บทที่ 45 พวกท่าน...กอดกันในลานบ้านอย่างนั้นหรือ? (รีไรต์)
ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกตื่นเต้นปนกระวนกระวายใจเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าช่วงนี้อวี๋ซานเป้าไม่เคยตวาดหรือดุด่านาง แม้มีเรื่องต้องคุยกันก็คุยด้วยท่าทีที่ใจเย็น แต่ในใจของซูโหรวเอ๋อร์รู้ดีว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติกับนางเหมือนเมื่อก่อน
เช่นในตอนนี้ การที่เขาเป็นฝ่ายเริ่มต้นชวนนางคุยแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว
เมื่อก้าวพ้นประตู ทั้งสองก็เดินไปทางบ้านสาม ซูโหรวเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเรียกเสียงเบาว่า "พี่เป้า"
อวี๋ซานเป้าหยุดฝีเท้า
ดวงตาของซูโหรวเอ๋อร์เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา พยายามกลั้นสะอื้นพร้อมกับเอ่ยว่า "พี่เป้า ข้ารู้...ที่ผ่านมาข้ามันผิดไปแล้ว..."
อวี๋ซานเป้าไม่เอ่ยอะไรออกมา ซูโหรวเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกหวั่นใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ อวี๋ซานเป้าจึงเปิดปาก แต่กลับถามซูโหรวเอ๋อร์ว่า "หน้าผากเจ้าไปโดนอะไรมา"
ซูโหรวเอ๋อร์ตกใจ วันนี้ตอนที่นางกลับมาที่ห้อง นางได้ปล่อยผมลงมาปิดบังเอาไว้ แล้วยังทาแป้งปิดอีกชั้น พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าอวี๋ซานเป้าจะยังมองออก
นางรู้สึกทั้งหวานชื่นและกระวนกระวายใจ จึงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า "...ข้าพลาดล้มเองโดยไม่ตั้งใจ"
ในตอนแรกอวี้ซานเป้ามีสายตาอ่อนลงเล็กน้อย ตอนนี้กลับแข็งกร้าวขึ้นอีกครั้ง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ "คนเขาว่ากันว่าสามีภรรยาที่นอนผ้าห่มผืนเดียวกัน เป็นคู่ที่สนิทกันที่สุด เจ้ามีอะไรที่พูดกับข้าไม่ได้หรือ เจ้าเข้าข้างตระกูลซูมาตลอด ข้าคิดแต่เพียงว่าเอาใจใส่เจ้าให้มากขึ้นก็พอ... แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว เจ้ายังคิดว่าข้าที่เป็นไอ้ขี้ดินคนนี้ ไม่คู่ควรที่จะเป็นครอบครัวเดียวกับเจ้าหรือ จวี๋เอ๋อร์ที่เป็นลูกของข้าก็สู้ตระกูลซูไม่ได้หรือ?"
ซูโหรวเอ๋อร์กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ รีบส่ายหน้าอย่างตกใจ "ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้น"
นางสะอื้นเบา ๆ "พี่เเป้า ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น ตอนนั้นครอบครัวของเจ้าใช้เงินมากมายแต่งข้าเข้าบ้าน แล้วก็ดีกับข้าขนาดนี้... แต่ก่อนข้าเป็นคนโง่ ต่อไปข้าจะใช้ชีวิตกับเจ้าให้ดีแน่นอน"
อวี้ซานเป้าก็รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย
เขาถามอีกว่า "แล้วแผลที่หน้าผากของเจ้าเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่... ข้าถามแม่แล้ว แม่บอกว่าเจ้ามีแผลตั้งแต่กลับมาจากบ้านตระกูลซู"
ซูโหรวเอ๋อร์เห็นว่าปิดบังไม่ได้แล้ว จึงก้มหน้าร้องไห้พลางกล่าวว่า "...ข้ากลับไปบ้านตระกูลซูเพื่อเอาข้าวของของข้ากับจวี๋เอ๋อร์ พี่สะใภ้ใหญ่มาทวงค่ายาของเสี่ยวเป่า บอกว่าจวี๋เอ๋อร์ทำให้หัวของเสี่ยวเป่าแตก ต้องเสียเงินไปไม่น้อย ข้าไม่มีเงิน ก็เลยให้ไม่ได้ จึงถูกพี่สะใภ้ใหญ่ผลักจนหัวไปกระแทกกับโต๊ะ..."
อวี้ซานเป้าโกรธจัด! กำหมัดแน่น!
ซูโหรวเอ๋อร์รู้นิสัยของสามีตนดี นางตกใจรีบคว้ามือของอวี้ซานเป้าไว้ "พี่เป้า อย่าโกรธนะ!... พี่สะใภ้ใหญ่ผลักข้า ก็ถือว่าข้าที่เป็นแม่ได้ใช้หนี้แทนจวี๋เอ๋อร์แล้ว"
อวี้ซานเป้าถอนหายใจยาว แล้วกอดซูโหรวเอ๋อร์ไว้
ซูโหรวเอ๋อร์น้ำตาคลอหน่วย นางสัมผัสได้ว่าสามีกลับมาทำดีกับนางเหมือนเดิมแล้ว!
ทั้งคู่กอดกันหวานชื่นได้ไม่นาน เสียงตะโกนแปลกใจก็ดังขึ้น
"โอ้โห! พ่อกับแม่กอดกันในลานบ้าน น่าอายจริง!"
อวี้หย่งจวี๋ตะโกนเสียงดังอย่างตกใจ
ในคืนอันเงียบสงบ เสียงของอวี้หย่งจวี๋ดังพอที่จะได้ยินไปทั่วทั้งลาน!
ใบหน้าของซูโหรวเอ๋อร์แดงก่ำขึ้นมาทันที!
นางรีบผลักอวี้ซานเป้าออกแล้ววิ่งเข้าไปในห้องของบ้านสาม
อวี้ซานเป้าได้แต่อึ้ง...
เจ้าลูกชายตัวแสบเอ๊ย!
เขาก้าวเท้ายาว ๆ ไปข้างหน้า อุ้มลูกชายขึ้นมาหนีบไว้ใต้รักแร้ แล้วพากลับห้องไปสั่งสอน!
วันรุ่งขึ้น พ่อเฒ่าอวี้พาลูกชายทั้งสี่คนไปหางานทำที่ไร่ทางทิศตะวันตกห่างออกไปสิบกว่าลี้ หลี่ชุนฮวาพาลูกชายทั้งสองกลับบ้านเกิด บ้านตระกูลอวี้เหลือเพียงแม่เฒ่าเว่ย ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง ซูโหรวเอ๋อร์ รวมสามผู้ใหญ่ กับเด็ก ๆ อีกสี่คนคือ อวี้หย่งหลิ่ว อวี้หย่งกุ้ย อวี้หย่งจวี๋ และ ซิ่งซิ่ง
แม่ไก่แก่ที่พ่อของหลัวเชียหนิวส่งมาก่อนหน้านี้เริ่มออกไข่แล้ว ช่วงนี้สะสมไข่ไว้ได้หลายฟองแล้ว แม่เฒ่าเว่ยชำเลืองมองรอยช้ำบนหน้าผากของซูโหรวเอ๋อร์ ที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จึงขมวดคิ้วสั่งให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งไปต้มไข่มาฟองหนึ่งเพื่อประคบหน้าผากของนาง
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรับคำอย่างว่าง่าย
ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกซาบซึ้งใจมาก จึงอาสาว่า "พี่สะใภ้รอง ข้าช่วยต้มน้ำให้นะ"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งอุทานว่า "เอ๊ะ เจ้ารู้วิธีก่อไฟด้วยหรือ?"
นางไม่ได้ตั้งใจประชดประชัน แค่ไม่เคยเห็นซูโหรวเอ๋อร์ทำครัวตลอดห้าปีกว่าที่แต่งเข้าตระกูลอวี้มาก่อนเลย
ใบหน้าของซูโหรวเอ๋อร์พลันแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรีบพูดว่า "น้องสะใภ้สาม อย่าคิดมากเลย แค่... ข้าเห็นว่ามือของเจ้านุ่มนิ่มมาก ในครัวมีควันรบกวน กลัวว่าจะทำร้ายผิวของเจ้า"
ซูโหรวเอ๋อร์กัดริมฝีปากเบา ๆ แก้มแดงระเรื่อ "พี่สะใภ้รอง ข้าทำได้ค่ะ ให้ข้าทำเองเถอะ"
ช่วงที่นางอยู่บ้านเดิม การก่อไฟ ทำอาหาร ล้างจาน เป็นงานประจำของนางอยู่แล้ว
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งยืนมองซูโหรวเอ๋อร์ก่อไฟอยู่ข้าง ๆ อย่างแปลกใจ
นางเห็นซูโหรวเอ๋อร์ขยับมืออย่างคล่องแคล่ว จึงอดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า "เก่งนี่"
ผู้ใหญ่ต่างก็มีงานของตัวเอง ส่วนเด็ก ๆ ก็ชวนกันไปเล่นที่ข้างลำธาร
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งโผล่หน้าออกจากห้องครัว แล้วกำชับว่า "หลิ่วเอ๋อร์ ดูแลน้อง ๆ ด้วยนะ เล่นแถว ๆ ข้างลำธารก็พอ อย่าออกไปไกล!"
อวี้หย่งหลิ่วตอบรับพลางพาเด็ก ๆ วิ่งจากไป
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งส่ายหน้าพลางยิ้ม "เจ้าลิงพวกนี้"
ว่าแล้วนางก็เห็นซูโหรวเอ๋อร์มองเด็ก ๆ ที่วิ่งออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทางเหม่อลอย
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งคิดมากไปหน่อย คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นห่วงว่าอวี้หย่งหลิ่วจะดูแลอวี้หย่งจวี๋ ไม่ดี นางจึงเบะปากแล้วพูดว่า "นี่ ถ้าเจ้าไม่สบายใจ ข้าจะให้หลิ่วเอ๋อร์พาจวี๋เอ๋อร์กลับมาก็ได้..."
ซูโหรวเอ๋อร์รีบส่ายหน้า แล้วยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า "ไม่ใช่หรอกพี่สะใภ้รอง ข้าแค่คิดว่า พอจะเข้าใจได้ที่หลานชายคนโตบ้านเดิมอย่างต้าเป่าโตมากแล้ว แต่เสี่ยวเป่าอายุใกล้เคียงกับจวี๋เอ๋อร์ แต่ไม่เคยยอมพาเขาไปเล่นด้วยเลย..."
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งชายตามองซูโหรวเอ๋อร์แวบหนึ่ง "ก็แน่ละ จวี๋เอ๋อร์แซ่อวี้ เป็นพี่น้องแท้ ๆ กับหลิ่วเอ๋อร์และกุ้ยเอ๋อร์ แม้แต่ซิ่งซิ่งก็แซ่อวี้ เจ้าก็ถือว่าหลิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของลูกชายเถอะ"
ซูโหรวเอ๋อร์ก้มหน้าลง พูดอะไรไม่ออก
ปกติแล้วไป๋เสี่ยวเฟิ่งไม่ค่อยคุยกับซูโหรวเอ๋อร์ เห็นน้องสะใภ้โดนแทงใจดำแล้วเงียบไป ก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย นางจึงกระแอมแล้วพูดกลบเกลื่อน "เอาล่ะ ๆ ไฟติดดีแล้ว เจ้าต้มไข่หน่อยสิ อย่าเทน้ำทิ้งนะ เดี๋ยวข้าจะสระผม"
ซูโหรวเอ๋อร์ตอบรับเบา ๆ
...
เด็ก ๆ อยู่ริมลำธาร แต่เดิมตั้งใจจะพลิกก้อนหินหาปูหรือกุ้งเล็ก ๆ อะไรพวกนั้น ลำธารที่เพิ่งมีน้ำไหลกลับมาได้เดือนกว่า ๆ จะมีปลาแล้ว ทำให้พวกเขาตะโกนด้วยความตื่นเต้น
อวี้หย่งหลิ่วเป็นเด็กฉลาด เขาคิดสักครู่ "คงเป็นเพราะน้ำจากแม่น้ำเหมาไหลมาน่ะ ปลาพวกนี้คงมาจากแม่น้ำเหมา"
เด็ก ๆ ได้ยินแล้วพากันพยักหน้าเห็นด้วย
"อยากกินปลาไหม" อวี้หย่งหลิ่วเอ่ยถาม
ซิ่งซิ่งน้ำลายไหล "อยาก!"
ปลาช่างน่ารักน่ากินเสียจริง!
พี่น้องทั้งหลายต่างเตรียมพร้อม กำลังเตรียมลงมือจับปลา ทันใดนั้นหลัวเชียหนิวเดินเข้ามาใกล้ เบ้ปาก พูดกับเด็ก ๆ ตระกูลอวี้ว่า "ยังมาเล่นอะไรกันอยู่ตรงนี้อีก พวกเจ้าไม่รู้หรือไงว่ามีคนมาหาที่บ้าน กำลังโวยวายอยู่กลางลานบ้านใหญ่เลย"