หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 71 พักฟื้น

    ตอนเช้าฉันรู้สึกตัวตื่นเพราะได้ยินเสียงคนพูดคุยเบาๆอยู่ใกล้ๆว่า สายแล้วลองปลุกดีใหมจะได้รู้ว่ายังปกติดี จึงลืมตางัวเงียขึ้นมาเห็นสามหนุ่มกำลังยืนจ้องมองอยู่ข้างเตียง จึงถามพวกเขาว่ามีเรื่องอะไรกันเหรอ พวกเขายิ้มท่าทางโล่งอก เฟยเจินจึงนั่งลงข้างๆตอบว่า


    เฟยเจิน : พวกเราเห็นท่านยังไม่ตื่น จึงกังวลใจจะปลุกให้ลุกขึ้นมากินอาหารก่อนแล้วค่อยให้นอนต่อ

    อันฉี : หืมมม? เรียกท่านเลยเหรอ? ทำตัวห่างเหิน!


    เฟยเจินโผกอดฉันทันทีแล้วเรียกว่า “น้องห้า! ข้าดีใจเหลือเกินที่เจ้าไม่เป็นอะไร” เหวินหลางก็พูดเสริมว่าทุกคนเป็นห่วง โดยเฉพาะเฟยเจินกับหมอจงนั่งเฝ้าดูอาการฉันทั้งคืนไม่ยอมนอน ฉันจึงบอกกับพวกเขาว่าตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่ยังปวดเมื่อยเนื้อตัวนิดหน่อยสักพักก็คงหาย


    พวกเขาจึงเร่งให้ฉันลุกไปล้างหน้าล้างตา เพราะตอนนี้นางกำนัลยกอาหารมารอแล้ว แต่ฉันยังไม่สนใจเรื่องการกินอาหาร รีบถามพวกเขาว่าฮ่องเต้เป็นอย่างไรบ้าง หมอจงตอบว่าฮ่องเต้รู้สึกตัวและปลอดภัยดี ตอนนี้หมอหวังกำลังดูแลฮ่องเต้อยู่ที่ตำหนักไม่ต้องเป็นกังวล


    ฉันถอนหายใจโล่งอกที่ได้ยินว่าฮ่องเต้ปลอดภัยดี ค่อยๆลุกจากเตียงไปล้างหน้า แล้วเดินกลับไปนั่งที่ชานชมดอกบัวกับสามหนุ่ม ที่กำลังนั่งรอให้นางกำนัลเดินเรียงแถวยกอาหารมาวางบนโต๊ะ


    แต่ที่แปลกไปจากเดิมเพราะนางกำนัลคนสุดท้ายคือแม่ครัวเพ่ยจี กำลังวางจานถังหูลู่บนโต๊ะ ฉันจึงกล่าวทักทายแม่ครัวว่าออกจากคุกเมื่อไหร่ ยังนึกเป็นห่วงว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากยังไม่ออกจากคุกจะไปเยี่ยมสักหน่อย


    แต่แม่ครัวเพ่ยจีกลับนั่งลงคุกเข่าก้มหัวคำนับที่พื้นพูดน้ำเสียงสั่นเครือว่า นางออกจากคุกตั้งแต่วันที่เหยียนเต๋อหลานชายไปเยี่ยม เพราะได้รับการอภัยโทษจากท่านอ๋อง เหยียนเต๋อจึงเป็นผู้นำทางพาทหารไปทลายโรงต้มเหล้าพิษ พร้อมกล่าวขอบคุณที่ฉันช่วยเหยียนเต๋อให้เลิกติดเหล้า


    นางยังพูดอีกว่าพอรักษาตัวหายดี จึงคิดจะปรุงอาหารที่ฉันชอบกินมาให้ แต่ได้ยินข่าวว่าฉันเดินทางไปแคว้นจินชางแล้ว จนกระทั่งเมื่อวานนางรู้ว่าฉันเดินทางกลับมา จึงไปขอร้องแม่ครัวฝ่ายในว่าขอเป็นคนปรุงถังหูลู่ และขอเป็นคนยกเข้ามาให้ฉันกินด้วยตัวเอง


