แสงอรุณรุ่งสาดส่องกระทบซุ้มประตูหินมหึมา ซึ่งเป็นทวารบาลด่านแรกสู่เขตพำนักของศิษย์สายนอกสำนักเมฆาคราม บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด มีเพียงเสียงวิหคขับขานและสายลมพัดผ่านยอดพฤกษา
ศิษย์ยามเฝ้าประตูสองนายยืนพิงหอกยาวด้วยท่าทีเกียจคร้าน เปลือกตาหนักอึ้งจวนเจียนจะปิดลงด้วยความง่วงงุนจากการเข้าเวรยามมาตลอดราตรี
"เฮ้อ... เมื่อใดจะถึงเวลาผลัดเปลี่ยนเวรยามเสียที ข้าเบื่อหน่ายที่จะยืนจ้องมองป่ารกชัฏนี่เต็มทนแล้ว" ยามร่างผอมบ่นพึมพำพลางหาวหวอดใหญ่
"อดทนหน่อยเถิด อีกเพียงไม่กี่เค่อก็ได้พักแล้ว..." ยามร่างท้วมตอบกลับเสียงยานคาง "ช่วงนี้ยิ่งมีข่าวลือหนาหูว่ามีศิษย์ตกตายในป่าบ่อยครั้ง ข้ามิอยากจะ..."
ทันใดนั้น... วาจาของเขาก็พลันขาดห้วงไป
บรรยากาศรอบกายแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เสียงวิหคที่เคยเจื้อยแจ้วเงียบเสียงลงราวกับถูกหัตถ์ที่มองไม่เห็นบีบคอ สายลมที่พัดผ่านหยุดชะงัก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดกดดัน
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องมาจากชายป่าหมอกอสูรเบื้องหน้า... ทุกจังหวะการย่ำเท้าประดุจจังหวะกลองศึกที่เคาะลงบนดวงใจของผู้สดับฟัง
ยามทั้งสองสะดุ้งสุดตัว รีบกระชับด้ามหอกในมือมั่น สายตาเพ่งมองฝ่าความมืดสลัวของชายป่าด้วยความระแวดระวัง
"เงาร่างทะมึน" ของบุรุษผู้หนึ่งค่อยๆ ปรากฏกายขึ้นจากม่านหมอก
เขาเป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมใส่อาภรณ์ไหมสีครามเนื้อดีที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วน เกศาสีดำขลับถูกรวบมัดไว้อย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นใบหน้าที่คมคายทว่าเรียบเฉยดุจผิวน้ำนิ่ง
บนแผ่นหลังของเขา แบกดาบยักษ์สีดำทมิฬเล่มมหึมาที่ดูหนักอึ้งเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะยกไหว ปลายดาบชี้ลงพื้น แผ่ไอความหนาวเย็น ออกมาจนยอดหญ้ารอบข้างเหี่ยวเฉา
"ยะ... หยุดเดี๋ยวนี้!" ยามร่างผอมตะโกนเสียง สั่นเครือ พยายามข่มความตื่นตระหนก "เจ้าเป็นใคร? จงแจ้งนามและสังกัดมา!"
บุรุษหนุ่มในชุดครามมิได้ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ปรายตามองยามทั้งสองด้วยแววตาที่ว่างเปล่า... ทว่าในความว่างเปล่านั้น กลับซุกซ่อน "สัตว์ร้าย" ที่กำลังจ้องมองเหยื่อ
วูบ!
วินาทีที่สบตา ยามทั้งสองรู้สึกประหนึ่งถูกแช่แข็ง!
