อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    144 หายตัวไป

    มู่เชียนตื่นขึ้นอีกครั้งในยามค่ำของวันถัดมา… เป็นดังที่เทพอสูรจิ้งจอกบอกไว้  เมื่อได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ประสาทสัมผัสต่างๆของนางก็ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ..  
    หลังจากสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายลง สิ่งแรกที่นางคิดจะทำก็คือการติดต่อบุรุษแคว้นต้าเยว่ผู้นั้น เพื่อแจ้งให้เขาทราบว่าตนเองปลอดภัยดี ทว่าแม้จะส่งเสียงเรียกผ่านกระจกวิญญาณเท่าไหร่ กลับไร้เสียงตอบรับจากอีกฝั่ง  ทำให้หญิงสาวเริ่มกังวล และคาดเดาไปต่างนานา 
    “หากเกิดเรื่องกับเขา เจี่ยอีและหู่อู่ก็ควรจะมีปฏิกิริยาบ้าง ….หรือเขายังโกรธข้า ที่ไม่รับปากเรื่องนั้น…?” เมื่อคิดถึงคำขอที่เปี่ยมล้นด้วยความห่วงใยจากชายผู้นั้น  มู่เชียนก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น
    “ไม่หรอก....” เสี่ยวจิ้งเอ่ยปฏิเสธด้วยท่าทางสบายๆ  “หากโกรธ เขาคงไม่มาช่วยเจ้า..”
    “ช่วยข้า ?” มู่เชียนทวนคำของเทพมังกรน้อยด้วยท่าทางงุนงงอย่างมาก 
    เสี่ยวจิ้งเล่าเรื่องราวที่เยว่เทียนหงปรากฏตัวเมื่อคืนให้นางฟัง โดยเว้นเรื่องบาดหมางระหว่างบุรุษผู้นั้นและลวี่ซานถงเอาไว้ เพื่อหน้าตาของพี่ชาย…     หลังจากหญิงสาวได้ฟังก็ทั้งซาบซึ้งและรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก
    ขณะที่นางไม่รับรู้..  เขากลับคอยช่วยเหลือนางอยู่เสมอ  ทั้งยังไม่เคยทวงถามการตอบแทน คนที่ดีกับนางเช่นนี้ นางกลับไม่เคยตอบแทนเขาสักครั้ง ยามนี้แม้แต่คำขอบคุณก็ยังไม่มีโอกาสได้กล่าวกับเขาเลย 
    หากไม่นับสมบัติไม่กี่ชิ้น ที่เคยมอบให้เขา  ซึ่งนางก็ได้มาอย่างง่ายดาย …  ก็ดูเหมือนว่านางไม่เคยทุ่มเททำอะไรให้เขาเลยจริงๆ..  
    ‘สิ่งที่ทำให้เขาสงบใจ นอกจากปราณอี้เจ๋อก็มีเพียงลูกแก้วอสูรธาตุแสงเท่านั้น !’ ดวงตาสีน้ำปรากฏความคิดหนึ่งแล่นวาบ
    “ซานถง เสี่ยวจิ้ง ข้าจะหาลูกแก้วอสูรธาตุแสงระดับมหาราชันย์ขึ้นไปได้จากที่ใดบ้าง ?”
    มังกรเทพรับรู้จุดมุ่งหมายของนางได้ทันที จึงแค่นเสียงหัวเราะออกมาคราหนึ่ง “ช่างหน้าใหญ่เสียจริง อ้าปากคราวหนึ่งก็เรียกหาสมบัติล้ำค่าเช่นนั้น.. เจ้าคิดว่าสัตว์อสูรระดับมหาราชันย์หาง่ายเพียงนั้นเชียว ?” 
    “ไม่มีหรือ ” มู่เชียนพึมพำเสียงเบา  ก่อนจะถอนหายใจออกมา
    ตลอดเวลา ลวี่ซานถงมิได้เอ่ยตอบคำ  นับแต่นางฟื้นขึ้นมาดูเขาเงียบแปลกๆ สีหน้ามืดครึ้มกว่าปกติ  เสี่ยวจิ้งเห็นเช่นนี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ ทำให้ดวงตาสีครามตวัดกลับมาอย่างดุร้าย เสี่ยวจิ้งทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เอ่ยว่า “พี่สาม ท่านน่าจะรู้ดีกว่าข้าว่าจะหามันได้ที่ใด.. ได้ยินว่าท่านเคยตามหามันเช่นกันมิใช่หรือ ?”