    ฉันพูดขอบใจแม่ครัวพร้อมกับบอกให้นางลุกขึ้น ถามนางว่ารู้ได้อย่างไรว่าฉันชอบกินถังหูลู่ นางตอบว่าแม่ครัวฝ่ายในเคยทำถังหูลู่ซึ่งฉันกินจนหมดไม่เหลือสักไม้ วันนี้นางจึงทำมาให้และตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ


    ฉันหยิบถังหูลู่เสียบไม้ในจานขึ้นมากัดกินชิ้นหนึ่ง มันมีรสหวานอมเปรี้ยวอร่อยถูกปาก จึงบอกนางว่าอร่อยมากจะกินให้หมดจานเลย แม่ครัวยิ้มปลื้มใจที่ได้ยินคำชมว่าอร่อย นางจึงพูดก่อนจะขอตัวลากลับไปว่า จะทำถังหูลู่และอาหารอร่อยๆส่งมาให้ฉันกินที่ตำหนักทุกวัน จากนั้นก็ขอตัวลากลับออกไป


    หมอจงจึงถามด้วยความสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับแม่ครัวคนนี้เหรอ ฉันจึงเล่าเรื่องของนางให้เขากับเหวินหลางฟัง และเมื่อกินอาหารเช้าเสร็จก็บอกกับทุกคนว่าจะไปเยี่ยมดูอาการฮ่องเต้ที่ตำหนักหมู่ตัน และบอกเฟยเจินกับหมอจงให้วันนี้นอนพักผ่อนบ้าง เพราะหน้าตาของคนทั้งสองดูอิดโรยจากการอดนอน จากนั้นจึงเดินออกไปจากตำหนักดอกบัวมุ่งหน้าไปที่ตำหนักของฮ่องเต้


    ในตำหนักพบองครักษ์ฟู่เซียงกำลังยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูห้อง และภายในห้องหมอหวังกำลังให้ฮ่องเต้ดื่มยาบำรุงอยู่บนเตียง พอฮ่องเต้เห็นฉันก็วางถ้วยยารีบเรียกให้ฉันเข้าไปหา ด้วยความดีใจที่เห็นฮ่องเต้อาการดีขึ้นแล้ว จึงโผเข้ากอดและพูดขอโทษทั้งน้ำตาที่กลับมาช้า


    ฮ่องเต้กระชับแขนโอบกอดลูบหลังเบาๆตอบว่าไม่เป็นไร หมอหวังเล่าให้เขาฟังหมดแล้วเรื่องที่ฉันไปช่วยค่ายหนิงอันสู้รบกับแคว้นซูเซียว แต่สิ่งที่เขาอยากจะพูดคือเป็นห่วงและคิดถึงฉันเหลือเกิน ฉันกระชับแขนกอดเขาแน่นซบหน้าแนบอกน้ำตาไหล พูดตอบว่าฉันเองก็เป็นห่วงและคิดถึงเขามากเช่นกัน


    จากนั้นฮ่องเต้ก็ปลอบให้ฉันหยุดร้องไห้ พูดปลอบฉันว่าเราควรยิ้มดีใจที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ฉันพยายามยิ้มออกมาเพื่อให้ฮ่องเต้สบายใจ สอบถามอาการว่ายังเจ็บตรงไหนอยู่หรือเปล่า ฮ่องเต้ตอบว่าร่างกายไม่เจ็บแล้วแต่ยังคงมีอาการอ่อนเพลียนิดหน่อย ได้พักอีกสักวันก็น่าจะดีขึ้น


    เมื่อถามไถ่อาการกันได้สักพัก จึงเอ่ยถามฮ่องเต้ว่าจะจัดการยังไงกับพระชายา เพราะนางเป็นหญิงอันตราย ไม่อยากให้พระชายาเข้าใกล้ฮ่องเต้อีก ฮ่องเต้ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วตอบว่า เขาให้ท่านอ๋องเป็นคนจัดการเรื่องนี้แล้ว รวมทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับแคว้นซูเซียวด้วย ท่านอ๋องจะเป็นคนดูแลจัดการงานบ้านเมืองแทนฮ่องเต้ระหว่างที่ยังพักรักษาตัว


    ฉันจึงไม่ถามเรื่องนี้ต่ออีกเพราะไม่อยากให้ฮ่องเต้ไม่สบายใจ จึงเปลี่ยนเรื่องพูดคุยเป็นเรื่องอื่น ฮ่องเต้ก็ถามว่าเรื่องเรียนวิชาแพทย์กับหมอจงเป็นอย่างไรบ้าง มีความก้าวหน้าสมควรกลับมาเป็นแพทย์ส่วนพระองค์เต็มตัวให้เขาได้หรือยัง


