ฮวาเสี่่ยวซี จอมป่วน (จบ)

    ตอนที่ 40 ฮวาเสี่ยวซีแค่ออกความคิดเล็กน้อย

    "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"จิ้นอ๋องตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความใคร่รู้พระเนตรคมกริบจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของฮวาเสี่ยวซี ราวกับกำลังรอคอยปัญญาที่ซ่อนอยู่ในร่างเล็กนั้น

    ฮวาเสี่ยวซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี นางรู้ว่าคำพูดของนางอาจเป็นการก้าวก่ายอำนาจแต่สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้บีบบังคับให้นางต้องเสี่ยง

    "ในความเห็นของข้าน้อย...การตั้งรับอย่างเดียวอาจทำให้เราเสียเปรียบเชิงจิตวิทยาพ่ะย่ะค่ะ"ฮวาเสี่ยวซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น"ศัตรูอาจมองว่าเราหวาดกลัวและไม่กล้าตอบโต้พวกมันก็จะยิ่งฮึกเหิมและรุกคืบเข้ามาอย่างไม่ยั้งคิด"

    นางเว้นจังหวะเล็กน้อยมองตรงไปยังพระเนตรของจิ้นอ๋อง "แต่ถ้าเรา แสดง ให้พวกมันเห็นว่าเราเตรียมพร้อมที่จะตอบโต้ทุกเมื่อแม้จะเป็นเพียงการซุ่มโจมตีเล็กๆ น้อยๆหรือการแสดงแสนยานุภาพที่ทำให้พวกมันต้องระวังตัวอยู่เสมอ...บางทีพวกมันอาจจะไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาโดยง่ายพ่ะย่ะค่ะ"

    ฮวาเสี่ยวซีอธิบายต่อด้วยความระมัดระวัง"การส่งสายลับไปสืบข่าวเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรปล่อยให้พวกมันรู้สึกว่าพวกมันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยไม่มีใครจับตาดูบางที... การ สร้างความปั่นป่วน ในแนวหลังของพวกมัน หรือการ แสดงกำลัง ในจุดที่พวกมันคาดไม่ถึงอาจจะช่วยถ่วงเวลาและทำให้พวกมันต้องระวังหลังมากขึ้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ"

    นางสรุปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น"การรุกคือรับที่ดีที่สุดในบางสถานการณ์พ่ะย่ะค่ะ การที่เรา รอ ให้พวกมันเข้ามาโจมตีอาจทำให้เราเสียเปรียบ แต่ถ้าเรา ฉวยโอกาส โจมตีก่อนในจุดที่พวกมันอ่อนแอหรือในเวลาที่พวกมันประมาท... อาจจะทำให้สถานการณ์พลิกผันได้พ่ะย่ะค่ะ"

    คำพูดของฮวาเสี่ยวซีจบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบภายในกระโจม จิ้นอ๋องทรงใช้พระดำริอย่างหนักหน่วงพระเนตรคมกริบยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของพลทหารรับใช้ตัวน้อยราวกับกำลังชั่งน้ำหนักทุกคำพูดของนาง

    ท่านอ๋องทรงเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิดอย่างหนักถึงถ้อยคำของหมู่ซ่านแสงตะเกียงในกระโจมส่องสว่างบนพระพักตร์คมสันที่แสดงออกถึงความสนใจอย่างชัดเจน

    "ความคิดของเจ้า..."จิ้นอ๋องตรัสเสียงต่ำ ราวกับกำลังทบทวนคำพูดนั้นซ้ำๆ ในพระทัย"แม้จะเป็นเพียงความเห็นของพลทหาร... แต่ก็มีบางแง่มุมที่น่าสนใจ"

    พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนทอดพระเนตรไปยังแผนที่อีกครั้งแต่ครั้งนี้สายพระเนตรของพระองค์ไม่ได้จับจ้องอยู่แต่เพียงแนวชายแดนหากแต่เลื่อนไปพิจารณาพื้นที่ด้านในของแคว้นเป่ยหม่านด้วย