ขนทั่วกายลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคาวโลหิตจางๆ ที่ลอยคลุ้งออกมาจากร่างของบุรุษหนุ่ม... มันมิใช่กลิ่นโลหิตสามัญ แต่มันเป็นกลิ่นของ "ผู้ล่า" ที่เพิ่งย่างกรายข้ามกองซากศพออกมาจากขุมนรก
"ข้า... เย่เฉิน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอื้อนเอ่ยออกมาแผ่วเบา แต่มันกลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของยามทั้งสองราวกับเสียงอสนีบาตฟาดฟัน
"ยะ... เย่เฉิน?" ยามร่างท้วมเบิกตากว้าง ใบหน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น "เย่เฉิน... คนงานเก็บฟืนที่หายสาบสูญไปเมื่อสามวันก่อนน่ะรึ? เป็นไปไม่ได้... ข่าวลือแพร่สะพัดว่ามันตกตายในป่าไปแล้วมิใช่รึ!"
พวกเขามองสำรวจบุรุษหนุ่มตรงหน้าอีกครา... เค้าโครงหน้าเดิมชัดเจน แต่รัศมีและบารมีที่แผ่ออกมานั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เด็กหนุ่มขี้โรคที่เคยเดินก้มหน้าก้มตา... บัดนี้กลับยืนตระหง่านดุจขุนเขาที่ไม่อาจสั่นคลอน สายตาที่เคยหม่นหมองกลับลึกล้ำและทรงอำนาจจนมิกล้าสบตาตรงๆ
"ข้าจะเข้าไป..." เย่เฉินกล่าวสั้นๆ แล้วก้าวเท้าเดินต่อโดยมิรอคำอนุญาต
ยามทั้งสองปรารถนาจะยกหอกขึ้นขวางตามหน้าที่ แต่ทว่า... ร่างกายของพวกเขากลับมิฟังคำสั่ง ขาแข็งทื่อราวกับถูกตอกตรึงไว้กับพื้นธรณี หัตถ์ที่กุมหอกชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬที่เย็นเฉียบ
แรงกดดันไร้รูปที่แผ่ออกมาจากร่างของเย่เฉิน... มันหนักหน่วงและน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่ศิษย์สายนอกระดับล่างอย่างพวกเขาจะต้านทานได้
พวกเขาทำได้เพียงยืนตัวสั่น ปล่อยให้ร่างสูงโปร่งแบกดาบยักษ์เดินผ่านหน้าไปอย่างเชื่องช้า
เมื่อแผ่นหลังของเย่เฉินลับตาไป ยามร่างผอมก็ทรุดฮวบลงนั่งกับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วงราวกับคนจมน้ำ
"นะ... นั่นมันตัวอะไรกัน..." เขาพึมพำเสียงหลง "นั่นใช่เย่เฉินคนเดิมแน่รึ? ข้ารู้สึกประหนึ่งเมื่อครู่... ข้ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรที่หิวโหยอย่างไรอย่างนั้น"
ยามร่างท้วมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ดวงตายังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่เย่เฉินเดินจากไป
"มังกร..." เขาเอ่ยออกมาแผ่วเบา "ข้าว่า... มังกรที่เคยหลับใหล... ได้ตื่นขึ้นแล้ว"
เบื้องหน้าของเย่เฉิน คืออาคารไม้สักทองขนาดมหึมาสูงตระหง่านเสียดฟ้า ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาสำนักเมฆาคราม ป้ายชื่อ "หอการค้าเมฆา" ที่สลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ส่องประกายเจิดจรัสล้อแสงตะวัน สะท้อนถึงความมั่งคั่งและอำนาจทางการเงินที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงสำนักแห่งนี้
ทันทีที่เย่เฉินก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไป...
จอแจ... จอแจ...
เสียงเจรจาต่อรองราคาสินค้าดังเซ็งแซ่ราวกับเสียงฝูงแมลงนับล้านตัวบินว่อน กลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรวิเศษ กลิ่นคาวโลหิตจากชิ้นส่วนสัตว์อสูร และกลิ่นเหล็กไหลจากศาสตราวุธ ลอยคละคลุ้งปะปนกันจนกลายเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของสถานที่แห่งนี้
ศิษย์สายนอกนับร้อยคนเดินขวักไขว่ บ้างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์สมบัติ บ้างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดนับศิลาปราณในมืออย่างกระเบียดกระเสียร เพื่อแลกกับทรัพยากรเพียงน้อยนิดที่จะช่วยให้ตนก้าวหน้า
ทว่า... ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหลนี้ กลับมีสิ่งหนึ่งที่คอยควบคุมความสงบเรียบร้อย
อยู่ที่เสาต้นใหญ่กลางโถงทางเดิน มีป้ายประกาศแผ่นมหึมาทำจากเหล็กดำจารึกอักษรสีแดงสดดุจโลหิต เขียนไว้ชัดเจนว่า:
"เขตห้ามใช้กำลัง ผู้ใดฝ่าฝืน... ริบทรัพย์และขับออกจากสำนัก!"
และที่ใต้ป้ายประกาศนั้น... ยืนตระหง่านไว้ด้วยร่างของบุรุษร่างยักษ์ในชุดเกราะสีเงินสองคน พวกเขาคือ "ผู้คุ้มกันหอการค้า" ที่แผ่กลิ่นอายกดดันระดับ "รวบรวมปราณขั้นเก้า" ออกมาปกคลุมพื้นที่ราวกับตาข่ายฟ้าที่มองไม่เห็น สายตาคมกริบของพวกเขากวาดมองไปรอบๆ พร้อมที่จะบดขยี้ผู้ใดก็ตามที่บังอาจก่อความวุ่นวาย
เย่เฉินมองภาพนั้นแล้วมุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
"ที่นี่... กฎย่อมอยู่เหนือกำลัง"
ในป่าหมอกอสูร ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้รอดชีวิต... แต่ในหอการค้าแห่งนี้ ผู้ที่มี "ทุนรอน" มากที่สุด คือราชา
จ้าวเฟิงอาจจะมีพรรคพวกและฝีมือ... แต่ในพื้นที่เขตนี้ มันมิอาจทำกระไรเขาได้ หากปราศจากความยินยอมของกฎระเบียบ
เย่เฉินกระชับสาบเสื้อคลุมสีคราม เดินฝ่าฝูงชนเข้าไปด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย รัศมีอันลึกลับที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้เหล่าศิษย์รอบข้างแหวกทางให้อย่างไม่รู้ตัว
เขามิได้สนใจแผงขายสมุนไพรราคาถูก หรือเขตอาวุธระดับต่ำที่ศิษย์ใหม่มุงดูกัน แต่เขามุ่งหน้าตรงไปยังส่วนชั้นใน... พื้นที่จัดแสดงสมบัติ "ระดับกลางถึงสูง"
เป้าหมายของเขาในวันนี้มิใช่ดาบ... เพราะทัณฑ์ปฐพีนั้นเลิศล้ำเกินพอแล้ว
สิ่งที่เขาปรารถนาคือ "เตาหลอมโอสถ"
ด้วยความทรงจำและเคล็ดวิชาปรุงยาที่ได้รับสืบทอดมาจากกู่เทียน ผสานกับความรู้จาก คัมภีร์เทพโอสถ... ที่ได้รับมาจากแหวนมิติ เย่เฉินตระหนักดีว่าการจะยกระดับพลังให้ก้าวกระโดด เขาจำเป็นต้องพึ่งพาโอสถที่ตนเองปรุงขึ้น มิใช่เศษยาคุณภาพต่ำที่สำนักแจกจ่ายให้
"เตาหลอมที่ดี... จะเป็นจุดเริ่มต้นของการผงาด"
เย่เฉินกวาดตามองไปยังชั้นวางสินค้าที่ทำจากไม้หอมราคาแพง เบื้องหน้าของเขาคือเตาหลอมหลากสีสันวางเรียงราย แต่ละใบแผ่ไอวิญญาณจางๆ ออกมา
เขาเดินผ่านเตาหลอมทองคำที่สลักลวดลายมังกรวิจิตรไปอย่างไม่ไยดี ของพรรค์นั้นมีแต่เปลือกนอก
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่เตาหลอมใบหนึ่งที่วางหลบมุมอยู่ มันทำจาก "สัมฤทธิ์ดำผสมหินอัคนี" ผิวของมันดูหยาบกร้านและมีสีแดงคล้ำดุจโลหิตแห้งกรัง
"เตาใบนี้..." เย่เฉินรำพึง "ผนังเตาหนา เก็บกักความร้อนได้ดีเยี่ยม และหินอัคนีจะช่วยเสริมพลังไฟธาตุหยางของข้า... นี่แหละคือสิ่งที่ข้าตามหา"
ในขณะที่เขากำลังพิจารณาเลือกเตาอยู่นั้น...
เสียงเอะอะโวยวายที่คุ้นหูอย่างน่ารังเกียจ ก็ดังแว่วมาจากโต๊ะบัญชีด้านหน้า
"ข้าบอกให้ลดราคาอย่างไรเล่า! เจ้าไม่รู้รึว่าข้าเป็นใคร! ญาติผู้พี่ของข้าคือ จ้าวเฟิง ศิษย์สายนอกอันดับแปดเชียวนะ!"
เย่เฉินชะงักฝีเท้า ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย... สุ้มเสียงนี้... เขาจำมันได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงเห่าหอนของสุนัขข้างถนนเสียอีก
เจ้าของเสียงนั้นคือชายหนุ่มร่างท้วมที่มีใบหน้าซีดเซียวราวกับคนป่วย ที่มือข้างขวาของเขาพันผ้าพันแผลสีขาวหนาเตอะเอาไว้ แต่ถึงกระนั้น ท่าทางกร่างและอวดเบ่งก็มิได้ลดน้อยลงไปตามอาการบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
"หลี่หู"
เย่เฉินจดจำมันได้แม่นยำ... มันคือสุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของจ้าวเฟิง และเป็นคนที่เคยดูถูกเหยียดหยามเขามาตลอดตั้งแต่เข้าสำนัก ดูเหมือนว่าผลพวงจากแรงสะท้อนของดาบทัณฑ์ปฐพีในวันนั้น จะทำให้กระดูกมือของมันร้าวและเส้นเอ็นเสียหายไม่น้อย มันจึงต้องมาดิ้นรนหาซื้อยาในวันนี้
"ศิษย์พี่หลี่..." ศิษย์ผู้ดูแลหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจ "ข้าลดหย่อนให้มิได้จริงๆ นี่เป็นราคามาตรฐานของหอการค้า หากท่านต้องการ 'ยาเม็ดสมานกระดูก' สองขวด กับ 'เตาหลอมระดับกลาง' ท่านต้องแลกเปลี่ยนด้วยศิลาปราณสามร้อยก้อน"
"สามร้อย!" หลี่หูตาถลน "แพงบ้าเลือดปานนี้ผู้ใดจะไปจ่ายไหว! ข้ามีแค่สองร้อยห้าสิบ... ลดหย่อนให้ข้าหน่อยเถิดน่า ประเดี๋ยววันหน้าข้าจะให้พี่จ้าวเฟิงมาตอบแทน"
มันพยายามอ้างชื่อญาติผู้พี่เพื่อข่มขู่ แต่ศิษย์ผู้ดูแลกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด กฎของหอการค้านั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าชื่อของศิษย์สายนอกคนใด
ในขณะที่หลี่หูกำลังหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความอับอาย หางตาของมันก็เหลือบไปเห็นร่างของใครบางคนเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆ
บุรุษหนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเนื้อดี ที่ยืนสงบนิ่งดุจขุนเขา...
หลี่หูชะงักกึก มันค่อยๆ ไล่สายตามองสำรวจผู้มาใหม่ตั้งแต่รองเท้าหนังที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขึ้นมาถึงอาภรณ์ราคาแพง... และมาหยุดชะงักอยู่ที่แผ่นหลัง
ดวงตาของหลี่หูเบิกโพลงด้วยความหวาดผวา เมื่อเห็น "ดาบยักษ์สีดำทมิฬ" ที่คุ้นตาอย่างเลวร้ายสะพายอยู่บนหลัง!
จี๊ดดด!
ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาจากข้อมือขวาที่พันผ้าไว้ทันที ราวกับกระดูกที่เพิ่งร้าวกำลังส่งเสียงร้องเตือนภัย! ภาพเหตุการณ์ที่ดาบเล่มนั้นกระแทกพื้นจนมันกระอักเลือดฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ ร่างกายของมันสั่นระริกและก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"ดะ... ดาบนั่น..."
หลี่หูเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของดาบด้วยความตระหนก และเมื่อสายตาปะทะเข้ากับดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ความกลัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ
"ยะ... เย่เฉิน!?"
หลี่หูร้องเสียงหลง "เจ้า... เจ้ายังไม่ตายอีกรึ!"
ข่าวลือหนาหูว่าเย่เฉินหนีเข้าป่าหมอกอสูรและกลายเป็นอาหารสัตว์ไปแล้ว แต่บัดนี้ คนที่ควรจะเป็นศพกลับมายืนอยู่ตรงหน้ามัน มิหนำซ้ำ... สภาพของเขายังดูดีกว่ามันหลายเท่า!
ความหวาดกลัวที่มีต่อดาบ ค่อยๆ ถูกกลบด้วยความริษยาที่แล่นพล่านขึ้นสมองเมื่อเห็นอาภรณ์ไหมราคาแพงบนร่างของอดีตคนเก็บฟืน
"เจ้าสวะ!" หลี่หูตวาดลั่น น้ำลายกระเด็น เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวของตนเอง "เจ้าไปลักขโมยชุดศิษย์พี่คนไหนมาใส่! บังอาจนักที่แต่งกายเทียมฟ้าเช่นนี้ คิดว่าสวมใส่ชุดดีๆ แล้วจะล้างกลิ่นโคลนสาบควายบนตัวเจ้าออกงั้นรึ!"
เสียงตะโกนของหลี่หูเรียกความสนใจจากผู้คนให้มุงดูหนาตายิ่งขึ้น ทุกสายตาจับจ้องมาที่เย่เฉินด้วยความสงสัย
ทว่าเย่เฉินกลับมิได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยว เขามองหลี่หูด้วยสายตาเรียบเฉยราวกับมองดูก้อนศิลาริมทาง
"หลีกไป"
เย่เฉินเอ่ยสั้นๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่น "เจ้าเกะกะขวางทางเจรจาการค้า"
คำพูดประโยคนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดรดลงบนกองไฟ
"เจรจาการค้า? ถุย!" หลี่หูถ่มน้ำลายลงพื้น "น้ำหน้าอย่างเจ้าจะมีปัญญาซื้อหาสิ่งใดในหอการค้าชั้นใน? เพียงเศษศิลาปราณสักก้อนเจ้ายังไม่มีปัญญาหามาด้วยซ้ำ! อย่ามาทำเป็นวางก้ามอวดรวยต่อหน้าข้า!"
มันก้าวเข้ามาขวางหน้าเย่เฉิน แสยะยิ้มเหยียดหยาม
"ไสหัวออกไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเรียกผู้คุมกฎมาลากคอเจ้าข้อหาลักขโมยอาภรณ์!"
หลี่หูตะคอกใส่หน้าเย่เฉินพลางหันไปพยักพเยิดกับศิษย์ผู้ดูแลหอ "นี่! เจ้าดูสิ คนจรจัดแต่งกายดีมาป้วนเปี้ยนหน้าหอ เจ้าไม่คิดจะไล่มันไปรึไง?"
ศิษย์ผู้ดูแลมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เขาเหลือบมองเย่เฉินด้วยความลังเล
"เอ่อ... ศิษย์พี่หลี่ เรื่องนั้นช่างมันเถิด ว่าแต่สมบัติที่ท่านต้องการ..." ศิษย์ผู้ดูแลพยายามดึงเข้าเรื่อง "ท่านมีศิลาปราณเพียงพอหรือไม่? หากไม่พอ ข้าเกรงว่า..."
"ผู้ใดบอกว่าข้าไม่พอ!" หลี่หูหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย มันล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ควานหาถุงใส่ศิลาปราณออกมาเขย่า "ข้ามี... ข้ามีสองร้อยห้าสิบก้อน! ขาดอีกแค่ห้าสิบก้อนเอง... ลดหย่อนให้ข้าหน่อยเถิดน่า! ข้าเป็นผู้มาเยือนบ่อยครั้งนะ!"
มันพยายามต่อรองราคาอย่างน่าสมเพช สายตากวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาพวกพ้อง แต่ทว่าเหล่าศิษย์สายนอกที่มุงดูอยู่ต่างพากันส่ายหน้าด้วยความระอา
เย่เฉินมองภาพนั้นด้วยแววตาเรียบเฉย
"สองร้อยห้าสิบก้อน..." เขาพึมพำเบาๆ "นั่นคงเป็นทรัพย์สินทั้งชีวิตของเจ้ากระมัง"
เย่เฉินก้าวเท้าแทรกตัวเข้ามากลางวงสนทนา โดยไม่สนใจท่าทางข่มขู่ของหลี่หู เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วหยิบถุงผ้าใบย่อมออกมา
ตึง!
เสียงถุงผ้าที่มีน้ำหนักมหาศาลกระแทกลงบนโต๊ะบัญชีไม้จันทน์เนื้อแข็งดังสนั่นหวั่นไหว จนขวดยาบนชั้นวางสั่นกราว
ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่โดยรอบทันที หลี่หูชะงักค้าง อ้าปากค้างมองถุงผ้าใบนั้น
เย่เฉินค่อยๆ คลายเชือกปากถุงออก...
ซ่า...
แสงสีนวลตาพลันสาดส่องออกมาเจิดจรัส! ก้อนผลึกใสแวววาวจำนวนมากไหลทะลักออกมาจากถุง กองรวมกันเป็นเนินขนาดย่อมบนโต๊ะบัญชี
มันคือ "ศิลาปราณ" คุณภาพสูงที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณบริสุทธิ์!
"หนึ่งร้อย... สองร้อย... สามร้อย..."
สายตาของฝูงชนจ้องมองตาถลน บางคนเผลอนับจำนวนออกมาเสียงดัง
"ศิลาปราณสามร้อย... มิใช่สิ สี่ร้อยก้อน!"
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทันที สำหรับศิษย์สายนอกที่ได้รับเบี้ยเลี้ยงเพียงเดือนละสามก้อน ทรัพย์สินจำนวนนี้เทียบเท่ากับการเก็บหอมรอมริบมานานนับสิบปีโดยมิได้กินได้ใช้!
แต่สำหรับเย่เฉิน... เขาเทมันออกมาอย่างไม่แยแส ราวกับเป็นเพียงก้อนกรวดริมทาง
"ท่านผู้ดูแล..." เย่เฉินเอ่ยเรียกศิษย์เฝ้าหอที่กำลังยืนตะลึงตาค้าง "ข้าต้องการเตาหลอมสัมฤทธิ์ดำใบนั้น... และขอเหมาสมุนไพรทั้งหมดในบัญชีรายการที่มันผู้นั้นกำลังต่อราคาอยู่ด้วย"
เขาชี้มือไปที่หลี่หูอย่างไม่ไว้หน้า
"ข้าแลกเปลี่ยนด้วยมูลค่าเต็ม มิพักต้องลดหย่อน... และไม่ต้องทอน"
ศิษย์ผู้ดูแลได้สติ รีบกุลีกุจอโกยศิลาปราณลงกล่องด้วยมือไม้สั่นเทา ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มจนแก้มแทบปริ
"ข... ขอรับคุณชาย! ได้ทันทีขอรับ! ข้าจะรีบจัดเตรียมสมบัติให้ท่านบัดเดี๋ยวนี้!"
ในโลกของการค้า... ผู้ที่มีทุนรอนคือราชา
หลี่หูยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธ บัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ มันรู้สึกเหมือนถูกฝ่ามือที่มองไม่เห็นตบเข้าที่หน้าฉาดใหญ่จนชาไปทั้งแถบ
ความอับอายขายหน้าแล่นพล่านไปทั่วร่างยิ่งกว่าตอนถูกดาบฟัน... มันถูกไอ้สวะที่มันเคยดูถูก แย่งชิงสมบัติไปต่อหน้าต่อตาด้วย "เศษเงิน" ที่อีกฝ่ายโยนทิ้งขว้าง!
"เป... เป็นไปไม่ได้..." หลี่หูละล่ำละลัก น้ำเสียง สั่นเครือ "เจ้า... เจ้าไปเอาศิลาปราณพวกนี้มาจากที่ใด! เจ้าลักขโมยมาใช่หรือไม่! ต้องขโมยมาแน่ๆ!"
มันชี้หน้าเย่เฉิน พยายามจะหาข้ออ้างเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืน
เย่เฉินปรายตามองมันด้วยหางตา ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ อำมหิต
"ขโมย?" เย่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "คนเยี่ยงเจ้า... คงมีสติปัญญาคิดได้เพียงแค่นั้นกระมัง มิน่าเล่า... ถึงได้เป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่คอยเห่าหอนเรียกร้องความสนใจ"
"แก!!"
หลี่หูโกรธจนโลหิตขึ้นหน้า ลืมสิ้นกฎเกณฑ์ของหอการค้า ลืมสิ้นความเจ็บปวดที่มือขวา มันกำหมัดซ้ายแน่น ง้างขึ้นสุดแรงหมายจะชกหน้าเย่เฉินให้หายแค้น!
"ตายซะ! ไอ้สวะ!"
หลี่หูคำรามลั่นด้วยโทสะที่บดบังปัญญา สติสัมปชัญญะของมันขาดผึงราวกับเส้นเชือกที่ตึงเกินพิกัด มันง้างหมัดซ้ายขึ้นสุดแรง แล้วพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเย่เฉินหมายจะขยี้ให้แหลกคามือ!
ฝูงชนโดยรอบหวีดร้องด้วยความตกใจ ผู้คุ้มกันร่างยักษ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ขยับตัวทันที เตรียมจะพุ่งเข้ามาจัดการผู้ก่อเหตุ
ทว่า... มีบางสิ่งรวดเร็วกว่านั้น
เย่เฉินมิได้ขยับตัวหลบ และมิได้ยกมือขึ้นปัดป้อง เขาเพียงแค่ยืนนิ่งสงบดุจขุนเขาที่ท้าทายพายุ
นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาพลันสว่างวาบ... ประกายแสงสีแดงฉานดุจโลหิตปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้น!
"จงดูซะ..."
เย่เฉินส่งกระแสจิตอันรุนแรงพุ่งกระแทกเข้าใส่ดวงตาของหลี่หูโดยตรง! มันมิใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่เป็นการโจมตีทาง "จิตวิญญาณ" ที่เขาเพิ่งได้รับมาจากการกลืนกินดวงจิตของกู่เทียน ผสานเข้ากับ "กลิ่นอายสัตว์ร้าย" ที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดอสูร
วูบ!
ในสายตาของหลี่หู... โลกทั้งใบพลันมืดดับลง
ร่างของเย่เฉินที่ยืนอยู่ตรงหน้า ขยายใหญ่ขึ้นจนสูงเสียดฟ้า ความมืดมิด ที่อยู่ด้านหลังของเด็กหนุ่ม ก่อตัวเป็นรูปร่างของ "พยัคฆ์ทมิฬ" ขนาดมหึมาที่กำลังแยกเขี้ยวคำราม กลิ่นอายความตายอันเข้มข้นกดทับลงมาราวกับขุนเขานับหมื่นลูก!
"อะ... อะ..."
หลี่หูอ้าปากค้าง รูม่านตาขยายกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ภาพมายานั้นสมจริงจนมันรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนระอุของสัตว์ร้ายที่เป่ารดใบหน้า
มันเห็นเย่เฉินอ้าปาก... ไม่สิ... มันเห็นพยัคฆ์ร้ายตัวนั้นอ้าปากกว้าง หมายจะขย้ำศีรษะของมันให้ขาดสะบั้น!
"อย่า... อย่ากินข้า!"
ตุบ!
หมัดของหลี่หูหยุดชะงักกลางอากาศ ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยจนทรงตัวไม่อยู่ มันทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านดุจลูกนกตกน้ำ ปัสสาวะราดรดอาภรณ์จนเปียกชุ่มด้วยความกลัวที่ฝังลึกถึงกระดูก
ภาพมายาเลือนหายไป... เหลือเพียงเย่เฉินที่ยืนก้มมองมันด้วยสายตา เยียบเย็น
ผู้คุ้มกันหอการค้าที่กำลังจะเข้ามาถึงตัว ชะงักฝีเท้าลงทันที พวกเขามองหน้ากันด้วยความงุนงง... เย่เฉินมิได้ลงมือทำร้ายร่างกายแม้แต่ปลายก้อย แต่ศัตรูกลับล้มพับไปเองด้วยความกลัว
เย่เฉินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่นั่งตัวสั่นงันงก เขาโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูของหลี่หูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
"กลับไปแจ้งแก่จ้าวเฟิง..."
เย่เฉินเอ่ยเนิบนาบ "บอกมันว่า... ข้าเบื่อหน่ายที่จะเล่นบทผู้ถูกล่าแล้ว"
"อีกสามวัน... ให้มันล้างคอรอกข้าที่ 'ลานประลองเป็นตาย'"
หลี่หูเบิกตากว้าง ลานประลองเป็นตาย... สถานที่เดียวในสำนักที่อนุญาตให้ศิษย์ประลองศาสตราสังหารกันได้โดยไร้ความผิด!
"และเดิมพันครานี้... มิใช่เพียงเกียรติยศหรือศิลาปราณ..."
เย่เฉินหรี่ตาลง
"แต่เดิมพันด้วย ชีวิต ของมัน! จงบอกให้มันเตรียมโลงศพมาด้วย... เพราะข้าจะไม่ออมมือ!"
กล่าวจบ เย่เฉินก็ยืดตัวขึ้น สะบัดชายเสื้อเก็บเตาหลอมยาและสมุนไพรเข้าแหวนมิติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวแล
ฝูงชนแหวกทางให้เขาราวกับแหวกทางน้ำ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความยำเกรงและสงสัยใคร่รู้
เด็กหนุ่มผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นขยะ... บัดนี้ได้ประกาศสงครามกับ "สิบอันดับแรกแห่งทำเนียบศิษย์สายนอก" อย่างเป็นทางการ!
เย่เฉินเดินออกจากหอการค้าไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงหลี่หูที่ยังคงนั่งสั่นเครืออยู่บนพื้น และเสียงซุบซิบที่เริ่มดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไฟลามทุ่ง
"มังกรที่ซ่อนเล็บ" ได้เผยเขี้ยวเล็บออกมาแล้ว... และในอีกสามวันข้างหน้า โลหิตจะต้องหลั่งชโลมลานประลองอย่างแน่นอน!
[จบตอนที่ 39]