    ฉันจึงเล่าให้ฮ่องเต้กับหมอหวังฟังคร่าวๆว่า หมอจงพาไปทำอะไรที่ไหนบ้าง สรุปแล้วคือพาไปออกแรงต่อสู้มากกว่าไปเรียนวิชาแพทย์ แต่ฉันก็ชอบที่ได้หมอจงเป็นอาจารย์ ฮ่องเต้กับหมอหวังได้ฟังต่างพากันหัวเราะ หมอหวังจึงพูดว่าแม้จะไม่ได้เรียนอะไรมากกับหมอจง แต่ที่ฉันชุบชีวิตฮ่องเต้ให้ฟื้นได้นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ขั้นสุดยอดของวิชาแพทย์แล้ว


    ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าการชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นนั้นไม่ได้ใช้ศาสตร์การแพทย์ที่เรียนมาเลยสักนิด แต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและอายุขัยทั้งหมดของนกอัคคีสวรรค์ และเพียงครู่เดียวองครักษ์ฟู่เซียงก็เดินเข้ามาในห้อง แจ้งกับฮ่องเต้ว่าฮองเฮากับท่านอ๋องกำลังยืนรอเข้าเฝ้าอยู่ที่หน้าห้อง


    ฮ่องเต้จึงพยักหน้าอนุญาตให้คนทั้งสองเข้ามา ฉันจึงลุกขึ้นจากเตียงมายืนอยู่ข้างๆหมอหวัง จากนั้นท่านอ๋องก็เดินเข้ามาพร้อมกับฮองเฮาและนางกำนัลที่ในมือถือโถอาหารส่งกลิ่นหอมฉุย ฮองเฮาหันหน้ามามองฉันแม้จะไม่ยิ้มให้ แต่ก็ถามตามมารยาทว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ฉันจึงตอบตามมารยาทเช่นกันว่าสบายดี


    จากนั้นฮองเฮาก็รีบเดินเข้าไปนั่งบนเตียงข้างๆฮ่องเต้ พร้อมกับจับมือบีบนวดสอบถามอาการด้วยความห่วงใย ฉันจึงทูลลากลับคิดว่าควรปล่อยให้สามีภรรยาได้อยู่พูดคุยดูแลกัน แต่ก่อนจะกลับต้องไปที่คุกหลวงเสียหน่อย ตั้งใจจะไปดูและด่าพระชายาถ้ายังกล้ามาแตะต้องฮ่องเต้อีกต้องได้เห็นดีกันแน่


    ในขณะกำลังจะหันหลังก้าวเท้าเดินออกไปจากห้อง ท่านอ๋องเรียกฉันไว้ว่ามีเรื่องจะพูดคุยด้วย จึงเดินตามท่านอ๋องออกไปพูดคุยกันที่ห้องโถง ท่านอ๋องถามว่าฟางลี่จูเป็นอย่างไรบ้าง จึงตอบไปตามความจริงว่าลี่จูปลอดภัยแต่สถานการณ์ที่ค่ายยังคงน่าเป็นห่วง มีทั้งศึกในเมืองหลวงและศึกกับแคว้นซูเซียวมารุกรานค่าย ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะสงบไปได้อีกนานแค่ไหน


    ซึ่งท่านอ๋องดูจะสนใจฟังและกังวลเรื่องของลี่จูเป็นพิเศษ จึงลองถามท่านอ๋องว่าลี่จูคงไม่ใช่สหายธรรมดาใช่ไหม ท่านอ๋องยิ้มฝืนๆแล้วตอบว่า ก่อนที่เขาจะแต่งงานกับพระชายา เขาเคยหลงรักลี่จูและยังไม่เคยลืมไปจากใจ นั่นจึงทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงเรื่องที่หมอหวังเคยเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับท่านอ๋องและสตรีผู้นั้นที่แท้ก็คือลี่จูนี่เอง แหมโลกมันช่างกลมเสียจริงๆ


