“กรี๊ดดดดดดด” ซูเจินกรีดร้องอย่างใก่อนจะทิ้งตัวลงอย่างรวดเร็ว พยายามปกปิดเรือนร่างที่เปลือยเปล่าของตน ถึงแม้…ถึงแม้มันจะไม่ทันแล้วก็ตาม
ทำไมถึงรู้น่ะเหรอ หากได้เห็นสีหน้าและท่าทางของบุรุษตรงหน้าผู้ใดก็รู้ทั้งนั้นแหละ!
บัดซบ!!
“ท่านเป็ใครกัน เข้ามาได้อย่างไร?!”
ดูเอาเถิด จนป่านนี้ชายผู้นั้นก็ยังมิยอมหันหลังไปด้วยซ้ำ เป็นางเองที่ทนไม่ไหวกอดอกหันหลังอย่างเร็ว และดูเหมือนเขาจะเพิ่งรู้ตัวจึงได้หันหลังให้อย่างเคอะเขิน อยู่ไกลขนาดนี้นางยังเห็นเลยว่าหูเขาแดง
ฮือออออ
หมดกันร่างกายของข้า...
มีคนเข้ามาก็ไม่เตือนเลยนะซูซู แล้วหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ทีอย่างนี้ล่ะหายไปเลยนะ ยัยบ้า!
“เอ่อ…ขออภัยแม่นาง ข้ามิได้ตั้งใจจะล่วงเกินเ้า ข้าเพียงมิคิดว่าจะเจอสตรีอยู่ที่นี่” ฮุ่ยชินอ๋องเอ่ยทั้งที่ยังมิทันหายหูแดงดี
“เหตุใดจะมิได้? ก็ข้าอยู่ที่นี่เป็เ้าที่บุกรุกเข้ามา”
“ข้ามิได้ตั้งใจ”
มิได้ตั้งใจๆๆๆ เห็นก็เห็นไปแล้ว ยังมาบอกไม่ตั้งใจอีก
“อย่าหันมาข้าจะใส่เสื้อผ้า” ซูเจินขยับตัวขึ้นจากน้ำอย่างระแวง ตาก็มองดูชายตรงหน้าอย่างหวาดๆ จนกระทั่งสวมเสื้อผ้าอย่างมิดชิดเรียบร้อย
“ท่านเข้ามาที่นี่้าสิ่งใด?”
“แม่นางเ้าคงเป็นางจิ้งจอกในป่าข้าไม่รู้ว่าเ้าอยู่ที่นี่ ข้าต้องขออภัยด้วย” ฮุ่ยชินอ๋องหันมาแล้วขออภัยแก่นางอีกครั้ง ตอนที่หันหลังอยู่ก็นึกขึ้นได้ว่า ในเขตป่าแห่งนี้ไหนเลยจะมีหญิงสาวชาวมนุษย์เข้ามาได้ ทั้งยังเล่นน้ำอยู่ในบ่อน้ำอสูรได้อย่างสบายใจเช่นนี้ แม้ผู้เยี่ยมยุทธ์เช่นพระองค์ก็ยังต้องใช้น้ำทิพย์อย่างปลอดภัยได้เพียงไม่กี่หยดเท่านั้น
หากเป็คนธรรมดาก็ตายั้แ่ลงไปในบ่อทันทีด้วยซ้ำ
รูปโฉมงดงามตรึงตาตรึงใจเช่นนี้ คงมิแคล้วเป็นางจิ้งจอกที่มีตบะแกร่งกล้า
“จิ้งจอก?” นางหรือ? หน้าตาก็หล่อแต่ไม่มีตา เอาตาที่ไหนมองว่านางเป็นางจิ้งจอกกัน ตาบ้า!
