จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 146 ฟาดทุกคนให้กระเด็น!

                ไป๋หยุนเฟยยื่นของสิ่งหนึ่งวางในมือเทียนหมิง พร้อมกับกล่าวว่า “ใช้สิ่งนี้ฟาดมันเถอะ...”

                “เอ่อ...” เทียนหมิงตะลึงงัน มองดูวัตถุในมือด้วยสายตาเหม่อลอย

                “บัดซบ! ที่แท้ก็ของสิ่งนั้น!”เสียงจิ้งหมิงเฟิงที่ดังขึ้นสร้างความตกใจแก่เทียนหมิงจนของสิ่งนั้นแทบจะหลุดมือ

                วัตถุที่อยู่ในมือเทียนหมิงจะเป็นสิ่งใดหากไม่ใช่ก้อนอิฐสีแดง!

                เทียนหมิงพิจารณาก้อนอิฐในมือมันดูแล้วดูอีก จากนั้นมองไปยังจ้าวเหลียงสุดท้ายจึงหันหน้าไปหาไป๋หยุนเฟยพร้อมกับถามด้วยท่าทีสับสน “ใช้สิ่งนี้...ฟาดมัน??”

                “อืมเจ้าไม่ชอบหน้ามันไม่ใช่หรือ ถ้าเช่นนั้นก็ฟาดใส่ศีรษะมันตรงๆก็พอ”ไป๋หยุนเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้ายืนยัน

                “ใช่ใช่ เทียนหมิง เจ้าไม่ต้องกลัว ก้อนอิฐในมือเจ้าไม่ใช่ก้อนอิฐธรรมดา มันคือ...”จิ้งหมิงเฟิงชะงักครุ่นคิดไปชั่วอึดใจ แต่ก็นึกไม่ออกว่านี่ไม่ใช่อิฐธรรมดาอย่างไร“มันคือ... ก้อนอิฐที่พี่ไป๋ให้เจ้า ช่างเถอะฟังให้ดี ในเมื่อคนอ้วนนี้รนหาที่เองก็ใช้อิฐก้อนนี้ฟาดหน้ามันเถอะ”

                หลังจากได้รับการ‘ปลุกใจ’จากทั้งสองคนเทียนหมิงยังคงไม่ทราบอยู่ดีว่าต้องทำอย่างไร เพียงแต่ในใจได้รับการกระตุ้น มันไม่อาจให้พี่ไป๋และพี่จิ้งมองตนเองเป็นคนขี้ขลาดตาขาวได้เมื่อตกลงใจได้ก็กัดฟันกำอิฐในมือแน่นพร้อมกับกวัดแกว่งสองคราสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็น‘ดุร้าย’จ้องมองไปที่จ้าวเหลียง

                หลิวซุนดวงตาเป็นประกายไม่ทราบมันคิดอะไรอยู่จึงไม่เอ่ยปากห้ามปราม ซูตงเองก็เอาแต่จับจ้องก้อนอิฐในมือเทียนหมิงราวกับมีความในใจ

                ยามจ้าวเหลียงได้เห็นก้อนอิฐคราแรกก็งงงันวูบก่อนจะเรียกสติกลับคืนมามันจ้องมองอีกฝ่ายซึ่งแสดงออกว่าคิดอาศัยอิฐเพียงก้อนเดียวก็สามารถเขมือบกลืนตนเองได้ใบหน้าจ้าวเหลียงประเดี๋ยวเขียวคล้ำประเดี๋ยวซีดขาว มันกล่าวอย่างโกรธกริ้วว่า“เฮอะ! แสร้งเป็นวางท่าประหลาดลึกลับก็คิดจะมาหาเรื่องในถิ่นตระกูลจ้าวของข้าเจ้าไม่เห็นตระกูลจ้าวอยู่ในสายตาเช่นนั้นหรือ!คุณชายสามหลิวนี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับพวกมันขออย่าได้ตำหนิว่าข้าไม่เห็นแก่หน้าท่าน พวกเจ้าเข้ามา สั่งสอนพวกมันให้แก่ข้า!”

                องครักษ์สองคนที่ยืนด้านหลังเมื่อได้รับคำสั่งก็เคลื่อนไหวพวกมันพุ่งเข้าหาเทียนหมิงทันที

                เทียนหมิงบรรลุเพียงด่านปัจเจกวิญญาณระดับต้นแต่ผู้ที่เข้ามาจู่โจมทั้งสองเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณแห่งด่านปัจเจกวิญญาณระดับกลาง ในสายตาของจ้าวเหลียงแล้วเท่านี้ก็เกินพอที่จะรับมือกับเทียนหมิงได้แล้วส่วนสองคนที่ด้านหลัง หากพวกมันคิดจะลงมือ จ้าวเหลียงก็มีแผนอื่นเตรียมไว้อยู่แล้ว

                ทั้งสองฝ่ายห่างกันไม่มากเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าถึงตัวคนด้านขวาของเทียนหมิงยื่นมือออกคว้าจับมือขวาที่กุมก้อนอิฐส่วนคนด้านซ้ายก็คว้าใส่ไหล่ซ้าย เพื่อจะสยบเทียนหมิงเอาไว้

                เทียนหมิงเหยียดยิ้มที่มุมปากพร้อมกับดวงตาทอประกายวูบร่างมันชะงักกึกก่อนจะโยกซ้ายขวา สองเท้าย่างก้าวอย่างแยบยลร่างเลื่อนไหลหลบเลี่ยงการจู่โจมที่จะถึงตัวเคลื่อนผ่านไปอยู่ด้านหลังของคู่ต่อสู้ทางซ้ายมือ

                ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นนี่เป็นเคล็ดวิญญาณอย่างแน่นอนมิหนำซ้ำมันยังเคยเห็นจิ้งหมิงเฟิงใช้ท่าร่างเช่นนี้มาก่อน--- นึกไม่ถึงว่าจิ้งหมิงเฟิงจะถ่ายทอดให้แก่เทียนหมิงด้วย

                แม้เทียนหมิงจะไม่อาจใช้ท่านี้ได้อย่างช่ำชองแต่โชคดีที่ฝ่ายตรงข้ามพลังฝีมือไม่เข้มแข็ง จึงสามารถหลบหลีกได้อย่างราบรื่นจู่โจมเพียงกระบวนท่าเดียวเทียนหมิงก็หลบหายไปอยู่ที่ด้านหลังแล้ว

                มันยกก้อนอิฐขึ้นเล็งไปที่ท้ายทอยแล้วฟาดลงไป

                “ผัวะ!”

                อีกฝ่ายซวนเซไปด้านหน้าสองก้าวพร้อมกับแสยะปากแยกเขี้ยวดูท่าคงได้รับความเจ็บปวดไม่น้อย

                ขณะที่กำลังตกตะลึงอยู่นั้นเทียนหมิงก็จู่โจมใส่อีกระลอก

                “ผัวะ!”

                ครั้งนี้ฟาดไปยังมือขวาที่กำลังจะยกขึ้นแต่ผลที่ได้กลับแตกต่างจากที่โดนฟาดศีรษะอย่างสิ้นเชิงราวกับมันถูกโจมตีด้วยแรงนับพันชั่งซัดจนลอยละลิ่วออกไปหลังจากพลิกตีลังกาออกไปไกลหลายวาจึงค่อยหยุดลง

                ส่วนอีกคนควงหมัดหมายจะชกใส่ศีรษะเทียนหมิงเทียนหมิงพลิกร่างตามแรงแนบอิฐไว้ข้างลำตัวก่อนจะสะบัดฟาดไปที่เอวของอีกฝ่ายคนผู้นี้กลับเคราะห์ร้ายยิ่งกว่าสหายของมัน เพียงคราแรกก็ต้องเผชิญผลกระทบเหวี่ยงขว้างจนลอยละลิ่วออกไป มิหนำซ้ำยังถึงคราเคราะห์ปลิวไปชนหน้าต่างจนแตกกระเด็นร่วงออกไปด้านนอก...

                เสียงแตกตื่นแว่วดังมาจากด้านนอกส่วนผู้ที่อยู่ด้านในกลับตาค้างพูดอะไรไม่ออก แน่นอนต้องยกเว้นไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิง

                สายตาทั้งคู่ของจิ้งหมิงเฟิงเป็นประกายในใจก็ร่ำร้องขึ้น “ก็คือนี่แหละ ก็คือนี่แหละ!!”

                เทียนหมิงงงงันไปชั่วขณะก่อนจะแสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมา เมื่อหันไปมองจ้าวเหลียง ก็รีบพุ่งเข้าหาจ้าวเหลียงก่อนที่องครักษ์คนแรกจะลุกขึ้นมาได้ 

                จ้าวเหลียงมีทีท่าหวาดหวั่นองค์รักษ์ทั้งสองก็ถูกฟาดกระเด็นออกห่าง นี่ไม่เหมือนกับที่มันวางแผนเอาไว้แม้แต่น้อยเมื่อมองไปที่ก้อนอิฐสีแดงในมือเทียนหมิงก็คล้ายกับจะเรืองแสงขึ้นมาความหวาดกลัวของมันยิ่งมายิ่งเพิ่มพูน ขณะก้าวถอยหลังไม่หยุด ก็กล่าวละล่ำละลัก“ช้า ช้าก่อน! เมื่อครู่ข้าแค่หยอกเล่นเท่านั้นอย่าได้ทำเช่นนี้เลย...”

                เทียนหมิงกลับไม่ชะลอความเร็วลงพริบตาเดียวก็ไปถึงตรงหน้า ยกอิฐขึ้นเล็งไปที่ใบหน้าซึ่งเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวแล้วก็ประทับลงไป

                “ผัวะ!”

                ก้อนอิฐยุบลงไปบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยไขมันของเจ้าเหลียงราวครึ่งนิ้วจนทำให้มันล้มลงไป แต่กลับไม่มีผลกระทบเพิ่มเติมอันใดเกิดขึ้น

                “อาฉาม อ้วยอ้วย...”จมูกมันถูกฟาดจนบี้แบน หลังจากถ่มฟันออกมาหลายซี่ก็พยายามตะโกนเสียงอู้อี้ออกมา--- ที่จริงแล้วมันคิดจะตะโกนว่า “อาสาม ช่วยด้วย”

                แต่ไม่ทราบเพราะอาสามมันฟังไม่ออกว่ามันร้องว่าอะไรหรือไม่ด้านนอกประตูจึงไร้ความเคลื่อนไหวอันใด แล้วท่าที่สองของเทียนหมิงก็ฟาดใส่ศีรษะมันอีกครั้ง

                เนื่องเพราะตะแคงล้มลงอิฐที่ฟาดจึงฟาดตามแนวขวางดังนั้นเมื่อฟาดถูกและบังเกิดผลกระทบเพิ่มเติมเหวี่ยงขว้างขึ้นนั้นมันก็ปลิวกระเด็นตามขวางออกไป หลังจากชนกำแพงก็กระดอนออกมาราวกับลูกปิงปอง ยามตกถึงพื้นก็กระเด้งอีกครั้งมิหนำซ้ำถึงกับกระเด้งเข้าหาเทียนหมิง ---หรือนี่จะเป็นการจู่โจมโต้กลับของเจ้าคนอ้วนกัน!

                เทียนหมิงก็ไม่เกรงใจใช้ก้อนอิฐฟาดไปอีกครั้งจนยุบลงไปในเนื้อหนังของจ้าวเหลียงไม่ทราบเพราะเทียนหมิงโชคดีหรือมันโชคร้ายกันแน่ ฟาดครานี้ก็ยังเกิดผละกระทบเหวี่ยงขว้างอีกครั้งดังนั้นลูกปิงปองยักษ์ก็กระเด็นไปอีกทิศทางหนึ่งจนชนใส่ประตูพังไปบานหนึ่งก่อนจะกระดอนออกไปที่ระเบียงด้านนอก สุดท้ายก็มีคนรับร่างของมันเอาไว้ได้ก่อนจะวางลงกับพื้นราวยกวัตถุไร้น้ำหนัก

                ปรากฏชายวัยกลางคนในชุดนักบู๊รัดรูปสีดำยืนอยู่ที่ระเบียงเมื่อมองดูจมูกที่บี้แบนโลหิตนองท่วมศีรษะและใบหน้าที่ไม่อาจมองออกว่าเป็นจ้าวเหลียงใบหน้ามันก็เคร่งเครียดลง ---ชายผู้นี้คือคนที่จ้าวเหลียงพยายามตะโกนร้องให้มาช่วยเหลือซึ่งก็คืออาสามของจ้าวเหลียง นามว่าจ้าวเย่ ภูตวิญญาณระดับกลางผู้ใช้พลังธาตุดิน

                ขณะที่เทียนหมิงจะก้าวเท้าเดินตามจ้าวเหลียงออกไปกลับมีคนรั้งเอาไว้เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นไป๋หยุนเฟยที่มาถึงด้านหลังตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ

                หลังจากหยิบก้อนอิฐจากมือของเทียนหมิงไป๋หยุนเฟยก็กล่าวกลั้วหัวเราะ “พอแล้ว คนนี้ให้ข้าเอง”

                “หา? หมายความว่าอย่างไร...”เทียนหมิงประหลาดใจ แต่ทันใดนั้นก็มองเห็นจ้าวเย่ที่อยู่ด้านหลังจ้าวเหลียง สีหน้ามันเปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยปากด้วยความตกตะลึง “แย่แล้ว อาสามของจ้าวเหลียง! เป็นภูตวิญญาณระดับกลาง พี่ไป๋พวกเรา...”

                “เจ้าเด็กเมื่อวานซืนตระกูลเย่! บังอาจรังแกคนตระกูลจ้าวถึงเพียงนี้! ข่มเหงกันเกินไปแล้ว! คอยดูเถอะว่าข้าจะสั่งสอนเจ้าอย่างไร!”แววตาจ้าวเย่ทอแววอำมหิต ยามร้องตะโกนรอยกายก็ปรากฏแสงสีส้มแล้วพื้นรอบเท้าบังเกิดรอยแตกขึ้นพร้อมกับทะยานร่างเข้าใส่เทียนหมิง

                “ปัง!!”

                มาว่าเร็วแล้ว กลับไปถึงกับเร็วยิ่งกว่าจ้าวเย่กระโจนเข้ามาได้ไม่ถึงครึ่งทาง ก็กระเด็นกลับไปด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าขามาหลังจากชนเข้ากับกำแพงก็รูดลงมากองอยู่ข้างกายจ้าวเหลียงก็แน่นิ่งไป ---ที่แท้มันก็สลบไปแล้ว

                ไป๋หยุนเฟยเดาะก้อนอิฐซึ่งเรืองแสงสีแดงในมือไปมา ขณะเดียวกันก็หันไปหาเทียนหมิง“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ?”

                “……”