จุดอ่อนที่สำคัญของเอสเซียนก็คือเขายังขาดอำนาจ อย่างน้อยเขาต้องเป็นสันตะปาปาของวิหารแห่งความกล้าหาญให้ได้ซะก่อนถึงจะมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ได้ ทว่าต่อให้เป็นอย่างนั้นความปรารถนาของเขาก็มีความเป็นไปได้อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะโดยปกติแล้วสันตะปาปาต้องอยู่ระดับ 18 ขึ้นไป เพื่อให้สามารถสยบพวกคาร์ดินัล* ที่อยู่ในระดับ 16 และ 17 ได้ ปกติแล้วไฮพรีสต์ในระดับ 17 ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนขั้นเป็นสันตะปาปา หรือถ้าไม่ได้ก็จะยังคงอยู่ในสถานะคาร์ดินัลได้ แต่นั่นก็ถือเป็นข้อจำกัดที่ใหญ่หลวงสำหรับเอสเซียนเพราะแม้แต่การจะก้าวเข้าไปถึงระดับ 15 ก็ไกลเกินกว่าจะเป็นไปได้แล้ว หลังจากการต่อสู้กันทำให้ริชาร์ดรู้ว่าหากพรีสต์ผู้นี้เข้าสู่ระดับ 15 ได้ก็นับเป็นโชคดีของเขาแล้ว
*คาร์ดินัล = เป็นสมณศักดิ์ชั้นสูง รองจากพระสันตะปาปา ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพระสันตะปาปา
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือเอสเซียนแอบค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต้องห้ามของเพลนและมิติเวลาอยู่อย่างลับๆ และนั่นคงไม่เป็นที่โปรดปราณของเนเอียนนัก การเติบโตก้าวหน้าของเขาจึงหยุดชะงักลง ดังนั้นพรีสต์ผู้ซึ่งพยายามเปิดประตูสู่ความลึกลับของเพลนไร้ขอบเขตอาจจะต้องสูญหายไปตลอดกาลในทรายแห่งกาลเวลาโดยกลายเป็นสิ่งไร้ตัวตนที่ไม่มีค่าความสำคัญอะไร เหตุผลที่แท้จริงสำหรับการปิดผนึกสมุดไดอารี่เล่มนี้ก็คือ เขามองเห็นความตายของตนเองที่จะเกิดขึ้นและหนึ่งวันก่อนหน้านั้นเขาวางแผนเปิดใช้งานเวทมนตร์แห่งการทำลายล้างเพื่อทำให้ไดอารี่ที่เขาทุ่มเทด้วยเลือดและหยาดเหงื่อเล่มนี้หายสาบสูญไปจากเพลนนี้พร้อมกันกับตัวเขา
อย่างไรก็ตาม สิ่งต่าง ๆ มักไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เอสเซียนคิดไม่ถึงว่าริชาร์ดจะกล้าบุกไปยังดินแดนของฟอร์ซ่าอย่างเด็ดเดี่ยวและโจมตีวิหารแห่งความกล้าหาญทำให้สมุดไดอารี่ของเขาตกไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้บุกรุก ยิ่งไปกว่านั้นก็คือริชาร์ดเป็นรูนมาสเตอร์ที่มีรากฐานที่แข็งแกร่งมาก เพราะเขาสามารถถอดรหัสและขจัดสลักที่ปิดผนึกออกได้อย่างง่ายดายทำให้ในที่สุดไดอารี่เล่มนี้ก็ถูกเปิดออกได้ในเพลนเฟเลอร์
เรื่องน่าประหลาดใจสำหรับริชาร์ดคือเขาค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับ ‘กระดาษที่ไม่สามารถทำลายได้’ ที่เขาเพิ่งได้มาจากแท่นพิธีในวิหารของเมืองเฟเลอร์ ข้อมูลนั้นถูกเขียนไว้ตรงส่วนท้ายของไดอารี่และมันระบุว่า กระดาษแผ่นนี้เป็นไอเท็มสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากเพลนอื่นที่ถูกค้นพบโดยนักผจญภัยซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ซากปรักหักพัง มันเป็นส่วนหนึ่งของ --- หนังสือแห่งการครอบครอง ซึ่งเอสเซียนได้บันทึกไว้ว่ามีทั้งหมด 9 หน้า เมื่อทั้ง 9 หน้านั้นถูกค้นพบ หนังสือเล่มนั้นก็จะถูกรวมขึ้นใหม่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ว่ากันว่าพลังส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้จะปรากฏให้เห็นได้เมื่อมีการบรรจบกันของ 2 หน้า ทว่าแม้แต่เอสเซียนเองก็ไม่รู้ว่าหนังสือที่สมบูรณ์จะให้พลังอะไรกับผู้ครอบครองมันได้บ้าง —ถึงแม้ว่าจะนับรวมกับแผ่นกระดาษที่ริชาร์ดค้นพบแล้ว วิหารแห่งความกล้าหาญก็มีหน้ากระดาษของหนังสือแห่งการครอบครองอยู่เพียง 2 หน้าเท่านั้น
หน้าหนังสือเหล่านี้จะปรากฏขึ้นสุ่ม ๆ ระหว่างรอยแยกของกาลเวลาซึ่งเป็นส่วนที่เวลามีความบิดเบือนมากที่สุด ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นของใครหรือมีต้นกำเนิดมาจากที่ใด หรือแม้กระทั่งว่าเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตใดเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา และแน่นอนว่ารวมถึงเหตุผลที่หนังสือเล่มนี้เกิดความเสียหายด้วย
กระดาษเพียงหน้าเดียวนี้สามารถใช้เป็นที่จัดเก็บคาถาระดับ 6 หรือต่ำกว่านั้นได้ 1 คาถาซึ่งมันจะคงอยู่ได้เพียงเดือนเดียว อย่างไรก็ตาม มันสามารถนำกลับมาใช้งานซ้ำได้ กระดาษเพียงหน้าเดียวไม่ได้มีประโยชน์อื่นมากนัก พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้ 2 หน้าถึงจะสามารถเปิดใช้งาน ‘พลังส่วนหนึ่งของหนังสือ’ ได้ ทว่าสำหรับริชาร์ดที่กำลังจะเลื่อนขั้เป็นระดับ 9 กระดาษเพียงแผ่นเดียวนี้จึงถือเป็นเครื่องมือเวทมนตร์ที่ทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับเขาเพราะมันจะช่วยให้เขาสามารถใช้คาถาที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาเพิ่มขึ้นได้อีก 1 ครั้ง รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเขาได้ถึง 1 ใน 3 ด้วย
ในที่สุดริชาร์ดก็เข้าสู่ระดับ 9 อย่างเป็นทางการหลังจากวันที่เขาปลดผนึกบนไดอารี่ของเอสเซียนได้สำเร็จ หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งเขาก็ตัดสินใจอัพเกรดคาถาเนเจอร์เบ็คคอนให้เป็นระดับ 5 คาถาเนเจอร์เบ็คคอนนี้สามารถอัพเกรดได้จนถึงระดับ 9 โดยคาถานี้จะใช้ในการอัญเชิญสิ่งมีชีวิตที่ซึ่งแต่ละระดับจะสามารถอัญเชิญสิ่งมีชีวิตออกมาได้แตกต่างกัน
เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็สามารถเข้าใจคาถาที่อัพเกรดใหม่นั้นได้อย่างถ่องแท้ หลังจากนั้นเขาก็นำหน้ากระดาษของหนังสือแห่งการครอบครองที่ได้มาออกมาศึกษา กระดาษแผ่นนี้ดูแตกต่างจากการม้วนกระดาษเวทมนตร์โดยทั่วไปเพราะคาถาไม่ได้ถูก ‘เขียน’ ลงไปบนนั้น แต่มันทำหน้าที่เป็นเสมือน ‘ภาชนะบรรจุ’ หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงหนังสือที่เขาเคยอ่านเมื่อตอนที่อยู่ในดีพบลู เผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาดบางเผ่าไม่ได้ใช้คำพูดในการสื่อสารแต่จะสื่อสารกันผ่านอักขระหรือการใช้พลังจิต อาจจะเป็นไปได้ว่ากระดาษหน้านี้ที่เขาได้มาจากทรัพย์สินของเอสเซียนถูกสร้างขึ้นโดยเผ่าพันธุ์ประเภทนั้น
