันย่าพูดกับตัวเองขณะที่เขาพยายามควบคุมดาบให้เคลื่อนไหวตามที่ต้องการ เขารู้ว่าดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้านี้มีพลังมหาศาล


            แต่การที่จะดึงพลังนั้นออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ต้องอาศัยความสามารถในการควบคุมพลังจิตที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างมาก


            ทันย่าหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมจิตสำนึกและพลังจิตของเขาเข้าสู่ดาบ


            ดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้าหยุดเคลื่อนไหวกลางอากาศ มันสั่นไหวเบาๆราวกับว่ามันกำลังเตรียมพร้อมสำหรับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม


            “ผมจะลองควบคุมและเริ่มเปิดใช้กระบวนท่าที่หนึ่ง!”


            ตอนนั้นดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้าเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง แสงสีเงินที่เปล่งออกมาจากดาบกลายเป็นแสงสว่างที่แผ่กระจายไปทั่วห้องโถง


            ดาบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่โลหะธรรมดา มันเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่สามารถตอบรับและสะท้อนพลังของผู้ที่ครอบครองมันได้


            ทันย่าเปิดตาขึ้นอีกครั้ง สายตาของเขาจ้องมองดาบด้วยความมุ่งมั่น เขารู้สึกได้ถึงพลังของมันที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขา พลังจิตที่ไหลเข้าสู่ดาบถูกสะท้อนกลับมายังตัวเขา ทำให้เกิดวงจรของพลังงานที่หมุนวนไปมาอย่างไม่สิ้นสุด


            “ดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้า จงเชื่อฟังฉันซะ!”


            ทันย่ากล่าวขึ้นด้วยเสียงที่มั่นคง ก่อนจะยกมือขึ้นเรียกดาบเข้ามาหา


            ดาบเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว พุ่งตรงเข้าสู่มือของทันย่า แสงประกายที่เจิดจ้าราวกับดวงดาวเปล่งออกมาจากดาบในขณะที่มันสัมผัสกับฝ่ามือของเขา ราวกับว่ามันได้รับคำสั่งให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ที่ครอบครองมัน แต่กระนั้นเอง เขาก็ยังไม่อาจเปิดใช้กระบวนท่าแรกของดาบได้


            แต่เพียงแค่นี้มันก็ถือว่าก้าวหน้ามาก ทันย่ารู้สึกถึงพลังที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา


            “ปัง!”


            เขายกดาบขึ้นเหนือศีรษะก่อนจะฟาดลงมาที่พื้น แสงสีเงินสว่างวาบไปทั่วห้องโถง แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทำให้พื้นหินอ่อนภายในคฤหาสน์แตกออกเป็นทางยาว แสงที่เปล่งออกมาจากดาบส่องประกาย ราวกับสายฟ้าฟาดที่ผ่าลงมาจากเบื้องบนของสรวงสวรรค์


            ทันย่ายิ้มเล็กน้อยขณะที่เขามองดูพลังที่เขาสามารถปลดปล่อยออกมาได้


            เขารู้ว่าการฝึกฝนครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เขาก็มั่นใจว่าดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้าจะกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในมือของเขา


            [เจ้าเด็กนี่ช่างน่าทึ่งจริงๆ]


            ในมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ ร่างเงาของดาวาล ผู้เป็นอาจารย์ของทันย่า ยืนเฝ้ามองการฝึกฝนของลูกศิษย์ของเขาด้วยความพึงพอใจ


            เมื่อเห็นทันย่าทำความเข้าใจกับดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้าและสามารถควบคุมมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดวงตาของดาวาลก็ทอประกายแห่งความภูมิใจ การที่ทันย่าสามารถใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้าในรูปแบบเริ่มต้นได้เช่นนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งและยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้


            ดาวาลเคลื่อนตัวและลอยเข้ามาใกล้ๆกับทันย่า ขณะที่ดวงตาของเขายังจับจ้องไปที่ดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้า


            [ไม่เลวเลยศิษย์รักของเรา]


            ดาวาลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม


            [ในขณะที่เจ้ายังเป็นนักสู้แห่งดาวเคราะห์ระดับ 2 ดาว เจ้าสามารถเปิดใช้รูปแบบพื้นฐานของดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้าได้]


            [และนั่นคือสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นอกจากต้องมีพลังจิตที่มหาศาล พวกเขายังต้องคงสภาพของมันเอาไว้อีกด้วย]


