จูหงเสวี่ยไม่มีเวลาตอบสนองแม้แต่น้อย
เพราะว่าต่อมาอีกฝ่ายก็หายไปแล้ว!
“หายไปไหนแล้ว!” ไอสีดำระเหยออกจากทั่วทั้งร่างของจูหงเสวี่ยเธอแผดเสียงเสียดแหลม “ออกมาสิ! โผล่หัวออกมา!”
แสงสีทองส่องสว่างไปทั่วทุกซอกทุกมุมในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้า นาทีนี้ทั้งเขาและเธอเปรียบเหมือนผู้กล้าที่แข็งแกร่งแห่งยุคสมัยประจันหน้ากันเตรียมตัวเผด็จศึก
“เตรียมตัวตายซะ!” จูหงเสวี่ยตะเบ็งเสียงตะโกนพลางพุ่งมือซ้ายออกไปขณะที่ยื่นมือออกไป ขนาดมือก็เริ่มใหญ่ขึ้น และกลายเป็นกรงเล็บจิ้งจอกยาวหลายสิบเมตรในที่สุด!
ขณะที่กวาดกรงเล็บออกไป ปลายเล็บก็ขูดไปตามผนังอัฒจันทร์จนเป็นร่องลึก
“ไปตายซะ!” เสียงของเธอดุดันเหนือสิ่งอื่นใดเธอกวาดกรงเล็บออกไปอย่างสุดแรง
“ไอ้เด็กเส็งเคร็ง!” ขณะเดียวกัน ลูกบอลพลังปราณสีดำก็ควบแน่นอยู่บนมือขวาจากนั้นเธอก็ขว้างมันออกไป!
“โครมๆๆ!” สนามประลองหนึ่งในใต้หล้าพังทลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง!เศษกระเบื้องนับไม่ถ้วนถล่มลงมาอย่างไม่ขาดสาย
ช่างเป็นความบ้าคลั่งที่น่ากลัวเหลือเกิน แต่หารู้ไม่ว่าเธอใช้ความบ้าคลั่งนี้กลบเกลื่อนความหวาดกลัวสุดขีดภายในใจ
และแล้ว หางตาเธอก็เหลือบไปเห็นเงาร่างสีทองแฉลบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ฟุบ!”
แม้จะมองเห็นแล้ว แต่ในตอนนี้เธอก็ยังทำอะไรไม่ได้
ทันใดนั้น สวีหยางอี้กระโดดออกมาจากทางด้านหลังของเธอพร้อมกับงอเข่าพุ่งเข้ากระแทกเข้ากลางหลังเธออย่างจังหินรอบข้างเกิดรอยแตกร้าวขึ้นเนื่องจากแรงกระแทกที่แผ่ซ่านออกมาเลือดสดที่พุ่งออกจากปากจูหงเสวี่ยสาดกระเซ็นเต็มพื้น
เสียงกระดูกหักดังลอยมาจากกระดูกสันหลังของจูหงเสวี่ยสวีหยางอี้ได้ยินมันอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่รู้สึกชะล่าใจแต่อย่างใด
“ครั้งนี้ สำหรับชีวิตผู้คนหลายพันชีวิต”
ไม่พอ...
นี่ยังไม่สาสม!
เลือดที่ไหลเวียนอยู่ภายในห้องหัวใจเดือดพล่าน เหมือนกำลังส่งเสียงคำรามแค่ไม่กี่หมัดแค่นี้มันยังไม่พอ!
ศักดิ์ศรี หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ฝึกตน
เพียงแค่วันเดียว เขาได้ตระหนักและเรียนรู้ใจความที่แท้จริงของคำพวกนี้แต่ก็ต้องแลกด้วยชีวิตของคนหลายพันคน
ตอนนี้ถึงเวลาที่ปีศาจต้องชำระหนี้แล้ว
พลังทั้งหมดในตอนนี้มาจากไหนล้วนไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือเขาในตอนนี้จะทำตามคำมั่นที่ให้ไว้กับหั่วหยุนคือปลิดชีพปีศาจตัวนี้ด้วยมือตัวเอง!