หลังจากที่เขาทำการพิจารณาอยู่พักหนึ่งก็ตัดสินใจเริ่มการทดลอง เขาถือกระดาษแผ่นนั้นไว้ในมือขณะร่ายคาถาเนเจอร์เบ็คคอนออกมา เมื่อการร่ายคาถาที่สมบูรณ์แบบไร้ซึ่งข้อผิดพลาดใด ๆ สิ้นสุดลงแล้วเขาก็รู้สึกว่าสายเลือดเอลฟ์ในตัวเขากำลังไหลเวียนอย่างมีชีวิตชีวา กำไลงาช้างเปล่งแสงเรืองอ่อน ๆ ขณะที่ความอบอุ่นเบาบางถูกถ่ายเทผ่านผิวหนัง พลังแห่งสายเลือดและกำไลถูกหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขาเพื่อช่วยในการสร้างคาถาระดับ 5 ซึ่งคาถานั้นส่องประกายอยู่บนฝ่ามือของเขาแต่แทนที่จะถูกร่ายออกมามันกลับถูกส่งเข้าไปในหน้าของหนังสือแห่งการครอบครองนั้นแทน
ภาพเสมือนจริงของหมาป่าหลายตัวปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าในตอนแรก สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับหมูป่าที่มีเกราะคล้ายเกล็ดบนหลังและไหล่ อย่างไรก็ตาม พลังโจมตีของพวกมันมีมาก ซึ่งก็นำไปสู่ความสามารถในการต่อสู้ที่เพิ่มมากขึ้น พวกมันให้ความรู้สึกที่น่าสะพรึงกลัวแม้จะเป็นเพียงภาพที่ถูกวาดขึ้นมาก็ตาม
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นริชาร์ดกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ! เขายกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมามองมันใกล้ ๆ อีกครั้งและสำรวจภาพวาดนั้นอย่างละเอียด นี่คือรูปวาดละเอียดอ่อนที่เหมือนจริงมากของหมาป่า 5 ตัว... หมาป่า 5 ตัว... ใช่แล้ว ! -- 5 ตัว ! --
โดยปกติแล้วการร่ายคาถาเนเจอร์เบ็คคอนมักจะสามารถอัญเชิญสิ่งมีชีวิตได้ครั้งละประมาณ 1–3 ตัวเท่านั้น ซึ่งด้วยพรสวรรค์ของริชาร์ด การร่ายคาถา การเคลื่อนไหวของมือ และการถ่ายโอนมานาของเขานั้นสมบูรณ์แบบราวกับตำราทำให้การใช้คาถาในการอัญเชิญของเขาตามปกติจะมีประสิทธิภาพถึงขีดสูงสุดซึ่งก็คือ 3 ตัว และยิ่งเมื่อรวมกับบัฟจากสายเลือดเอลฟ์ของเขาและกำไลงาช้างก็จะทำให้มันเพิ่มขึ้นได้อีกจนมากถึง 4 ตัว ทว่าในตอนนี้เขาพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งแล้วเพราะมีสิ่งมีชีวิตที่อัญเชิญได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีก 1 ตัว
ริชาร์ดคิดทบทวนถึงกระบวนที่ใช้ร่ายคาถาอีกครั้งหนึ่งและได้ข้อสรุปว่าตอนนี้สายเลือดเอลฟ์ของเขาแข็งแกร่งมากขึ้น หมาป่าพวกนี้เทียบเท่ากับแร็พเตอร์ที่พัฒนาพลังแล้วทำให้เนเจอร์เบ็คคอนเป็นคาถาที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาในตอนนี้
ทว่าเขาไม่รู้ว่าบัฟแบบนี้จะใช้กับการอัญเชิญในแบบอื่น ๆ ได้หรือไม่ หากว่ามันเป็นไปได้ก็จะทำให้คาถาอัญเชิญในระดับที่สูงขึ้นยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นอีก การอัญเชิญเดม่อน ไวเวิร์น และโกเล็มเป็นคาถาที่ทรงพลังมาก แต่ยิ่งการอัญเชิญนั้นทรงพลังมากเท่าไหร่ อัตราการประสบความสำเร็จในการร่ายคาถาก็ยิ่งลดน้อยลงและถึงแม้จะสามารถร่ายออกมาได้ก็จะอัญเชิญออกมาได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น หากบัฟสามารถใช้ได้กับคาถาอัญเชิญระดับสูงเหล่านี้ก็จะช่วยส่งเสริมความได้เปรียบ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาจะสามารถรู้เรื่องผลลัพธ์ที่แท้จริงของเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อเขาเข้าสู่ระดับ 13 หรือ 14 แล้วเท่านั้น