    "การตั้งรับเพียงอย่างเดียว...ย่อมเปิดโอกาสให้ศัตรูได้วางแผนและเตรียมการอย่างเต็มที่" จิ้นอ๋องพึมพำกับตนเองเบาๆ"หากเราเพียงแต่รอให้พวกมันรุกเข้ามา...เราก็จะตกเป็นฝ่ายถูกกระทำแต่เพียงอย่างเดียว"

    พระองค์ทรงหันพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรไปยังฮวาเสี่ยวซีที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า"เจ้ากล่าวถึงการโต้ตอบอย่างรวดเร็ว... และการสร้างความปั่นป่วนในแนวหลังของพวกมัน...จงอธิบายให้ละเอียดกว่านี้"

    น้ำเสียงของจิ้นอ๋องในครั้งนี้แตกต่างไปจากเดิมไม่ได้มีเพียงความสงสัยหากแต่แฝงไว้ด้วยความต้องการที่จะรับฟังความคิดเห็นของพลทหารผู้นี้อย่างแท้จริง

    ฮวาเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบพระเนตรคมกริบคู่นั้นด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นนางรู้ว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะแสดงความสามารถของตนเองและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแผนการรบครั้งสำคัญ

    "พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง" ฮวาเสี่ยวซีตอบรับด้วยความกระตือรือร้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าจิ้นอ๋องทรงสนพระทัยในความคิดของตน

    "การโต้ตอบอย่างรวดเร็วที่ข้าน้อยหมายถึงมิได้เป็นการนำทัพใหญ่เข้าปะทะโดยตรงในทันทีพ่ะย่ะค่ะ"นางอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ฉะฉานขึ้น "แต่เป็นการ ส่งหน่วยรบพิเศษขนาดเล็ก ที่มีความคล่องแคล่วและเชี่ยวชาญในการซุ่มโจมตีเข้า สร้างความเสียหายและปั่นป่วน ในแนวหน้าของศัตรูอย่างต่อเนื่อง"

    นางอธิบายต่อด้วยความตั้งใจ"การกระทำเช่นนี้จะทำให้ศัตรูไม่สามารถเคลื่อนทัพได้อย่างสะดวกต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา และอาจทำให้พวกมัน ประเมินกำลังของเราต่ำไป เพราะเห็นว่าเราไม่กล้าเปิดฉากรบเต็มรูปแบบ"

    ฮวาเสี่ยวซีเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถึงการสร้างความปั่นป่วนในแนวหลัง"ส่วนการสร้างความปั่นป่วนในแนวหลังของพวกมันนั้น อาจทำได้โดยการ ส่งกองกำลังลับเข้าไป โจมตีคลังเสบียง ตัดเส้นทางลำเลียง หรือแม้กระทั่งสร้างข่าวลือ เพื่อบั่นทอนขวัญและกำลังใจของทหารเป่ยหม่าน"

    นางมองตรงไปยังจิ้นอ๋องด้วยความหนักแน่น"การกระทำเช่นนี้จะทำให้พวกมันต้อง กังวลทั้งหน้าและหลัง ไม่กล้ารุกคืบเข้ามาอย่างเต็มกำลังเพราะกลัวว่าแนวหลังของตนเองจะไม่ปลอดภัย และยังเป็นการ ถ่วงเวลา ให้เราได้เตรียมกำลังและวางแผนรับมือกับการโจมตีหลักของพวกมันได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ"

    ฮวาเสี่ยวซีสรุปด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ"การที่เรา มิได้แสดง ออกถึงความอ่อนแอและยอมตั้งรับอยู่เพียงอย่างเดียวแต่กลับ ตอบโต้ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและไม่คาดคิด อาจทำให้ศัตรูต้องประหลาดใจและเสียแผนไปในที่สุดพ่ะย่ะค่ะ"