จากนั้น เด็ดหัวมันวางไว้กลางสังเวียนหนึ่งในใต้หล้าเพื่อเป็นเครื่องเซ่นบูชาให้เหล่าผู้ฝึกตนที่แท้จริง
“เหอะๆ ... หึๆๆ ...”เสียงหัวเราะดังอันขมขื่นดังออกมาจากปากจูหงเสวี่ยที่ถูกสวีหยางอี้กดหัวอยู่ตอนนี้ผมเผ้าของเธอกระเซอะกระเซิงยุ่งเหยิงมือของเธอที่ปูดโปนด้วยเส้นเอ็นออกแรงยันพื้นจนแตกระแหง! เธอเค้นแรงดีตัวขึ้นทันที“เจ้าหนู วันนี้ ไม่ฉันก็แกต้องตายกันไปข้าง!”
สภาพของเธอในตอนนี้เหมือนดั่งปีศาจร้ายผมสีดำขลิบยุ่งเหยิงชโลมไปด้วยคราบเลือดจนดูสกปรกใบหน้าอันงดงามเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนและเลือดสด ซ้ำยังเบี้ยวบูดดูไม่เท่ากัน โดยรวมดูไม่หลงเหลือควาเป็นมนุษย์อยู่แม้แต่น้อย
“สำหรับครั้งนี้...” ขณะที่สวีหยางอี้กำลังจะซัดหมัดออกอีกหนึ่งครั้งเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่ารอบตัวเขาเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ขึ้น
รอยแยกมิติ!
รอยแยกสีดำสนิทชวนให้รู้สึกพิศวง หากจะให้เปรียบเทียบน่าจะประมาณว่าบรรยากาศรอบๆ เป็นเหมือนกระดาษ แล้วกระดาษแผ่นนี้ถูกฉีกออก
ประหนึ่งอากาศรอบๆ มีมวลความหนาเพิ่มเข้ามาก็ไม่ปานและชั้นความหนานี้ก็ปรากฏรอยแยกสีดำพิลึกขึ้นมาซึ่งตัวสวีหยางอี้เองก็ตกอยู่ระหว่างกลางรอยแยกสีดำนี้และกำลังถูกแรงดูดประหลาดค่อยๆ ดูดเข้าไปข้างใน
โดยที่เขาไม่รู้ว่ามันเชื่อมต่อไปยังแห่งหนใดไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรอยู่บ้าง
ในเวลาเดียวกัน พลังปราณที่ท่วมท้นของเขาก่อนหน้านี้ ก็ค่อยๆลดลงประหนึ่งเกลียวคลื่นม้วนตัวกลับ
ความรู้สึกกดดันที่กดทับจูหงเสวี่ยอยู่เริ่มค่อยๆ ทุเลาลงเดิมทีเธอไม่คิดจะทุ่มเทต่อสู้อย่างสุดชีวิตอยู่ เมื่อเธอพยุงตัวเองลุกขึ้นก็พบภาพที่น่าประหลาดใจ!
“เหอะ... เหอะๆๆ! ฮ่าๆๆๆ” เธอเงยหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง“แกฆ่าฉันไม่ได้แล้วสินะ!”
“ไอ้สวะ! นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของแกแล้วแท้ๆ! เจอกันใหม่ครั้งหน้าฉันนี่แหละ จะเป็นถลกหนังแกเอง!”
ในตอนนี้ สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงเลือดไหลอาบทั่วร่างของเธอเหมือนกับพวกปีศาจบ้าคลั่งก็ไม่ปาน
ในขณะเดียวกัน ร่างของสวีหยางอี้ก็ค่อยๆ ถูกดูดเข้าไปในรอยแยกมิตินั่น
ทัใดนั้นบาดแผลก่อนหน้าก็ย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมราวกับเวลาถูกย้อนกลับไปความเจ็บปวดเกิดกว่าจะทนทำเอาเขากระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
นี่มันอะไรกันแน่
เครื่องย้อนเวลาเหรอ?
หรือเป็นเครื่องเติมพลังปราณ?