    จึงพูดกับท่านอ๋องไปตามตรงว่าให้ตัดใจ เพราะลี่จูเป็นคนรักขององค์รัชทายาทจินหย่งเจิ้ง คงจะแต่งงานกันหลังจากเสร็จสิ้นเรื่องการปราบกบฏ ท่านอ๋องถอนหายใจนิดหนึ่งแล้วพูดว่าเรื่องนั้นเขารู้ดีอยู่แล้ว แค่ยังหวังดีและเป็นห่วงลี่จูเท่านั้น ถ้ามีโอกาสเขาก็อยากเดินทางไปพบกับลี่จูอีกสักครั้ง แต่ไปพบในฐานะสหายที่ไม่ได้พบเจอกันนาน


    ฉันจึงพูดใส่อารมณ์กับท่านอ๋องว่า ถ้าจะไปพบกับลี่จูก็ควรจับพระชายามัดเชือกหรือล่ามโซ่ไว้ให้ดีๆ อย่าให้พระชายาตามไปอาละวาดสาดน้ำกรดลี่จูถึงที่ค่าย เพราะลี่จูคงไม่ใจดียืนให้พระชายาสาดน้ำกรดง่ายๆเหมือนที่นางเคยทำกับฉัน


    ท่านอ๋องก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดลำบากใจพูดว่า ตอนนี้พระชายาถูกคุมขังอยู่ในคุกเพื่อรอการประหารชีวิต คงเดินออกไปไหนไม่ได้อีกแล้ว ส่วนเขาเองกำลังให้คนเขียนหนังสือหย่าขาดการเป็นสามีภรรยา และหนังสือปลดพระชายาเป็นสามัญชน ทั้งยังส่งหนังสือไปตัดความสัมพันธ์กับแคว้นซูเซียวด้วย


    เพียงแต่ตอนนี้รอให้ฮ่องเต้หายดีเสียก่อน จึงจะทำการประหารพระชายาต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ ฉันฟังแล้วใจหาย แม้ใจหนึ่งจะคิดว่าสมควรกับความผิดของพระชายาแล้ว แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกสงสารชีวิตของนางที่เคยสูงส่งเลิศหรู แต่สุดท้ายลงเอยด้วยการต้องโทษประหาร


    ฉันจึงเปลี่ยนเรื่องพูดคุยถามท่านอ๋องว่า เรื่องคดีเหล้าหฤหรรษ์จับตัวคนนำพิษเข้ามาในแคว้นได้หรือไม่ ท่านอ๋องตอบว่าจับตัวไม่ได้เพราะคนร้ายไหวตัวหนีไปเสียก่อน ซึ่งคนร้ายก็คือชายคนรักของนางกำนัลคนสนิทพระชายาที่ตามมาจากแคว้นซูเซียว


    และนางกำนัลคนนี้นี่แหละ แอบนำน้ำกรดเข้ามาในวังให้พระชายาสาดใส่ฉันในวันนั้น แต่นางกำนัลถูกตัดสินโทษประหารชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว จึงยิ่งทำให้พระชายาเกิดอาการคลุ้มคลั่งเสียสติจนเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น จากนั้นท่านอ๋องยังพูดโทษตัวเองอีกว่า ถ้าก่อนหน้านี้เขาพยายามทำดีกับพระชายาบ้าง เรื่องร้ายๆเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น


    ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกหดหู่ใจ ซึ่งจะกล่าวโทษท่านอ๋องว่าเป็นคนผิดซะทีเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะเรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้ ท่านอ๋องจึงเปลี่ยนเรื่องพูดคุย เพื่อไม่ให้บรรยากาศมันตึงเครียดไปมากกว่านี้ จึงถามฉันว่ายาถอนพิษเหล้าหฤหรรษ์ยังมีอีกหรือไม่ เขาต้องการซื้อยาจากฉันจำนวนมากเพื่อนำไปรักษาคนติดพิษเหล้าหฤหรรษ์


    พอได้ยินคำถามเปิดมาเช่นนี้ ก็เปลี่ยนใจไม่ไปที่คุกหลวงแล้ว แต่ปิ๊งไอเดียมองเห็นช่องทางทำมาหากินรีบตอบว่ามียาถอนพิษ และยินดีจะขายให้ท่านอ๋องในราคาพิเศษแต่ขอเวลาสักสองวันเพื่อให้หลี่เฉียงไปจับหนอนชิงชังก่อน จากนั้นจึงขอตัวลากลับตำหนักดอกบัวทันที


    เมื่อเดินกลับมาถึงตำหนักเห็นหมอจงกำลังเดินสวนทางออกมา จึงถามเขาว่ากำลังจะออกไปไหนทำไมไม่นอนพักผ่อน หมอจงตอบว่าธุระของเขายังไม่เสร็จจึงรู้สึกกังวลนอนไม่หลับ และกำลังจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เขาจึงถามฉันกลับว่าฮ่องเต้อาการดีขึ้นหรือยัง


    ฉันตอบว่าอาการดีขึ้นแล้วแต่ยังอ่อนเพลียต้องพักผ่อนอีกหน่อย อีกทั้งตอนนี้ฮองเฮากับท่านอ๋องก็อยู่ที่ตำหนักนั้นด้วย ถ้าจะคุยเรื่องงานเคร่งเครียดกับฮ่องเต้เวลานี้คงไม่เหมาะ แต่ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ให้ไปพบพูดคุยกับท่านอ๋อง เพราะตอนนี้ท่านอ๋องเป็นผู้ดูแลงานบ้านเมืองแทนฮ่องเต้


    หมอจงยิ้มโล่งใจเมื่อได้ยินว่ายังมีท่านอ๋องทำงานแทนฮ่องเต้ได้ จึงบอกว่าเขาเป็นตัวแทนของท่านจิน จะไปพูดคุยเรื่องจะให้แคว้นจินชางเป็นพันธมิตรกับแคว้นหลวนเซียน ฉันก็ตอบว่าเรื่องนั้นน่าจะพอเป็นไปได้ เพราะท่านอ๋องกำลังให้คนเขียนหนังสือไปตัดความสัมพันธ์กับแคว้นซูเซียว


    หมอจงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหน้าบานรีบเดินมุ่งตรงไปที่ตำหนักหมู่ตัน เพื่อไปรอพบพูดคุยกับท่านอ๋อง ฉันจึงเดินกลับเข้าไปในตำหนักแต่ไม่เห็นเฟยเจินกับเหวินหลาง จึงถามกับนางกำนัลว่าสองคนนั้นไปไหน นางกำนัลตอบว่าได้ยินทั้งสองชักชวนกันไปที่ลานฝึกทหาร


    ฉันจึงเดินไปนั่งเล่นที่ชานชมดอกบัวเพื่อรอคนทั้งสามกลับมา ซึ่งในระหว่างรอนั้นถามนกอัคคีสวรรค์ว่าเป็นอย่างไรบ้างยังไหวอยู่มั้ย เสียงในหัวก็ตอบกลับมาว่าไหวแต่ช่วงนี้พลังยังกลับคืนมาไม่เต็มที่ อยากให้ฉันพักฟื้นอย่าเพิ่งไปออกรบหนักหน่วง จึงตอบนกอัคคีสวรรค์ว่าเข้าใจแล้ว เพราะตอนนี้ยังรู้สึกตัวหนักๆขยับแขนขาไม่ค่อยคล่องสักเท่าไหร่นัก


    จากนั้นก็ถามนกอัคคีสวรรค์ต่ออีกว่ามีอาวุธอะไร ที่สามารถต่อสู้โดยไม่ฆ่าคนตายบ้างมั้ย เพราะอาวุธแต่ละอย่างที่มีอยู่ในตัวล้วนมีพิษรุนแรง จึงอยากได้อาวุธอันเล็กๆพกติดตัวสะดวก หรือพิษอะไรก็ได้ที่ทำให้มนุษย์แค่บาดเจ็บลุกขึ้นมาต่อสู้ไม่ได้สักหนึ่งชั่วยามก็ยังดี นกอัคคีสวรรค์หัวเราะออกมาเบาๆ เพราะรู้ถึงเหตุผลที่ฉันอยากได้อาวุธไม่ฆ่ามนุษย์ถึงตาย


    นางจึงแนะนำให้ฉันใช้พิษของผีเสื้ออัญมณีที่อยู่ในหุบเขาเคียงนภา ผงพิษจากปีกผีเสื้อทำให้เกิดอาการอัมพาตขยับตัวไม่ได้หลายชั่วยาม จากนั้นพิษจะสลายไปเองส่วนผู้ถูกพิษจะกลับมาขยับตัวเคลื่อนไหวได้อีกครั้งหลังจากพิษสลายไป


    แต่การจะไปจับผีเสื้ออัญมณีที่หุบเขาเคียงนภานั้นไม่ได้ไปกันง่ายๆ เพราะที่นั่นมีอากาศหนาวเย็นจัดมีหิมะปกคลุมทั่วทั้งภูเขา ทั้งยังมีพายุหิมะพัดแรงตลอดวันคืน จึงจำเป็นต้องไปกับผู้ที่มีพลังเวทย์สูง และทนความหนาวได้ดีอย่างเช่นเสวียฉี


    จากนั้นเสียงของนกอัคคีสวรรค์ก็เงียบหายไปนางคงกลับไปพักผ่อนแล้ว กระทั่งเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ สามหนุ่มก็เดินกลับเข้ามาในตำหนักพร้อมกันหน้าตายิ้มแย้ม ฉันจึงบอกเฟยเจินให้เขียนจดหมายถึงหลี่เฉียง ให้ไปจับหนอนชิงชังที่ป่าตะวันออก และให้นกเหยี่ยวพานกอินทรีย์ดำไปอาศัยอยู่ในป่าด้วยเลย


    เหวินหลางก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า หนอนชิงชังหน้าตาเหมือนหนอนทั่วไปหรือเปล่า ชักอยากเห็นของจริงเสียแล้วสิ หมอจงก็พูดเสริมว่าอยากเห็นเหมือนกัน ทั้งยังทวงถามเรื่องจะไปเยื่ยมเยียนครอบครัวฉันที่ป่าไผ่เขียวด้วย ฉันจึงตอบว่ารออีกสองวันจะพาไปแน่นอน


    ซึ่งช่วงสองวันนี้ฉันยังคงไปดูแลฮ่องเต้ที่ตำหนักหมู่ตันทุกวัน จนฮ่องเต้สามารถลุกขึ้นจากเตียงออกไปเดินเล่นในสวนได้ตามปกติ ส่วนหมอจงก็มักไปที่ตำหนักม่อลี่เพื่อพูดคุยกับท่านอ๋องเรื่องการเป็นพันธมิตรและแผนทำการค้าร่วมกันทั้งวันเช่นกัน จนอดคิดไม่ได้ว่าสองคนนี้จะสนิทสนมกันไปถึงขั้นไหนแล้ว


    กระทั่งหลี่เฉียงนำหนอนชิงชังใส่กระบอกไม้ไผ่จนเต็มหลายสิบกระบอกมาส่งให้ที่ตำหนัก จึงสั่งให้หลี่เฉียงอยู่รอกลับป่าไผ่เขียวพร้อมกัน ทั้งยังแนะนำหลี่เฉียงให้หมอจงกับเหวินหลางรู้จัก โดยแนะนำสั้นๆว่าหลี่เฉียงเป็นคนงานที่บ้าน หมอจงก็บอกว่าเขาอยากได้หนอนชิงชังไปไว้รักษาคนติดเหล้าบ้างอยากให้พาเขาไปจับ ฉันพยักหน้าตอบว่าเดี๋ยวจะพาไป


    ซึ่งหลังจากส่งมอบหนอนชิงชังให้ท่านอ๋องเสร็จเรียบร้อย เราจึงขี่ม้าไปที่ตลาดเพื่อหาซื้อข้าวของเครื่องใช้ เหล้า อาหาร จากนั้นก็ช่วยกันหิ้วของพะรุงพะรังขี่ม้าไปที่ชายป่า เฟยเจินจึงบอกให้เราลงม้ากันตรงนี้ เพราะม้าไม่สามารถเดินทางเข้าไปในป่าได้


    หมอจงมองส่องสายตาเข้าไปในราวป่าอันรกทึบ หันมาถามว่าป่าแห่งนี้ใช่ป่าอัคคีหรือไม่? ฉันตอบว่าใช่! เป็นป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ปีศาจดุร้าย มนุษย์จึงไม่ควรย่างเท้าเข้าไป ซึ่งเขายังถามเหมือนรู้ข้อมูลมาดีอีกว่า มีต้นอัคคีอยู่ในป่าด้วยใช่ไหม อยากเห็นต้นอัคคีว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ส่วนผลอัคคีนั้นเขาเคยเห็นแล้วตอนที่ฉันหยิบจากเข็มขัดเวทย์ออกมากิน ฉันยิ้มแล้วตอบว่าเดี๋ยวจะพาไปดู