    คำอธิบายของฮวาเสี่ยวซีจบลงอีกครั้งทิ้งไว้เพียงความเงียบที่เต็มไปด้วยความใคร่ครวญ จิ้นอ๋องทรงยืนนิ่งพระเนตรคมกริบจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนางอย่างลึกซึ้งราวกับกำลังประเมินค่าความคิดเห็นที่มาจากพลทหารรับใช้ผู้นี้

     ท่านอ๋องทรงเงียบไปนานราวกับกำลังชั่งน้ำหนักทุกถ้อยคำที่ฮวาเสี่ยวซีกล่าวมา แสงตะเกียงในกระโจมส่องกระทบพระพักตร์คมสันที่แสดงออกถึงความลุ่มลึกในการใช้ความคิด

    "แผนการของเจ้า..."จิ้นอ๋องตรัสเสียงต่ำในที่สุดดวงพระเนตรยังคงจับจ้องอยู่ที่ฮวาเสี่ยวซีอย่างพิจารณา"มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง"

    พระองค์ทรงหันพระวรกายกลับไปทอดพระเนตรไปยังแผนที่อีกครั้งแต่คราวนี้สายพระเนตรของพระองค์ไม่ได้หยุดอยู่แค่แนวชายแดนหากแต่กวาดมองไปยังภูมิประเทศโดยรอบอย่างละเอียดราวกับกำลังวาดภาพการเคลื่อนไหวของกองทัพตามแผนที่ฮวาเสี่ยวซีเพิ่งเสนอ

    "การสร้างความปั่นป่วนในแนวหลัง...การโจมตีที่รวดเร็วและไม่คาดคิด..." จิ้นอ๋องพึมพำราวกับกำลังทบทวนแนวคิดนั้นในพระทัย"อาจทำให้ทัพเป่ยหม่านชะงักงันและไม่กล้ารุกเข้ามาอย่างเต็มกำลังได้จริง"

    พระองค์ทรงหันพระพักตร์กลับมายังฮวาเสี่ยวซีอีกครั้งแววในพระเนตรเปลี่ยนไปจากความสงสัยใคร่รู้ เป็นความสนใจและ... บางทีอาจจะประหลาดใจเล็กน้อย

    "เจ้า...เหตุใดเจ้าถึงมีความคิดเช่นนี้?" จิ้นอ๋องตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความสงสัย"เจ้าเคยผ่านการศึกสงครามมาก่อนหรือ?"

    ฮวาเสี่ยวซีชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามที่ไม่คาดคิดนางรีบก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความรู้สึกที่แท้จริง

    "ข้าน้อย...เพียงแต่เคยได้ยินเรื่องราวการทำสงครามมาบ้างพ่ะย่ะค่ะ"นางตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม"และได้สังเกตการณ์การปรึกษาหารือของเหล่าแม่ทัพ...จึงบังอาจเสนอความคิดเห็นเล็กน้อย หากผิดพลาดประการใดขอท่านอ๋องทรงอภัยโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ"

    จิ้นอ๋องทรงจ้องมองนางอย่างลึกซึ้งราวกับกำลังพยายามอ่านความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีถ่อมตนนั้น

    "ความคิดของเจ้ามิได้ผิดพลาด"จิ้นอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น "ตรงกันข้าม...มันอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับทัพเป่ยหม่านในครั้งนี้"

    พระองค์ทรงหันพระพักตร์ไปยังประตูทางเข้ากระโจม"เรียกแม่ทัพใหญ่ ฮวาและรองแม่ทัพฮวากลับมา"

    ทหารยามที่อยู่หน้ากระโจมขานรับคำสั่งและรีบวิ่งออกไปปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว

    จิ้นอ๋องทรงหันกลับมาทอดพระเนตรยังฮวาเสี่ยวซีอีกครั้งแววในพระเนตรของพระองค์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้มิได้มีเพียงความสนใจหากแต่แฝงไว้ด้วยความคาดหวัง

    "เจ้า...หมู่ซาน" จิ้นอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "จงบอกข้ามา...แผนการที่เจ้าคิดไว้อย่างละเอียดเป็นเช่นไร?"

    "พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง" ฮวาเสี่ยวซีตอบรับคำสั่งด้วยความตื่นเต้น แต่ก็พยายามรักษาความสงบในน้ำเสียง

    "แผนการที่ข้าน้อยคิดไว้อาจจะดูเป็นการเสี่ยงอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ" นางเริ่มต้นด้วยความระมัดระวัง"แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อชะลอการรุกคืบของทัพเป่ยหม่านและสร้างความได้เปรียบทางจิตวิทยาให้กับฝ่ายเรา"

    ฮวาเสี่ยวซีขยับเข้าไปใกล้แผนที่และชี้ไปยังจุดต่างๆ ด้วยนิ้วเรียวเล็ก "อย่างที่ข้าน้อยได้กล่าวไปการส่งหน่วยรบพิเศษขนาดเล็ก...หน่วยที่เคลื่อนที่รวดเร็วและมีความชำนาญในการซุ่มโจมตี... เข้าไป ก่อกวนแนวหน้า ของพวกมันอย่างต่อเนื่องจะทำให้พวกมันต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ไม่กล้าเคลื่อนทัพอย่างเต็มกำลัง"

    นางเลื่อนนิ้วไปยังพื้นที่ด้านในของฝั่งเป่ยหม่าน"ในขณะเดียวกัน เราจะ ส่งกองกำลังลับ ที่มีความสามารถในการแทรกซึมสูง...เข้าไป โจมตีเป้าหมายสำคัญ ในแนวหลังของพวกมันพ่ะย่ะค่ะเป้าหมายที่ว่านี้อาจจะเป็นค่ายพักชั่วคราว กองเกวียนบรรทุกเสบียง หรือแม้กระทั่งจุดบัญชาการเล็กๆที่ไม่ได้มีการป้องกันแน่นหนา การโจมตีเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ แต่ต้อง รวดเร็วและสร้างความเสียหายให้มากที่สุด เพื่อสร้างความสับสนและบั่นทอนกำลังใจของพวกมัน"

    ฮวาเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นมองจิ้นอ๋องด้วยความตั้งใจ"และที่สำคัญที่สุด... เราจะต้อง ปล่อยข่าวลือ ที่ทำให้พวกมันหวาดระแวงและไม่แน่ใจในกำลังของเราอาจจะเป็นข่าวลือเรื่องกองทัพเสริมที่กำลังเดินทางมาหรือข่าวลือเรื่องโรคระบาดในค่ายทหารของเราเองเพื่อให้พวกมันไม่กล้าบุ่มบ่ามตัดสินใจ"

    นางเน้นย้ำในตอนท้าย"แผนการนี้มีจุดประสงค์หลักคือการ ถ่วงเวลา ให้เราได้เตรียมกำลังพลและวางแผนรับมือกับการโจมตีหลักของพวกมันอย่างรอบคอบโดยที่พวกมันจะไม่สามารถประเมินกำลังที่แท้จริงของเราได้และอาจจะตัดสินใจผิดพลาดเพราะความสับสนและหวาดระแวงพ่ะย่ะค่ะ"

    ฮวาเสี่ยวซีรอคอยการตอบสนองจากจิ้นอ๋องด้วยใจที่เต้นระรัวนางไม่แน่ใจว่าแผนการที่ตนเองเสนอไปนั้นจะได้รับการพิจารณาหรือไม่แต่ความหวังเล็กๆ ก็จุดประกายขึ้นในใจ

    คล้ายกับเรื่องฮวาเสี่่ยวซี จอมป่วน (จบ) ที่คุณอ่าน