ดูเหมือนจะเป็นไปได้ทั้งนั้น
บาดแผลเริ่มขยายใหญ่ขึ้นและสาหัสขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกเหมือนกระดูกทั่วทั้งร่างถูกบดจนแหลกละเอียดจึงส่งเสียงร้องอิดโอยออกมาในที่สุด
“จำใส่กะลาหัวเอาไว้...” จูหงเสวี่ยตะโกนขึ้นเสียงพร่าแหบ “ไอ้สวะ...ทางที่ดีแกจงภาวนาอย่าให้ได้เจอฉันอีกครั้งจะดีกว่า”
สวีหยางอี้พยายามข่มความเจ็บปวดอันรุนแรงทั่วร่างกายลงตอนนี้ร่างกายของเขายังพอหลงเหลือพลังปราณอยู่บ้าง เขาชี้นิ้วไปทางจูหงเสวี่ยและเค้นพลังปราณยิงเป็นลำแสงเล็กๆ ออกไป
จูหงเสวี่ยหยุดขำพลางตั้งการ์ดขึ้นมาป้องกัน
เมื่อลดการ์ดลง ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาวะเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่นะ... เธอกวาดสายตามองดูอย่างละเอียด รอยแยกมิตินั่นใกล้จะปิดสนิทแล้วอีกทั้ง...
กล่องหยกที่บรรจุคัมภีร์วิชาเวทที่เธอได้ไปก่อนหน้านี้หายไปแล้ว!
นอกเหนือจากนี้... ผู้ชายที่หลับหมดสติคนนั้นก็หายไปเช่นกัน!
“กระบวนท่าที่แปดสิบเอ็ด... ปล้นนภาเปลี่ยนสุริยันต์...” ภายในรอยแยกมิติสวีหยางอี้กับฉู่เจาหนานนั่งหลังประกบกัน ในมือของสวีหยางอี้ถือกล่องหยกอยู่
เขาคลี่ยิ้มขึ้นก่อนเป็นลมหมดสติไป
บาดแผลย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิม เหมือนตอนที่จูหงเสวี่ยตะปบเขาในยามที่ไร้พลังปราณจนไถลพื้นไปไกลหลายสิบเมตร
ตอนนี้เขาไม่อาจทนพิษบาดแผลได้ต่อแล้ว
หากตอนนี้เขาหมดกะจิตกะใจคิดต่อสู้ เขาคงตายไปตั้งนานแล้ว
ในมือเขาตอนนี้ยังคงถือกล่องหยกไว้ไม่ยอมปล่อยสิ่งนี้ถือเป็นเงินทุนตั้งต้นสำหรับเส้นทางผู้ฝึกตนของเขาหลังจากนี้
จูหงเสวี่ยยังคงยืนอึ้งงันอยู่ที่เดิมขณะที่เธอกำลังจ้องมองรอยแยกมิติที่ค่อยๆ หายไป อยู่ๆมุมปากก็ผุดรอยยิ้มชวนขนลุกขึ้น
“หึๆๆ ...” เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นจากนั้นเธอก็เงยหน้าอ้าปากหัวเราะดังลั่น “ไปแล้วงั้นเหรอ... หนีไปได้ไม่เลวจริงๆ!ฮ่าๆๆๆ!”
ในที่สุด เธอก็รู้สึกโล่งอกลงเสียทีแววตาของเธอกลับมาฉายแววเยือกเย็นขึ้นอีกครั้ง
“ไอ้สวะ... รอก่อนแล้วกัน...” เธอแสยะยิ้มอย่างเย็นชา“ไม่นึกว่าในตัวแกจะมีของพรรค์นี้อยู่... ต่อให้แกไม่ตามมาคิดบัญชีกับฉันฉันนี่แหละ จะตามไปคิดบัญชีกับแกเอง...”
จูหงเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ก่อนกัดฟันอย่างเจ็บใจครั้งนี้พลาดท่าไป เสียเลือดไปอย่างไม่คุ้มพลังของเจ้าหนูนั่นที่ระเบิดออกมาเฮือกสุดท้ายเล่นงานตัวเธอจนยืนไม่ไหว แต่แค่นี้ บ่มเพาะพลังสักสิบกว่าปีก็ค่อยๆฟื้นฟูสภาพร่างกายเธอได้อยู่
นึกไม่ถึงเลยว่าพวกมวลมนุษย์โสโครกและผู้ฝึกตนขั้นจู้จีจะไม่กลัวตายขนาดนี้...
นึกไม่ถึงเลยว่าฉู่เทียนอีจะมีเหล้าแห่งเซียน...
และที่พลาดท่าสุดก็คือ เธอไม่เฉลียวใจว่ายังเหลือคนอยู่ด้านในกำแพงพลังปราณอยู่สองคน!มิหนำซ้ำ หนึ่งในนั้นยังทำให้เธอผู้ซึ่งใกล้จะบรรลุขั้นจินตันบาดเจ็บสาหัสปานนี้!
ในยามปกติ ผู้ฝึกตนแค่ระดับนี้เธอสามารถฆ่าให้ตายได้เพียงแค่ลมหายใจเดียว!
แบบนี้ถือว่าเป็นความน่าอับอายของเธอเลยก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่ใกล้จะบรรลุขั้นจินตันแล้วแต่กลับถูกผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่เล่นงานจนอ่วมขนาดนี้!
และที่สำคัญที่สุดก็คือ เธอบรรลุขั้นจินตันล้มเหลวและหลังจากนี้คำสั่งตามฆ่าจากกองกำลังทั่วหวาซย่าจะต้องตามมาแน่นอน! สร้างคดีใหญ่โตขนาดนี้เธอคงต้องโทษประหารโดยการแล่เนื้อเป็นชิ้นๆ จนถึงแก่ความตายเป็นแน่!หากพวกยอดฝีมือตัวจริงของเผ่ามนุษย์ลงมือขึ้นมาตัวเธอในสภาพเช่นนี้ก็หนีไม่พ้นอยู่ดี!
“พวกสวะ...”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง จากนั้นร่างของเธอก็กลายเป็นหมอกสีดำก่อนสลายหายไปกลางสังเวียน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านผ่านไปนานเพียงใด ท่ามกลางสังเวียนอันว่างเปล่าไร้ผู้คน อยู่ๆพื้นหินบนสังเวียนก็สั่นคลอนขึ้นเบาๆ
“กึกๆๆ...” เสียงดังขึ้นราวกับทหารม้าจำนวนมากบุกจากนั้นเศษหินที่แตกกระจายเกลื่อนกลาดก่อนหน้านี้ก็ลอยกลับไปที่เดิมเหมือนกับวิญญาณที่หลุดออกจากร่างแล้วลอยย้อนกลับคืนร่างเดิม“กึกๆๆ” เหมือนตัวต่อไม้ที่ถูกมือไร้รูปร่างควบคุมหรือไม่ก็เหมือนกับเวลาที่กำลังย้อนกลับ เพราะไม่ถึงสามวินาทีสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าก็กลับมามีสภาพเหมือนเดิมอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ต่อมา เงาร่างมายาร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นมายังที่แห่งนี้ หากยังมีคนเหลืออยู่ที่นี่เขาจะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน
เพราะว่า... ทั้งๆ ที่คนนี้ยืนอยู่เบื้องหน้าแต่กลับมองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาเขาแม้แต่น้อย แม้แต่ส่วนสูงหรือรูปพรรณสัณฐาน
เขาเหมือนมนุษย์ต่างดาวที่อยู่คนละมิติ ไม่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้ หรือไม่ก็มีพลังกล้าแกร่งเกินกว่าสรรพสัตว์ทั้งปวง
ท่ามกลางเศษเนื้อและเลือดเจิ่งนอง เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและได้แต่ใช้มือที่ดูเลือนรางของตัวเองคว้าจับลมในอากาศเบาๆ จากนั้นแว่วเสียงเจือแววสงสัยที่แยกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายก็ดังขึ้น“อาวุธราชันย์แห่งราชวงศ์หมิง?”
เงียบลงสักพัก เงาร่างก็ค่อยๆ เลือนรางลง “ใกล้จะบรรลุขั้นจินตันแล้วแท้ๆ...ถึงกับขนาดกางค่ายกลสกัดนภาเพื่อไม่ให้ฉันตรวจเจอเลยงั้นเหรอถือว่าตั้งใจไม่น้อย... แต่น่าเสียดาย เพื่อบรรลุขั้นจินตันเธอถึงกับต้องเดินผิดทางเลยเหรอ...”