    มู่เชียนหันขวับมาหาเทพจิ้งจอกทันที  สายตาเปล่งประกายของผู้เป็นนาย ทำให้ลวี่ซานถงที่นั่งหน้าเคร่งอยู่ไม่มีทางเลือก จำต้องบอกสิ่งที่ตนเองทราบออกไปแต่โดยดี  “ถ้ำไร้ตะวันของพี่รอง มีลูกแก้วเช่นนั้นอยู่ลูกหนึ่ง”
    “จริงหรือ ?!” เมื่อทราบเบาะแสสิ่งที่ต้องการ มู่เชียนก็เผยท่าทางกระตือรือร้นออกมาทันที  .. “พวกเราหาเวลาเดินทางไปที่นั่นกันเถิด”    ลวี่ซานถงกลับชะงักนิ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ  
    “นายหญิง .. ถ้ำไร้ตะวันยามนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว   หากข้าคาดไม่ผิดที่นั่นเป็นสถานที่ที่อันตรายอย่างมาก”
    “เหตุใดหรือ…?”
    “ร้อยกว่าปีก่อน สถานที่ข้าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ  ก็คือที่แห่งนั้น”มู่เชียนนิ่งงันไป “วันนั้นข้าตามทูตรัตติกาลกลุ่มหนึ่งไป เพราะสัมผัสได้ถึงปราณของพี่รอง สุดท้ายตามไปจนถึงถ้ำไร้ตะวันนั่น จึงได้พบกับร่างมาร …” 
    “ถ้ำของพี่รองเฮยเอ่อร์หมิงเป็นสถานที่ที่มีปราณธาตุมืดหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในใต้หล้า… มีประโยชน์ต่อการหล่อหลอมร่างมารอย่างมาก หรืออาจถึงขั้นเป็นสถานที่สำหรับให้กำเนิดร่างมารเหล่านั้น”   
    “พวกมันอาศัยปราณของพี่รองเพื่อเข้ายึดครองถ้ำแห่งนั้น ..ดูแล้วที่นั่นคงเป็นแหล่งซ่องสุมสำคัญแห่งหนึ่งของพวกมันเลยทีเดียว”
    ข้อมูลสำคัญจากลวี่ซานถง  ทำให้สีหน้าของมู่เชียนเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที  คราวก่อนหากไม่ได้เยว่เทียนหงช่วยเหลือ พวกนางคงเอาชนะทูตรัตติกาลระดับราชันย์เหล่านั้นไม่ได้ 
    การจะให้นางไปทะลายรังของพวกมัน ย่อมเป็นไปไม่ได้แน่.. ทว่าจะให้ถอดใจง่ายๆ มู่เชียนก็รู้สึกไม่เต็มใจนัก  ในเมื่อมุ่งมั่นจะตอบแทนเขาแล้ว… หากมองหาแต่หนทางที่สะดวกสบาย  นางก็คงรู้สึกละอายใจต่อตนเองอย่างมาก
    ที่สำคัญ.. หากสถานที่นั้นเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกมันจริง นางยิ่งจะต้องไปเพื่อทะลายมันให้สิ้น
    “รอไว้ข้าบรรลุมหายุทธ์ก่อน  พวกเราค่อยไปสำรวจถ้ำแห่งนั้นสักครั้ง”… จากการประมือครั้งล่าสุด และวิชาหมื่นธาตุพิษของนาง มู่เชียนมั่นใจอย่างมากว่าหากนางบรรลุปราณยุทธ์ไปอีกขั้น ทูตรัตติกาลระดับราชันย์สิบตนก็ไม่อาจเอาชนะนางได้
    ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองมีเรื่องราวต้องทำมากมายนัก หลังจากไปถ้ำแห่งนั้น นางยังคิดจะเดินทางออกจากแคว้นอวิ๋นเพื่อตามหาเทพอสูรตนอื่นอีกด้วย
    ภารกิจมากมาย ย่อมไม่อาจกลับมาแคว้นอวิ๋นได้ระยะเวลาอันใกล้   ดังนั้นก่อนจะออกเดินทาง.. นางจะถือโอกาสจัดการปัญหารำคาญใจทั้งหลายให้หลายให้หมดเสียก่อน…. 