ทว่าด้วยระดับในปัจจุบันของเขา เขาสามารถทำการทดลองอัญเชิญอันเดดได้ เขารีบข่มความตื่นเต้นเอาไว้ก่อนตั้งสมาธิและร่ายคาถาออกมาทันทีแต่ก็น่าเสียดายที่หลังจากแสงไฟวาบขึ้น เขาก็พบว่ามีโครงกระดูกเพียง 3 โครงเท่านั้นที่ขยับไปรอบ ๆ ห้อง ซึ่งนั่นชี้ให้เขาเห็นแล้วว่าบัฟใช้กับอันเดดไม่ได้
เขาสงบใจของตัวเองลงแล้วตัดสินใจดีดนิ้วเพื่อยกเลิกคาถาในที่สุด เพียงแค่บัฟสำหรับคาถาเนเจอร์เบ็คคอนก็มากเกินพอแล้ว เขานั่งลงอีกครั้งแล้วพิจารณาหมาป่าทั้ง 5 ตัวที่อยู่ในแผ่นกระดาษที่ฉีกออกมาจากหนังสือพร้อม ๆ กับยอมให้ตัวเองรู้สึกภาคภูมิใจน้อย ๆ นับตั้งแต่กาตอนบอกเขาว่าชารอนมีพลังสายเลือดแห่งซัมมอนเนอร์ เขาก็กระตือรือร้นที่จะแสดงคาถาเหล่านี้ให้นางได้เห็น
เลเจนดารี่เมจก็ไม่สามารถทำได้ดีกว่าหมาป่า 5 ตัวในระดับเดียวกันใช่ไหม ? แม้จะนับรวมกับอบิลิตี้ทางสายเลือดที่เพิ่มขึ้นมานางก็สามารถทำการอัญเชิญได้อย่างมากก็น่าจะเพียง 6 ตัว ริชาร์ดนึกสงสัยขึ้นมาว่าหากมาสเตอร์ของเขาได้มาเห็นความสำเร็จของเขาในวันนี้ เขาจะได้รับความสุขของชารอนเป็นจำนวนสักเท่าไหร่ ? แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เหตุการณ์ใน ‘ค่ำคืนแห่งโชคชะตา’ นั้นก็ได้ผุดขึ้นมาในความคิดของเขาอีกครั้ง ภาพแห่งความฝันอันงดงามทว่าเสมือนจริงของดีพบลูอาเรียฉายชัดขึ้นในความคิดของเขา ซึ่งมันได้ย้ำเตือนว่าตัวเขากำลังแบกรับความคาดหวังของมาสเตอร์อยู่
ในตอนนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องจัดการ ซึ่งการจะทำตาม ‘คำสัญญา’ ที่เขามีต่อผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาทั้ง 2 คนให้สำเร็จนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำให้ลุล่วงก่อนจึงยังมีอยู่อีกมากมายนัก
ในที่สุดเมื่อจิตใจของเขาสงบลง เขาก็เก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้และกางแผนที่ออกมาเพื่อไตร่ตรองถึงสิ่งต่อไปที่เขาจะต้องทำ
...
ในความเป็นจริงแล้วความรู้ในทฤษฎีส่วนใหญ่ของเขาเกี่ยวกับการบัฟให้คาถาอัญเชิญนั้นถูกต้อง เพียงแต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาคาดการณ์ผิดไปนั่นคือ อบิลิตี้ของชารอนทรงพลังกว่าที่เขาคิดไว้มาก
มันคงจะเป็นอนาคตที่ยาวไกล เมื่อใดที่เขาได้เห็นมาสเตอร์ของเขาร่ายคาถาระดับเลเจนดารี่ ---‘ซัมมอนเรดดราก้อน’ เขาจะตระหนักได้ว่าพรสวรรค์ของชารอนมีคุณสมบัติพิเศษ 3 ประการ ประการแรกคือการเพิ่มจำนวนสิ่งมีชีวิตที่อัญเชิญได้ ประการที่ 2 เป็นการเพิ่มระดับของสิ่งมีชีวิตที่อัญเชิญออกมาได้ 1–3 ระดับ และประการสุดท้ายคือการลดมานาที่ใช้สำหรับร่ายคาถาอัญเชิญให้น้อยลง ดังนั้นหากชารอนที่อยู่ในระดับ 9 ต้องสู้กับริชาร์ดที่อยู่ในระดับ 9 เท่ากันในตอนนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งคู่ถูกจำกัดอยู่ที่คาถาเนเจอร์เบ็คคอนเหมือน ๆ กัน -- หมาป่า 5 ตัวของเขาก็จะต้องเผชิญกับหมียักษ์จำนวนมากกว่า 10 ตัวเลยทีเดียว --