“ขออภัยหากทำเ้าขุ่นเคือง แต่ข้า้าน้ำทิพย์จากบ่อน้ำอสูร”
“บ่อน้ำอสูร? บ่อน้ำนี่น่ะหรือ?” ซูเจินหันไปชี้นิ้วใส่บ่อน้ำร้อนที่เพิ่งแช่มา
“อืม”
ซูเจินหรี่ตามองชายตรงหน้าใหม่อีกครั้ง หรือชายผู้นี้จะเป็หนึ่งในผู้ที่ละโมบที่เพิ่งพูดไปกัน? แต่เหมือนเขาจะรู้ความหมายที่นางมองจึงได้รีบเอ่ยขึ้นมาก่อน
“เ้าอย่าได้เข้าใจผิด ข้าเพียง้าเอาไปช่วยน้องชายของข้าเท่านั้น”
“น้องชายเ้าเป็อะไร?” ได้ยินว่าเอาไปช่วยน้องชายจึงอดสงสัยไม่ได้ หากเป็เื่จริงคงรักน้องชายผู้นี้ไม่เบา ถึงกับยอมเสี่ยงตายเข้ามาถึงเพียงนี้ ลองฟังดูก่อนคงไม่เสียหายอะไร
“น้องชายข้าถูกพิษที่ชื่อเก้าจันทรา มีเพียงน้ำจากบ่ออสูรเท่านั้นที่ช่วยเขาได้ในตอนนี้” ฮุ่ยชินอ๋องสีหน้าย่ำแย่ลงเมื่อนึกถึงสาเหตุที่พระองค์ต้องเข้ามายังป่าแห่งนี้
พิษเก้าจันทรา พิษที่ผู้ต้องพิษจะตายลงในคืนที่เก้าหลังถูกพิษ ร้ายแรงยิ่ง
“เขาต้องพิษมากี่คืนแล้ว?”
“คืนนี้เป็คืนที่หกแล้ว แม่นางข้าขอแบ่งน้ำจากบ่อสักหยดได้หรือไม่?” คงหาทางรักษามาไม่น้อยถึงได้ปล่อยเวลามาจนถึงคืนที่หกเช่นนี้
พรึบ
ซูเจินเอาขวดใส่น้ำในบ่อก่อนโยนขวดให้เขาไปหนึ่งขวด ถึงจะเป็ขวดเล็กแต่ก็เรียกได้ว่าประเมินค่ามิได้
“หนึ่งหยดใช้แก้พิษ ที่เหลือเอาไปผสมกับหญ้าอสรพิษใช้เป็ยาต้านพิษเถิด หนึ่งหยดต้านพิษได้ราวสามเดือน”
“หญ้าอสรพิษ?”
“ถูกต้องหญ้าอสรพิษ ต้นสีม่วงตรงโขดหินนั่นแหละ เอาไปสักสองสามต้นก็น่าจะพอ” ซูเจินชี้ไปตรงโขดหินใกล้ๆเขา
“เหตุใดจึงช่วยข้า?” ฮุ่ยชินอ๋องอดที่จะสงสัยไม่ได้ นางมอบให้แค่น้ำทิพย์ก็เกินพอแล้วแต่ก็ยังบอกให้เก็บเอาหญ้าอสรพิษไปด้วยอีก
“หึ ก็ดูท่าบ้านเ้าจะอบอุ่นน่าดู น้องชายเ้าถึงได้โดนพิษหายากเช่นนั้นได้” คำกล่าวนี้ทำเอาฮุ่ยชินอ๋องถึงกับกล่าววาจาใดมิออก นางช่างเข้าใจแดกดันได้ตรงจุดเสียจริง
“แม่นางเ้าบอกว่าพิษหายาก เ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าพิษนี้มาจากที่ใดได้บ้าง?” ฮุ่ยชินอ๋องไม่ปล่อยโอกาสไป พระองค์สืบหาอยู่นานก็ยังมิได้เบาะแสอันใด บางทีหากรู้ที่มาอาจจะหาคนผิดได้ง่ายขึ้น
ซูเจินหรี่ตามองน้อยๆ คนผู้นี้ได้คืบจะเอาศอกรึ หึ
“จิ้งจอกเช่นข้าอยู่แต่ในเขตป่าวันๆไม่เคยออกไปไหน ไหนเลยจะรู้เื่อันใดได้?” พูดแล้วก็จิ๊ปากเบาๆอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
ฮุ่ยชินอ๋องนั้นถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง ไม่คิดว่านางจะกล่าวประชดประชันที่ตนกล่าวว่านางเป็นางจิ้งจอก
ก็แล้วมิใช่หรือไร พระองค์กล่าวสิ่งใดผิดไป หรือนางจะมิใช่นางจิ้งจอก?
“เอ่อ ข้าเห็นแม่นางนั้นงดงามราวมิใช่มนุษย์ ข้าจึงคิดว่าเ้าเป็นางจิ้งจอกแปลงมาล่อลวงผู้คน หากเ้ามิใช่ข้าก็ขออภัยด้วย”
“ล่อลวง?” ว่านางเป็จิ้งจอกมิพอยังมากล่าวหาว่าล่อลวงผู้คนอีก
“เอ่อ…” ฮุ่ยชินอ๋องได้แต่กะพริบปริบๆ ดูเหมือนว่าพระองค์ทำสิ่งใดก็ดูเหมือนจะมิถูกใจนางสักอย่าง
สตรีช่างเอาใจอยากเสียจริง
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ขอบคุณแม่นาง” เห็นท่าไม่ดีฮุ่ยชินอ๋องก็รีบหันกายหนี ขืนอยู่นานเกิดนางเปลี่ยนใจเอาของคืนคงมิเป็เื่ดี ทั้งวรยุทธ์ของนางก็ดูเหมือนจะสูงส่งอยู่ หากแม้นนางมิใช่ปีศาจอย่างที่กล่าวก็มาดว่าคงเป็อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ ดังนั้นแล้วอย่ามีเื่กับนางเลยจะดีกว่า
เห็นชายตรงหน้าเร่งรีบเก็บหญ้าอสรพิษก็มิได้ต่อความใดต่อ เข้าใจว่าเขาคงรีบกลับไปช่วยน้องชาย
แต่พอเห็นว่าเขาหันหลังเตรียมจะจากไปก็อดที่จะพูดอะไรหน่อยมิได้
“เดี๋ยวก่อน คิดว่าคงมาจากเผ่าเล็กๆทางทิศใต้ของเมืองหยางหนาน”
ฮุ่ยชินอ๋องที่เตรียมจะชิงหนีชะงักก่อนจะเหยียดยิ้มเล็กน้อย หันมาค้อมกายให้ “ขอบคุณแม่นาง”
“อืม...อ่อ แล้วก็น้องชายเ้าคงน่ารักน่าชังยิ่ง วันหน้าข้าจะไปอุ้มเขาสักหน่อยเ้าคงมิว่าอะไรกระมัง?” ฮุ่ยชินอ๋องได้ยินพลันใบหน้าแข็งค้าง นางเอ่ยว่าอยากอุ้มน้องชายเขา? คาดว่าคงเป็นางที่จะโดนน้องชายเขาอุ้มแทน คิดภาพนางอุ้มน้องชายตัวโตทั้งยังอายุไม่น้อยของตนแล้วอดส่ายหัวมิได้
เหตุใดนางจึงคิดว่าน้องชายเขายังเป็เด็กเล็กอยู่กัน?
นางเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว
“เอ่อ...เื่ในวันนี้ข้าย่อมตอบแทนแน่ มิทราบข้าจะติดต่อเ้าได้ที่ใด?” ซูเจินได้ยินก็ตวัดสายตาใส่ฮุ่ยชินอ๋องทันที
บุรุษผู้นี้มิใช่ว่าตอนแรกคิดจะจากไปทันทีกระมัง หากมิใช่นางเอ่ยรั้งไว้ คงมิแม้จะมีความคิดตอบแทนหรือรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำไปแม้แต่น้อย
หรือคิดว่านางเป็ปีศาจเป็สัตว์เดรัจฉานที่มิต้องรู้สึกผิดสิ่งใด
“ย่อมต้องได้เจอกันอีกอยู่แล้ว! เ้าเห็นเรือนร่างข้าแล้วมิคิดรับผิดชอบอันใดหรือไร? ข้ามิอาจแต่งงานกับผู้ใดได้อีกแล้วแต่เ้ากลับคิดลอยชายไร้ความผิดหรือ? เ้าั์!” ซูเจินชี้หน้าด่าคนหน้าหล่อแต่ตัวโตอย่างกับั์อย่างเดือดดาล
เป็ความจริงว่าบุรุษผู้นี้หล่อเหลาอย่างเหลือเชื่อ จนมิคิดว่าจะมีบุรุษใดในใต้หล้าจะสามารถหล่อเหลาได้เท่านี้อีกแล้ว แม้เทพบุตรชั้นฟ้าก็อาจจะหามาเทียบเคียงได้ยากยิ่ง
แต่พอมองดูร่างกายสูงใหญ่ทั้งยังกำยำของเขาแล้ว เรียกได้ว่าสตรีใดเห็นเข้าก็คงเกิดความหวาดกลัวในใจอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะหากต้องเข้าหอกับเขา!
เขาเป็น้องๆเผ่าพันธุ์ั์ได้เลยกระมัง สูงน่าจะสักสองเมตรได้กล้ามเนื้อก็มีมากเกินพอ แต่รวมๆแล้วช่างลงตัวจนน่าใ!
อย่างกับรูปปั้น
คนเช่นนี้มีอยู่บนโลกจริงๆด้วย!
ผู้ใดจะกลัวก็กลัวไป แต่นางบอกเลยว่าร่างกายเขาช่างน่าขบกัดเสียนี่กระไร มันน่ากัดให้จมเขี้ยว งั่ม!
หากข้าต้องตายในคืนเข้าหอก็ถือว่าข้าได้ตายในหน้าที่ เกิดมาชาตินี้มิเสียใจอันใดอีกแล้ว!
ด้านฮุ่ยชินอ๋องที่โดนชี้หน้าด่าถึงปมด้อยของตนก็ถึงกับหน้าม่าน ใบหน้ามืดครึ้มหัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากันแน่น
นางมิหวาดกลัวเขาหรอกหรือ?...
ทั้งๆที่เขาพยายามไม่เอ่ยถึงเื่การรับผิดชอบเพราะคิดว่านางคงหวาดกลัวและมิ้า แต่กลับเป็นางที่เรียกร้องเสียเอง
ทั้งๆที่เพราะเขาร่างกายใหญ่โตเช่นนี้ ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือแม้กระทั่งตอนนี้ก็มิมีผู้ใดอยากเข้าใกล้ หลีกหนีเขาแม้เพียงได้ยินชื่อ
แต่นางกลับ...
ซูเจินเหลือบเห็นสีหน้าถมึงทึงของเขาแล้ว ใจในก็เกิดโทสะคิดว่าเขาคงมิรับผิดชอบ
“เ้าคนหยาบช้า เ้าคนไร้ความรับผิดชอบ ไร้ยางอาย ไร้สามัญสำนึก ไร้…ไร้”
“แม่นางเ้าหยุดด่าข้าก่อนเถิด ใช่ว่าข้าจะไร้ความรับผิดชอบเช่นที่เ้าว่า” ฮุ่ยชินอ๋องรีบเอ่ยขัดก่อนที่นางจะนึกคำด่าได้มากกว่านี้
“งั้นทำไมเ้าทำหน้าบึ้งเช่นนั้นเล่า?”
“แม่นางเอาเช่นนี้ดีหรือไม่ หากพบกันคราหน้าเ้ายังไม่เปลี่ยนใจ ข้าสาบานว่าจะตบแต่งเ้าเป็ภรรยาแต่เพียงผู้เดียว” เขากล่าวอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ให้นางได้มีเวลาคิดมากกว่านี้
ซูเจินได้ยินก็พึงพอใจไม่น้อย ด้วยว่าในโลกนี้นั้นการกล่าวคำสัตย์สาบานเช่นนี้เป็เื่ใหญ่ยิ่ง “เอาเช่นนั้นก็ได้”
“แล้วท่านมีนามว่าอย่างไร?”
“ฮุ่ยเว่ย” เขาบอกโดยตั้งใจมิบอกแช่
ซูเจินพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย “เช่นนั้นหากท่าน้าพบข้าให้เขียนคำว่า ‘คิดถึง’ ผูกติดกับธนูแล้วยิงเข้ามาในป่าเถิด”
ซูเจินเว้น่ไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวน
“รับรองว่าข้าจะรีบไปหาทันทีเลยล่ะ” ยักคิ้วแถมให้อีกสองที จึกๆ