    วันต่อมามู่เชียนส่งทัพเจ็ดธาตุและหู่อู่ไปยึดแคว้นต้าหนานร่วมกับหนานจื่อชิ่ง…  ส่วนตัวนางและโม่เจี้ยนนำทัพอสูรและกองกำลังอารักขาบุกยึดแคว้นลู่ … เพื่อหาเบาะแสของเหล่าสัตว์อสูรรัตติกาลเหล่านั้น  
    ทัพอสูรของมู่เชียนก่อนหน้านี้ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก  ระหว่างทางเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงจึงถือโอกาสระดมพลเหล่าสัตว์อสูรทั้งหมดในเทือกเขาทมิฬให้ร่วมทัพไปด้วย สัตว์อสูรไร้สังกัดในเทือกเขาทมิฬนั้นมีจำนวนนับล้านตัว.. พอได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนายเหนือหัวก็ปรากฏตัวออกมาจนหมด  มีพวกมันเข้าร่วม กองทัพแคว้นอวิ๋นของมู่เชียนก็กลายเป็นกองทัพอสูรที่ยิ่งใหญ่จนน่าเหลือเชื่อ … 
    เผชิญหน้ากับทัพอสูรนับล้านตนเช่นนี้ ผู้ใดยังกล้าไม่กล่าวคำว่ายอมแพ้อีกหรือ.. ?! 
    มู่เชียนออกคำสั่งกองทัพทั้งหมด…ห้ามทำร้ายมนุษย์หากไม่จำเป็น แน่นอนว่าพวกมันมิได้พบความจำเป็นสักครั้ง เพราะเพียงแค่ทัพอสูรแคว้นอวิ๋นปรากฏตัวหน้ากำแพงเมือง เหล่าทหารรักษาเมืองทั้งหมดก็คุกเข่าลง  ยอมจำนนด้วยความหวาดกลัว  
    ยิ่งเมื่อเมืองรายทางทราบว่าอสูรเหล่านั้นมิได้สังหารชาวเมืองหรือทหารที่ยอมแพ้แม้แต่คนเดียว ก็รีบยึดเมืองหน้าด่านเป็นต้นแบบ   ชักธงขาวขึ้นเหนือกำแพงยอมแพ้อย่างง่ายดายเช่นกัน  ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว..  เพียงแค่สามวัน… กองทัพอสูรของนางก็สามารถบุกเข้าสู่เมืองหลวงแคว้นลู่ได้สำเร็จ
    เหล่าเชื้อพระวงศ์ รวมทั้งลู่เหวินหลางยินยอมมอบตัวแต่โดยดี   รัชทายาทลู่เหวินหลางปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นเรื่องราวของอสูรรัตติกาลเหล่านั้น กล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของทูตชุดดำทั้งสาม   ต่อเมื่อถูกบีบคั้นหนักเข้าจึงค่อยสารภาพว่า ก่อนนี้เขาเคยได้ยินรายงานเกี่ยวกับอสูรโครงกระดูกปรากฏตัวแถวๆผาดำ   ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขาทมิฬ 
    “ไม่ผิดแล้ว  … นั่นคือที่ตั้งของถ้ำไร้ตะวัน” เมื่อเสี่ยวจิ้งยืนยัน มู่เชียนก็ยิ่งมีสีหน้าหนักใจขึ้น ถ้ำไร้ตะวันแห่งนั้น ดูแล้วคงจะมีอันตรายรออยู่จริงๆ
    หลังได้รับข้อมูลที่ต้องการ  มู่เชียนจึงสั่งประหารลู่เหวินหลาง .. ด้วยเหตุว่าเขาเป็นตัวการณ์ทำให้สัตว์อสูรของนางตายไปเป็นจำนวนมาก  ส่วนเชื้อพระวงศ์อื่นๆนั้น มีทั้งเด็กและคนชรา นางยังใจไม่แข็งพอที่จะประหารคนเหล่านั้น จึงเพียงสั่งให้ปลดยศ และเนรเทศออกจากแคว้นลู่ไป 
    ฝ่ายแคว้นต้าหนาน เนื่องจากราชาหนานจงเยว่ถูกจับตัวไว้ได้นานแล้ว… การยึดอำนาจของหนานจื่อชิ่งจึงเป็นไปด้วยความราบรื่นเช่นกัน….  หู่อู่กลับมาพร้อมกับข่าวดีว่า อีกเพียงไม่กี่วันหนานจื่อชิ่งก็จะเข้าพิธีสถาปนาเป็นราชาองค์ต่อไปแล้ว
    เกือบหนึ่งอาทิตย์นับจากที่นางออกจากแคว้นอวิ๋นไป  มู่เชียนก็เดินทางกลับมาถึงจวนตระกูลมู่พร้อมกับความรู้สึกโล่งใจ..   นางวางแผนจะเก็บตัวฝึกวิชา เพื่อเข้าสู่ระดับมหายุทธ์ให้เร็วที่สุด ทว่าฟู่เจี่ยอีและหู่อู่กลับรออยู่หน้าห้องของนางด้วยท่าทางร้อนรนอย่างมาก เมื่อเห็นนางกลับมาก็ปรี่เข้ามาหาด้วยท่าทางร้อนใจ
    “นายหญิง  ทางต้าเยว่แจ้งมาว่า ฝ่าบาททรงหายตัวไปขณะเดินทางกลับแคว้น !”
