เพราะขนาดพูต่อกิโลกรัมมีขนาดใหญ่เกินไป ไม่สามารถนำขึ้นมาถือแล้วกินได้อย่างทุเรียนปกติ จันทร์วาด คุณแม่ของปิ่นจึงแนะนำให้ใช้มีดหั่นเป็นคำ เพื่อง่ายต่อการรับประทาน
เจมส์ไม่เคยหั่นทุเรียนกินมาก่อน เนื่องจากแขนของเขามีพละกำลังมหาศาล สามารถยกพูมากกว่า 4 กิโลกรัมขึ้นมากินด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างไม่ทุกข์ร้อน
แต่ไม่ใช่กับคนที่มีร่างกายผอมเพรียว
โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องรักษาหุ่น จะมีแรงได้ยังไง
โดยปกติหากทุเรียนเนื้อเละถ้าหั่นแบบนี้ละก็ ผลที่ได้คงดูไม่น่ากินเท่าไหร่ แต่เนื้อของเจมส์หาใช่ทุเรียนทั่วไปสามารถเทียบเคียงได้ ยามที่หั่นมีดลงมาตัดเป็นชิ้นๆ พอดีคำ เนื้อยังเรียงตัวสวยงาม ไม่แตกไม่เละ เนื้อแน่นๆ ราวกับอัญมณีสีทองสุขสกาว
“เห็นไหมทำแบบนี้น่ากินขึ้นเยอะเลย คนที่กินไม่ได้ก็จะกินได้ง่ายขึ้น” จันทร์วาดเช็ดมีดเล่มยาว เหยียดรอยยิ้มหวาน มองชายหนุ่มเจ้าของไร่อายุน้อย
“โห...จริงของคุณจันทร์วาด ดูกินง่ายขึ้นเยอะเลยครับ” เจมส์พยักหน้า เห็นด้วยในหลายความนัย
“ใช่ไหมละ แล้วถ้าหากหั่นเป็นชิ้นเล็กแบบลูกเต๋า ก็จะทำให้คนที่มาเที่ยว แต่ยังกังวลกลัวว่าไม่อร่อยได้ลองชิมเนื้อด้านในลูกทุเรียน จะได้ตัดสินซื้อง่ายขึ้น” มังกรเสริม
ในฐานะเจ้าของไร่'อนง'ชั่วโมงบินย่อมมากกว่าเจมส์ มองถึงปัญหาและตัดสินใจได้ว่าต้องคำนึงส่วนไหน ลูกค้าจะได้ตัดสินใจได้ถูก
“ขอบคุณครับ ด้วยวิธีนี้น่าจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นอย่างที่บอก ตอนนี้ทุเรียนก็ถูกหั่นเป็นชิ้นแล้ว ลองทานดูสิครับรับรองต้องติดใจ” เจมส์น้อมรับคำสอนจากผู้ใหญ่ด้วยไมตรีจิต ถึงแม้เขาจะมีถุงมือสุดขี้โม้อยู่ในมือ ใช่ว่าต้องอวดโอ่ไม่เห็นหัวใคร
“นั่นสินะ มาลองกันดีกว่า งื้อ...เนื้อหอมจริงๆ”
จันทร์วาดมีใบหน้าเคลิ้มขณะใช้ช้อนส้อมจิ้มทุเรียนบนจาน เธอไม่ได้แสดง แต่เนื้อพูมันหอมมากจริงๆ
มังกรและจันทร์วาดกินพร้อมกัน
สองสามีภรรยาไม่รีบที่จะกลืนมันไปทั้งหมดอย่างป้าพรและลุงชัย พวกเขาค่อยๆ ลิ้มรสชาติอยู่ในปาก ทุกวิธีการทำอย่างละเอียดละไม สมกับเป็นเจ้าของไร่องุ่นจริงเชียว
“อร่อย! โคตรอร่อยเลยนะเนี่ย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกินทุเรียนที่ไหนรสชาติดีแบบนี้มาก่อน นี่คือครั้งแรกของผมเลย” มังกรแสดงสีหน้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใครเห็นหน้าเขาครั้งแรกก็คิดว่าเป็นคนโหด เจ้าพ่อมาเฟียตัวจริง
แต่ครั้นได้ลิ้มรสทุเรียนจากสวนนายเจมส์ ถึงกับยิ้มหน้าบาน ไม่เหลือมาดสุดเข้มแม้แต่นิด
...
จันทร์วาดหลับตาพริ้ม รู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังถูกโอบกอดโดยเนื้อเยื่อสีเหลืองทอง พวกมันถักสานเข้าด้วยกัน บรรจงโอบกอดเธอทุกเส้นใย
ในสภาพเปลือยกาย จันทร์ค่อยๆ กางฝ่ามือพยายามที่จะออกจากเยื่อสีทอง วินาทีที่ท่อนแขนเรียวเล็กหลุดออกมา มันได้คว้าเอาดวงอาทิตย์ที่แขวนอยู่บนท้องฟ้า ตามด้วยใบหน้า หน้าอก ตะโพกและขาที่หลุดออกมาจากเยื่อสีทอง
เธอนอนอยู่บนฟางข้าวสีทอง
ร่างกายชุ่มฉ่ำดั่งอัญมณีล้ำค่า โดยเฉพาะยามที่แสงแดดอาบเร้าร่างกาย มันช่างเป็นภาพสุดแสนร้อนแรงยากที่จะต้านทาน
ผิวกายยังเปร่งประกายไม่มีที่สิ้นสุด
นัยน์ตาคู่สวยมีออร่าสีทองดำรงอยู่
รอบกายเริ่มถูกถักสานขึ้นมาอย่างช้าๆ ด้วยฟางข้าว สุดท้ายกลายเป็นต้นทุเรียนขนาดใหญ่
นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยร่างกายเปลือยเปล่า จันทร์วาดไม่รู้สึกเขินอาย เธอปล่อยให้อารมณ์ล่องลอย เหยียดมือจับผลสุกของทุเรียนก้านยาวมากินตามอำเภอใจ
ยิ่งกินเท่าไหร่ผิวยิ่งเปร่งประกาย โดยเฉพาะหน้าอกคู่นั้นเริ่มฟูไม่ต่างจากขนาดของพู
........
เจมส์ไม่รู้ว่าทำไมจันทร์วาดต้องใช้สองมือจับไหล่ตัวเอง ริมฝีปากเผยอจนเห็นฟันซี่ขาว
เธอทำให้เขาอดนึกถึงปิ่นไม่ได้ ตอนอยู่บนเตียงเวลาครางเสียงกระเส่า หล่อนมักจะแสดงสีหน้าแบบนี้
เจมส์รีบสลัดภาพบาดตาชวนใจหวิวออกจากหัว หยิบน้ำส้มขึ้นมาดื่มเพื่อดับกระหาย
ราว 10 วินาทีต่อมา จันทร์วาดค่อยลืมตาขึ้น ยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ละม้ายคล้ายคลึงลูกสาว ดังว่าเพิ่งตื่นนอนยามเช้า
“เป็นไงบ้างครับ ทุเรียนก้านยาวจากสวนผม รสชาติถูกปากถูกใจหรือเปล่า”
“ถูกปากถูกใจมากๆ เลยล่ะ” หล่อนตอบพลางจิ้มอีกชิ้นเข้าปาก “ทุเรียนอร่อยขนาดนี้ ต่อให้ราคาสูงไปบ้างก็ถือว่าคุ้มค่า ใช่ไหมคะคุณ”
“ใช่แล้วล่ะ เนื้อหวานมัน ไม่เละเหมือนทุเรียนไม่ได้เกรด นอกจากนั้นยังมีความนุ่มละมุนลิ้น กินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ” มังกรเห็นด้วย และไม่ต่างจากภรรยาพอกินคำแรกก็ต้องมีครั้งที่สอง
เจมส์ไม่แปลกใจ ผลผลิตที่เกิดจากปุ๊ยบร๊ะเจ้ากับหน้าดินที่ถูกปรับสภาพ หากมันไม่อร่อยก็คงแปลก
พวกเขาพูดคุยกันอีกหลายประโยค จนมาถึงเรื่องแพคเกจ
มังกรมองดูขนาดทุเรียนลูกใหญ่ 20 กิโลกรัม ต่อให้แบ่งเป็นพูยังเยอะอยู่ดี มองอยู่นานสองนานสุดท้ายเขาแนะนำว่า
“การจะเพิ่มมูลค่าสินค้าแพคเกจเราจะต้องดูดีไปด้วย ในกรณีของคุณเจมส์ทุเรียนที่ตั้งไว้ราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นเราต้องทำให้แพคเกจดูดีเข้าไว้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ”
มังกรหยุดครู่หนึ่ง พินิจพิเคราะห์ทุเรียนตรงหน้า ค่อยเสริมว่า
“ในกรณีนี้ด้วยขนาดที่ใหญ่ของเนื้อทุเรียน ภาชนะที่เหมาะสมที่สุดผมว่าน่าจะเป็นลังไม้พาเลท”
“ลังไม้พาเลทเหรอครับ” เจมส์ยิ่งกว่าคุ้นเคยเสียอีก เนื่องจากบ้านประกอบอาชีพชาวประมง บางอย่างก็ได้มาจากทะเล โดยเฉพาะไม้พวกนี้ไม่รู้ว่าใครมันตั้งใจโยนทิ้งหรืออาจจะตกลงมาจากเรือก็ได้
“ใช่ ในปัจจุบันไม้พาเลทสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง เป็นต้นว่าเตียง เก้าอี้ โต๊ะทานข้าว ฯลฯ ต่อให้เป็นไม้ที่ถูกใช้แล้วแต่ราคาในตลาดยังค่อนข้างสูง ดังนั้นผมจึงคิดว่าไม้พาเลทนี่แหละเหมาะสมที่สุด อีกอย่างคือ...เราจำเป็นต้องปั้มตราสัญลักษณ์ไว้บนลังไม้ เพิ่มลูกเล่นให้ติดตา ให้เขารู้ว่าเนี่ยของแพง”
เจมส์ที่นั่งฟังมังกรอยู่ตลอดรู้สึกได้ว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาเลย ต่างจากป้าพรและลุงชัยชัดเจน ถึงจะมีอายุแต่ยังมีมุมมองอย่างคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แก่แล้วแก่เลย
........
ด้วยคำแนะนำจากมังกร เจมส์เริ่มหาลังไม้ด้วยการติดต่อจากพ่อค้ารายใหญ่ทางโซเชียล
เนื่องจากเขาต้องการใช้จำนวนมาก ราคาย่อมถูกลงมาเป็นธรรมดา
ราคาลังไม้พาเลทมีตั้งแต่ถูกสุดก็คือ 190 บาท ไปจนถึงแพงสุดก็ 2000 บาทซึ่งมีขนาดใหญ่มาก
เจมส์ได้คำนวนราคาทุเรียนต่อกิโลกรัมไว้แล้ว แต่อย่างใดก็ดีหากเพิ่มลังไม้พาเลทเข้าไป ราคาสินค้าย่อมเพิ่มตามไปด้วย
ไม่เพียงหาลังไม้พาเลทอย่างเดียว หลังจากได้คำแนะนำจากมังกรเรื่องตราสัญลักษณ์ เจมส์เริ่มเปิดหนังสือเรื่อง 'ราชันวิญญาณ' หาเครื่องรางนำมาใช้งาน
“เจอแล้ว ใช้สิ่งนี้แหละ!”
ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงในการงมหนังสือ เจมส์พบสิ่งที่ต้องการ นำหน้าดังกล่าวมาปริ้นลงบนกระดาษ จากนั้นเหยียดแขนซ้ายออกไป นำวัตถุบางชนิดออกมาจากหน้ากระดาษ
'ตราจักรพรรดิเล่ยเจีย ผู้ที่ครอบครองตราสัญลักษณ์นี้จะมีความมั่งคั่งร่ำรวยเงินทอง นอกจากนั้นหลังจากประทับตราลงไป ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นของล้ำค่า ต่อให้ไม้ยังถูกมองเป็นอัญมณีราคาแพง'
'ผลเสียด้านลบ คนที่ใช้ตราจักรพรรดิได้ จำเป็นต้องมีสายเลือดมังกร มิฉะนั้นจะถูกสวรรค์ลงทันณฑ์ด้วยสายฟ้าเจ็ดสี ทั้งวิญญาณและร่างกาย จะไม่ได้กลับมาเกิดเป็นครั้งที่สอง'
นี่คือหนึ่งในเครื่องรางที่ปรากฏในเรื่อง 'ราชันวิญญาณ' ผู้ใช้งานคือหมอผีคนหนึ่ง
ซึ่งเขาใช้มันในทางที่ผิด แทนที่จะนำความรุ่งโรจน์มาสู่กิจการบ้านเมืองเขากลับนำไปใช้เป็นตราประทับวิญญาณให้กับศพที่อยู่ในสุสาน สุดท้ายต้องถูกตัวเอกจัดการ สิ้นท่าตามแบบฉบับวายร้าย
......
หลังจากข้อมูลข้อแรกที่ได้รับ ใบหน้าเจมส์ค่อนข้างพึงพอใจ แต่ผลเสียด้านลบเนี่ยสิ โคตรจะไม่น่าใช้เลย
ทว่าใบหน้าชายหนุ่มกลับไม่ได้แสดงความผิดหวัง กับกันเขาเผยอยิ้มมุมปาก
“สายฟ้าเจ็ดสีก็เจ็ดสีสิ เจอกับถุงมือฟ้าประทานหน่อยเป็นไง ผมนี่แหละจะกลืนกินสายฟ้านั่น เอามาเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานสำหรับถุงมือ!”
เนื่องจากเคยเผชิญหน้ากับสายฟ้าโดยตรง ตอนล่องเรือเมามายกลางทะเล
ใช้มือข้างสวมถุงมือรับสายฟ้าตรงๆ แต่ยังรอดชีวิตมาได้ แล้วนับประสาอะไรกับสายฟ้าประเภทอื่น
เจมส์เชื่อว่าตราบใดที่เขาสวมถุงมือ สายฟ้าพวกนั้นจะไม่สามารถทำอะไรได้
ยังไม่จบแค่นั้น เจมส์ยังนำบางสิ่งออกมาจากหน้าหนังสือ เมื่อมีตราประทับก็ต้องมีน้ำหมึกจริงไหม ในเรื่อง'ราชันวิญญาณ'หมอผีใช้เลือดตัวเองที่ถูกทำพิธีแทนน้ำหมึก ซึ่งเป็นวิธีที่สยดสยอง และเจมส์ไม่เคยคิดที่จะใช้วิธีเดียวกันกับเขา
....
'น้ำหมึกเจ็ดสวรรค์ สีสันน่าค้นหา แลดูลึกลับดังร่างกายสตรี เพียงวาดลงบนวัตถุดังมีนางฟ้านางสวรรค์ย่างกรายลงมาบรรเลงดนตรีให้ฟังด้วยตัวเอง'
'ผลเสียด้านลบ ไม่เหมาะหากนำไปใช้กับร่างกายมนุษย์ ซึ่งอาจนำไปสู่สวรรค์ลงทันณฑ์ ไม่ก็ดึงดูดวิญญาณภูติผี'
น้ำหมึกเจ็ดสวรรค์ถูกบรรจุลงในตลับหมึกที่สร้างด้วยทองคำ ฝังไพรินทร์สีแดงห้าเม็ด สลักลวดลายหญิงสาวห่มผ้าน้อยชิ้น กำลังรายล้อมผีเสื้อเจ็ดสี