            ทันย่าหันไปมองดาวาลที่ยืนอยู่ ดวงตาของเขายังคงเปล่งประกายพลังและความมั่นใจ


            “ฉันเพียงแต่ฝึกฝนตามที่ท่านอาจารย์สอน ฉันรู้ว่าพลังของดาบนี้สามารถปลดปล่อยออกมาได้มากกว่านี้”


            ดาวาลพยักหน้าเบาๆและตอบกลับ


            [ใช่ แต่การที่เจ้าสามารถทำได้ในขณะที่ยังเป็นนักสู้แห่งดาวเคราะห์นั้นถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง]


            [ดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้านั้นต้องการพลังจิตที่แข็งแกร่งมากในการควบคุม ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่สามารถเปิดใช้รูปแบบอาวุธพลังจิตนี้ได้จะต้องเป็นนักสู้แห่งดาวฤกษ์ก่อน แต่เจ้ากลับทำได้ในตอนนี้ นั่นแสดงถึงศักยภาพที่แท้จริงของเจ้า]


            ทันย่ารู้สึกถึงความภาคภูมิใจในคำพูดของอาจารย์ของเขา ดาวาลเป็นผู้ที่สอนและฝึกฝนเขามาตั้งแต่ต้น


            และคำชมเชยจากดาวาลนั้นมีความหมายมากสำหรับเขา มันเป็นการยืนยันถึงความก้าวหน้าของเขามาก


            [เทคนิคคริสตัลจิตดาวฤกษ์ที่เจ้าใช้เพื่อขัดเกลาพลังจิตและทะเลจิตสำนึก ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะถูกเรียกว่าวิชาระดับสุดยอด มันทำให้เจ้าสามารถควบคุมพลังจิตและดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้าได้อย่างสมบูรณ์ในระดับนี้]


            [เราไม่เคยเห็นใครที่สามารถฝึกฝนและขัดเกลาพลังจิตของตนเองได้รวดเร็วมากเท่าเจ้ามาก่อนเลย]


            ทันย่ายิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น


            “ฉันเพียงแต่ต้องการทำให้ตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และการฝึกฝนก็คือทางเลือกเดียวเท่านั้น!”


            คำพูดของชายหนุ่มหน้าสวยเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทำให้ดาวาลเองก็เผยรอยยิ้มออกมา


            [ใช่ ศิษย์รักของเราคิดถูกแล้ว]


            [การฝึกฝนคือสิ่งที่เจ้าไม่ควรหยุดยั้งและต้องทำต่อไปเรื่อยๆหลายล้านๆปี และดาบศักดิ์สิทธิ์ทะยานฟ้านี้จะเป็นอาวุธที่สำคัญในการเสริมสร้างพลังของเจ้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก]


            ทันย่ามองไปที่ดาบที่อยู่ในมือของเขา เขารู้ว่าดาบเล่มนี้เป็นมากกว่าอาวุธ มันอาจเป็นส่วนหนึ่งในจิตวิญญาณของเขา เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความมุ่งมั่นที่เขาต้องการเพื่อที่จะไปถึงจุดสูงสุด


            ถ้าสามารถเปิดใช้กระบวนท่าแรกได้ เขาคงไร้เทียมทานในดาวเคราะห์โลกแห่งนี้


            ขณะเดียวกันภายในส่วนลึกในอาณาเขตของทวีปมืด บรรยากาศภายในเงียบสงบ ราวกับว่าเวลาหยุดนิ่งเพื่อรอการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่


            กลางห้องโถง โฮโลแกรมมากมาต่างถูกฉายขึ้นมาจากอุปกรณ์ฉายแสงที่ติดตั้งอยู่บนเพดาน ภาพของขุนพลเทพทั้งสี่และผู้นำระดับสูงคนอื่นๆปรากฏขึ้นทีละคน ใบหน้าของพวกเขาถูกปกปิดไปด้วยชุดคลุมที่ลึกลับ เพียงแค่เห็นรูปร่างของพวกเขาก็รับรู้ได้ถึงอำนาจและความยิ่งใหญ่


            ภายใต้โฮโลแกรม พวกเขานั่งเรียงกันเป็นวงกลม ล้อมรอบพื้นที่ตรงกลางของห้องโถง


            เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ภาพโฮโลแกรมของผู้นำลึกลับก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลางเหล่าขุนพลเทพ ภาพของเขาปรากฏออกมาเป็นร่างเงาที่สวมใส่ชุดคลุมยาวเต็มไปด้วยลวดลายอันวิจิตร


            ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยแสงสีแดงอันแหลมคม ราวกับเขาสามารถมองเห็นทะลุผ่านทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า


            “ข้าได้รับข่าวแล้ว... ทันย่า เขาคือท่านเบฮีมอทที่พวกเรากำลังตามหาจริงๆใช่หรือไม่?”