    “อะไรนะ..!!” เพียงได้ยินว่าคนผู้นั้นเกิดเรื่อง หัวใจของมู่เชียนก็พลันบีบรัดจนเจ็บแน่น.. รีบดึงกระจกวิญญาณออกมา กรอกเสียงเรียกชื่อเขาลงไปหลายครั้งอย่างร้อนใจ ทว่าก็ยังคงไม่มีการตอบรับใดๆ จากชายผู้นั้น 
    “ข้าต้องไปหาเขา” มู่เชียนเอ่ย  เคยได้ยินเยว่เทียนหงเล่าว่ากระจกวิญญาณบานนี้ใช้เดินทางไปอีกฝั่งได้ แม้จะไม่รู้วิธีแต่นางก็จำต้องลองดู…  
    ปราณธาตุทั้งหมดในร่างถูกรวบรวมไว้ในฝ่ามือ ก่อนจะประทับลงไปบนกระจก  พร้อมกับพยายามแทรกมือเล็กของตนเข้าไปด้านใน ทว่ากลับไร้ผล  ปราณทั้งหมดที่นางปล่อยลงไปสะท้อนกลับมาในร่างของนางจนหมด 
    หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น มองกระจกที่ไร้ปฏิกิริยาตอบรับตรงหน้า พยายามปล่อยปราณธาตุแต่ละธาตุของตนลงไป โดยเริ่มจากปราณธาตุมืด  ทว่าต่อให้นางทุ่มเทปราณลงไปมากมายเท่าไหร่ กระจกบานนั้นก็ยังคงนิ่งสนิท ราวกับเป็นเพียงกระจกธรรมดาชิ้นหนึ่ง
    สุดท้ายมู่เชียนทดลองใช้ปราณอี้เจ๋อห่อหุ้มมือของตนไว้ และแทรกมือนั้นเข้าไป ทว่าเมื่อปราณอี้เจ๋อกระทบลงบนกระจก แสงสีทองก็หายวับไปทันที… มู่เชียนชะงักไป  แม้จะยังไม่อาจแทรกฝ่ามือเข้าไปได้ ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่กระจกมีการตอบสนองที่แตกต่างออกไป
    มู่เชียนรวบรวมปราณสีทองมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว ก่อนจะประทับฝ่ามือลงไปอีกครั้ง ทว่านอกจากปราณสีทองทั้งหมดที่หายวูบไปอย่างปริศนาแล้วก็ไม่มีปฏิกิริยาใดอีก สีหน้าของนางยามนี้มืดครึ้มอย่างมาก  หรือว่านางจะไม่สามารถเดินทางข้ามกระจกไปได้จริงๆ
    “ข้าได้ยินว่าต้องเป็นระดับราชันย์ จึงจะสามารถเดินทางผ่านกระจกได้” ฟู่เจี่ยอีเอ่ยขึ้นในที่สุด 
    นางเฝ้ามองนายหญิงลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่กล่าวความจริงข้อนี้ให้มู่เชียนฟัง ก็เพราะส่วนลึกยังคงคาดหวังว่านายสาวจะสามารถสร้างปาฏิหารย์ได้เช่นเคย ไม่นึกว่าเงื่อนไขบางประการ แม้แต่ธิดาเทพยุทธ์ ก็ยังไม่อาจฝ่าฝืนได้
    “ข้าจะไปต้าเยว่…” เสียงใสเอ่ยขึ้นในที่สุด
     # ดึกๆมาอีกตอนนะคะ

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน