“เสี่ยวหลงจวิน!!เ้ามาได้อย่างไร”
ทันทีที่เห็นสหายตัวน้อยตันเจี๋ยก็คว้าสองมือเล็กไปดึงเ้าตัวยาวเข้ามากอดแน่น คงเพราะคิดถึงมาก จึงกอดแน่นมากทำเอาเ้าเสี่ยวหลงจวินแทบขาดอากาศหายใจตาย มารู้ตัวอีกทีว่าตนเองกอดแน่นเกินเหตุก็ตอนที่เ้าเสี่ยวหลงจวินไม่ส่งเสียงตอบรับใด ๆ
“ขะ ข้าขอโทษข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าก็แค่... ดีใจเกินไปหน่อยน่ะ”
ตันเจี๋ยวางสหายตัวน้อยลงบนหน้าตักอย่างเบามือทันทีที่ตั้งหลักได้เ้าตัวยาวก็เลื่อยขึ้นไปบนไหล่ของตันเจี๋ยเพื่อแสดงถึงความเป็เ้าข้าวเ้าของก่อนจะเอ่ยเสียงงึมงำอยู่ข้างใบหูของนางว่า...
“ก็ท่านอาของเ้าส่งข้ามาน่ะสิงืม? แต่จะว่าไป... ร่างที่เ้ามาอาศัยอยู่นี้ ไม่ว่าหน้าตาส่วนสูง สัดส่วนร่างกาย หรือแม้แต่พุงพลุ้ย ๆ นั่น ช่างเหมือนเ้าราวกับแกะนับว่าท่านอาของเ้าเลือกร่างมนุษย์ได้ใกล้เคียงกับของเดิมมากจริง ๆ”
“อะหึ ~ ก็ยังเป็ท่านอาที่ดีต่อข้าที่สุด เช่นนั้นข้าจะใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ให้ดีๆ ก็แล้วกัน”
ขณะเอ่ยประโยคนี้ดวงตาของตันเจี๋ยก็ขึ้นแสงสว่างวาบไปปราดหนึ่งหลังจากนั้นไม่นานเพลาล้อเกวียนม้าขนาดใหญ่ก็เคลื่อนตัวช้าลงบรรยากาศรอบนอกก็เริ่มมีเสียงผู้คนคับคั่งซึ่งผิดไปจากเดิมที่เงียบสงัดเป็เป่าสากจะมีให้ได้ยินก็แต่เสียงนกเสียงแมลงก็เท่านั้น
“อ้าาา...คงถึงเมืองใหญ่แล้วสินะ” ตันเจี๋ยบ่นพึมพำเสียงแ่ ก่อนจะใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งค่อยๆ คลี่ผ้าคลุมบนเกวียนออกแล้วกวาดสายตามองไปรอบนอกยามนี้เองที่ดวงตากลมโตสดใสของจอมมารน้อยเบิกกว้างขึ้นอย่างประหลาดใจ
นี่นะหรือที่เขาเรียกว่าเมืองใหญ่!
รอบนอกปรากฏงานรื่นเริงตระการตามุมซ้ายมีการแห่แหนรูปปั้นเทพเ้าขนาดใหญ่ มุมขวามีการแสดงงิ้วทั้งมีขบวนเชิดสิงโตดูโอ่อ่าส่วนอีกฟากหนึ่งเป็ท่าน้ำที่มีหนุ่มสาวหลายคู่ลงไปลอยโคมดอกไม้ด้วยกันครั้นแหงนหน้ามองบนท้องฟ้าจะเห็นโคมไฟสีเหลืองทองปนสีแดงลอยละล่องอยู่ทั่วจนทำให้น่านฟ้าสว่างไสวเรืองรองอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ดู ๆแล้วพิภพล่างเช่นโลกมนุษย์ก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างคิด
เห็นสิ่งเร้าที่ค่อนข้างล่อตาล่อใจตันเจี๋ยก็มิวายะโจึ๋งลงจากเกวียนม้าฉับพลัน นางไตร่ตรองไว้ว่าเมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองแห่งนี้ ย่อมมีเศรษฐีอาศัยอยู่มาก ดังนั้นก็เท่ากับว่า...ผู้ที่เหมาะสมจะเป็ท่านพ่อของนาง ก็ย่อมต้องมีให้เลือกมากมายตามไปด้วย
.
..
“เหตุใด? เกวียนส่งสินค้าของตระกูลหลี่ถึงมีเด็กคนนั้นปีนลงมา?” ในขณะที่ตันเจี๋ยกำลังตื่นตาตื่นใจกับการได้เห็นเมืองใหญ่นางกลับไม่รู้เอาเสียเลยว่ากำลังมีสายตาคู่หนึ่งมองลงมาจากหอซิ่งฉงชั้นสาม
“ข้าน้อยจะไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้ขอรับ”มือสังหารข้างกายหลี่โหวเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นแล้วมองไปยังเบื้องล่างในจุดเดียวกันกับที่เ้านายของตนกำลังเพ่งมอง
“แต่ช่างเถอะ...ก็แค่เด็กขอทานหนึ่งคน เ้าไม่จำเป็ต้องเปลืองแรงก็ได้ ว่าแต่...เื่ที่ข้าให้เ้าไปจัดการ เป็อย่างไรบ้าง เรียบร้อยดีหรือไม่” ชายวัยสามสิบปีเอ่ยกับดรุณหนุ่มข้างกายด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
“จับตัวคนพวกนั้นไว้ได้หมดแล้วขอรับ”มือสังหารคนดังกล่าวค้อมหัวก้มหน้าเล็กน้อยก่อนเอ่ยรายงานด้านหลี่โหวที่ได้ยินอย่างนั้นก็เผลอคลี่ยิ้มมุมปากแววตาของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความตาย ไม่นานนักน้ำเสียงเ็าก็หลุดออกมาจากปากของหลี่โหว
“เช่นนั้นก็ดีข้าจะสังหารพวกมันด้วยมือของข้าเอง” หลี่โหวลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงพร้อมกับคว้ามือไปจับกระบี่สีเงินอย่างมั่นเหมาะแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมจะสังหารคนพวกนั้นอยู่ทุกเมื่อ
“นายท่าน…ก่อนสังหารคน จะไม่รายงานฝ่าาก่อนหรือขอรับ”
เขารู้ดีว่าตนมีสถานะเป็เพียงมือสังหารผู้ต่ำต้อยไม่สมควรเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้าเ้านาย แต่เพื่อความถูกต้องและเพื่อป้องกันมิให้เ้านายของตนต้องเดือดร้อนภายหลังเขาจึงจำเป็ต้องเอ่ยทัดทานขึ้นมาเช่นนี้ แต่นอกจากหลี่โหวจะไม่เก็บเอาคำพูดของเขาไปพิจารณาหลี่โหวยังเฉลียวหางตาดุร้ายหันมามองเขาแล้วเอ่ยเสียงเรียบนิ่งแต่อบอวลไปด้วยอายสังหารออกมาว่า
“ฝ่าาก็ส่วนฝ่าาข้าก็ส่วนข้า อย่างไรมันพวกนั้นก็สมควรตาย ยังต้องรอความเห็นจากฝ่าาอีกงั้นหรือ”
หลี่โหวผู้นี้ถือตราตั้งดำรงตำแหน่งโหวแห่งราชสำนักทั้งยังเป็ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถที่สำคัญเขาเป็บุรุษเพียงคนเดียวที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์รัชทายาทกระทั่งองค์รัชทายาทในวันวาน ได้ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ักลายเป็ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่เหมือนอย่างทุกวันนี้
ยิ่งไปกว่านั้นหลี่โหวผู้นี้ยังเติบโตมาพร้อมฮ่องเต้เป็สหายวัยเยาว์ และเป็สหายสนิทเพียงคนเดียวของเขา ด้วยเหตุนี้หลาย ๆเหตุการณ์หลี่โหวจึงสามารถตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องรอรับสั่งจากฝ่าาผู้ปกครองแว่นแคว้น
ชายผู้นี้มีนามว่า ‘หลี่ฉางอิ๋น’ วัยสามสิบปี คนในเมืองหยางโจวต่างรู้จักเขาในนาม ใต้เท้าหลี่บ้างก็เรียกว่าหลี่โหว กิตติศัพท์คุณงามความดีของเขามีไม่น้อยเลยทีเดียวอย่างเช่น ช่วยองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ ช่วยขจัดฏ อ๋องสามและกำราบองค์ชายทั้งสี่ มิให้วางแผนโค่นล้มอำนาจได้สำเร็จ
ด้วยคุณูปการที่มากมายเพียงนี้จึงทำให้หลี่โหวเป็ที่ยกย่องในสายตาประชาชนชาวเมืองแต่กลับเป็ที่เพ่งเล็งของพวกขุนนางฉ้อฉลทั้งหลาย รวมไปถึงพวกบรรดาศักดิ์อ๋องและองค์ชายทั้งสี่แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจทำให้ตำแหน่งโหวและบารมีของหลี่ฉางอิ๋นสั่นคลอนได้แม้แต่น้อย
ยามซวีสี่เค่อ[1] ณ ชายป่าท้ายเขตเมืองทางทิศตะวันออก
“เมื่อห้าปีก่อนข้านึกว่าสังหารเ้าไปแล้วเสียอีก คาดไม่ถึงว่าจะได้พบเ้าอีกครั้งที่นี่”หลี่ฉางอิ๋นยืนตระหง่านมองผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
“หลี่ฉางอิ๋น! เ้ามันก็แค่สุนัขรับใช้ของชิงิหย่งปู้”
แม้เขาจะถูกมัดมือไขว้ไว้ด้านหลังและอยู่ในท่านั่งคุกเข่าแต่ทว่าสายตาที่เพ่งมองไปหาผู้มีนามว่าหลี่ฉางอิ๋นกลับเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายในเมื่อรู้แล้วว่า อย่างไรก็คงหนีไม่พ้นต้องตายตกอยู่ใต้คมดาบของหลี่ฉางอิ๋น เช่นนั้นก็ไม่จำเป็ต้องเก็บออมคำด่าทอไว้เพียงในใจ
“เหอะ ๆหาว่าข้าเป็สุนัขรับใช้ของฝ่าาแล้วเ้าเล่าไม่ใช่สุนัขรับใช้ของอ๋องสามหรอกหรือ เ้าิ่เหม่เบื้องสูงสมควรสังหารเจ็ดชั่วโคตร แต่น่าเสียดาย ที่บนโลกใบนี้เหลือเ้าแต่เพียงผู้เดียว”หลี่ฉางอิ๋นเอ่ยโต้ตอบปนกลั้วหัวเราะในลำคอท่าทางวิปลาสของเขาเริ่มสร้างความหวาดกลัวให้บุรุษสามคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้ามิใช่น้อย
“เ้าสุนัขแซ่หลี่!เ้าทำอะไรกับครอบครัวของข้า!”
คนที่โอหังเมื่อครู่ยามนี้ออกอาการลนลานอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะพยายามเค้นเอาคำตอบจากหลี่โหว แต่ก็มิได้คำตอบใดๆ กลับมา เว้นเสียแต่ปลายดาบแหลมคมที่ยื่นมาเกยปลายคางของเขาไว้เนือง ๆ
“ยังต้องให้ข้าอธิบายอีกงั้นหรือ?ว่าครอบครัวของฏที่ทรยศแผ่นดิน ต้องมีจุดจบเช่นไร”
หลี่ฉางอิ๋นเอ่ยเสียงเรียบนิ่งและมองดุมายังเป้าหมายด้วยแววตาคาดขึง ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งกลั้วหัวเราะในลำคอแท้ๆ แต่บัดนี้ขั้วอารมณ์ของเขากลับแปรเปลี่ยนรวดเร็วราวกับลมพายุสายหนึ่งก็ไม่ปาน
“อะอะฮะฮ้าาาา ข้าหม่าเหิงชุยขอสาบานด้วยชีวิตว่าจะภักดีต่ออ๋องสามจนตัวตาย แม้เป็ผีเหลือเพียงิญญาก็จะตามอาฆาตพวกเ้าไปชั่วกัปชั่วกัลป์… ฉึบบบบ!” พูดยังไม่ทันจบประโยคเลยด้วยซ้ำคมกระบี่สีเงินวาวก็บาดเฉือนจนลำคอของคนผู้นั้นขาดวิ่นภาพสยดสยองนี้เรียกเสียงร้องจากบุรุษอีกสองคนได้เป็อย่างดี
“พี่ใหญ่!!! ฉึบบบบ!”แน่นอนว่า หลี่ฉางอิ๋นย่อมไม่ปล่อยให้หม่าเหิงชุยจากไปอย่างโดดเดี่ยเขาผู้มีเมตตาย่อมส่งชายทั้งสองไปอยู่ในปรโลกด้วยเช่นกัน นี่จึงจะนับว่า...เขาได้แก้แค้นให้กับดวงิญญาของภรรยากับลูกสาวได้อย่างสมบูรณ์
กึก กึก แคร้กก…เปราะ...
หลังจากสังหารฏทั้งสามไปได้เพียงชั่วอึดใจเดียว จู่ ๆโพรงหญ้ากอหนึ่งก็เกิดเสียงกิ่งไม้หักดังเปราะ เมื่อหลี่ฉางอิ๋นกับนักฆ่าคนสนิทเหลือบไปมองก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างจากโพรงหญ้ากอนั้น
“สังหารซะ!อย่าให้มันรอดไปไหนได้”
คนอย่างหลี่ฉางอิ๋นขึ้นชื่อเื่ความเยือกเย็นไร้ใจเพียงแค่สั่งสังหารคน เขาก็สั่งได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องไตร่ตรองให้เสียเวลาส่วนหนึ่งก็เพราะวันนี้เป็วันเทศกาลบูชาเทพเ้าชาวบ้านทุกคนต่างไปกระจุกกันอยู่ในตัวเมือง ดังนั้นผู้ที่หลบอยู่ในโพรงหญ้าย่อมไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา ๆ แต่อาจจะเป็สายสอดแนมของพวกฏอ๋องสามที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่นนั้นแล้วจะปรานีไว้ชีวิตพวกมันไม่ได้!
ด้านมือสังหารหนุ่มวัยยี่สิบปีผู้มีนามว่า ‘ลู่หนิงเซียว’ กระตือรือร้นเร่งเดินปรี่เข้าไปหาเป้าหมายตามคำสั่งของหลี่โหวแต่เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังโพรงหญ้ากอใหญ่คืออะไรเขาก็จำต้องผงะและลดคมกระบี่ลงกึ่งหนึ่ง ก่อนจะหันไปหาผู้เป็นายแล้วะโเสียงดังลั่นว่า
“เป็เพียงเด็กผู้หญิงหนึ่งคนขอรับ ให้สังหารนางหรือไม่?”
[1]เวลา 20.00 น.