            ผู้นำลึกลับได้เอ่ยถามขึ้นทันที ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ภาพโฮโลแกรมของขุนพลทั้งสี่


            เมื่อได้ยินคำถามนี้ ความเงียบสงบภายในห้องโถงก็กระจัดกระจายไปด้วยความตื่นเต้นที่แฝงอยู่ในใจของขุนพลเทพ


            โรซาเลียก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น


            “แน่นอน พวกเราได้เห็นด้วยตาของตนเอง เขาคือท่านเบฮีมอทที่แท้จริง พลังอันมหาศาลของเขานั้นเหนือกว่าที่พวกเราคาดคิด”


            หลังจากนั้นโรซาเลียและคนอื่นๆก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกมา


            พอได้รับฟัง ดวงตาของผู้นำลึกลับก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นและความศรัทธาหัวใจและเลือดลมภายในร่างกายเริ่มสูบฉีด เหมือนกำลังเดือดพล่านไปด้วยความตื่นเต้นที่มากล้น


            “นั่นคือสิ่งที่ข้าคิดไว้เช่นกัน..”


            “ท่านคือราชันแห่งเหล่ามอนเตอร์!”


            น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคราพ ราวกับพบกับสิ่งที่เขาเฝ้ารอคอยมาตลอดชีวิต


            “ข้าสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ในตัวเขา”


            จากนั้นผู้นำลึกลับก็กล่าวต่อ


            “เขาคือเทพเจ้าที่ถูกส่งมายังโลกนี้เพื่อชี้นำพวกเราให้ไปสู่จุดสูงสุด ท่านเบฮีมอทคือผู้ที่พวกเราควรกราบไหว้และศรัทธา!”


            เหล่าขุนพลเทพและคนอื่นๆต่างรับฟังด้วยความสงบนิ่ง ความศรัทธาที่พวกเขามีต่อทันย่าไม่ใช่เพียงแค่ความเคารพในพลังของเขา แต่เป็นความเชื่อที่ว่า ทันย่าคือผู้ที่ถูกเลือกให้มาเป็นผู้นำของพวกเขาและจะนำพาไปสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่า


            “จากนี้ไป.. เราจะสนับสนุนท่านทันย่าอย่างเต็มที่ พวกเจ้าจงเฝ้าดูและสนับสนุนเขาในทุกๆก้าวที่ท่านกำลังได้เดินไป”


            “พวกเราจะเป็นกำลังให้กับเขา เพื่อให้เขาสามารถก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด และท่านทันย่าจะนำพาเราไปสู่โลกใหม่ที่ไม่มีขีดจำกัด”


            “จงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะวันที่พวกเราจะลงมือล้างบางพวกมนุษย์ชาติทั้งหมด มันอาจจะอีกไม่ไกลแล้วก็เป็นได้!”


            เสียงของเขาก้องกังวานในห้องโถง และภาพโฮโลแกรมของเขาก็หายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่แผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ


            ขุนพลเทพทั้งสี่ต่างนั่งสงบนิ่ง และรู้ดีว่าภารกิจของพวกเขาคือการสนับสนุนและเฝ้าดูท่านทันย่าให้เติบโตขึ้นไปสู่การเป็นราชันที่แท้จริง


            ไม่นาน การประชุมก็ได้สิ้นสุดลง แต่ความตื่นเต้นและความศรัทธายังคงแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถงนี้ พวกเขารู้แล้วว่าท่านทันย่าคือผู้ที่พวกเขาเฝ้ารอคอยมาโดยตลอด และพวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนท่านผู้นี้ในการเดินทางสู่จุดสูงสุด



            ..

            บอกเลย หลังจากนี้จะมันส์มาก โลกมนุษย์ได้ชิบหายเพราะทันย่าและพวกนี้แน่ 555+

            พรุ่งนี้งดลง 1 วันครับ และหลังจากตอนที่ 100 เป็นต้นไป ผมจะเริ่มลงวันละ 2 ตอนเท่านั้น

             แน่นอนว่าตอนที่ติดเหรียญจะยาวเกือบสองเท่าของตอนให้อ่านฟรี แนะนำผมหน่อยว่าจะให้ติดเหรียญรูปแบบไหน 3/1 หรือ 1/1 เหมือนเรื่องก่อนๆ? แล้วก็ขอบคุณสำหรับคนที่จะติดตามต่อและสนับสนุนหลังจากนี้นะครับ

    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน