จางหลินยังได้รับเม็ดยาระดับ 3 ที่มีชื่อว่า《เม็ดยาก่อกำเนิด》มาอีกหนึ่งเม็ด สรรพคุณของมันคือเพิ่มอัตราการประสบความสำเร็จในการทะลวงคอขวดขอบเขตขัดเกลาไปยังขอบเขตก่อกำเนิด ซึ่งจะถูกมอบให้แก่ลูกศิษย์ที่มีพลังยุทธ์ขอบเขตขัดเกลา 9 ดาวเท่านั้น
เขายังได้หินสีม่วงมา 20 ก้อนซึ่งเป็นบรรณาการขั้นต่ำสำหรับลูกศิษย์ที่เป็นผู้ถือครองป้ายขาว
หินสีม่วงเป็นพลังงานของทุกสิ่งอย่างสำหรับผู้ฝึกยุทธ์และทุกสาขาอาชีพ มันสามารถใช้ในการดูดซับแทนปราณจิตวิญญาณได้
ในอีกรูปแบบหนึ่ง หินสีม่วงก็นับว่าเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการซื้อขายและแลกเปลี่ยนของแคว้นฉู่เช่นกัน
แม้จะกล่าวว่าจางหลินเป็นศิษย์ชั้นใน แต่ระดับการพลังยุทธ์ของเขายังต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับศิษย์ชั้นในคนอื่นๆ
และอีกอย่างจนกว่าที่เขาจะสะสางความขัดแย้งระหว่างตนและตระกูลโจวได้ เขาจะยังไม่เอาตัวเข้าไปใกล้จางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ยก่อน นั่นก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา
มิเช่นนั้นทั้งสามคนอาจจะตกอยู่ในอันตรายเอาได้
จางหลินเก็บขวดหยกและหินสีม่วงไว้ข้างเอว เขาเงยหน้าขึ้นมาและมองไปรอบๆ ก่อนจะพบกับสายตามากมายที่กำลังจับจ้องมา
ขณะนี้ตัวตนของเขาเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะกลายเป็นจุดสนใจในทันที
จางหลินไม่ได้สนใจ เขาเพียงแค่เดินลงบันไดและตรงไปยังหอสมุดเป็นอันดับแรก
แต่จู่ๆ กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้ฝีเท้าของจางหลินชะงักไปครู่หนึ่ง
“ใครคือหยุนเฟยหยาง?”
น้ำเสียงที่ทุ้มลึกนั้นทำให้จางหลินเหลือบตามอง และพบเข้ากับชายหนุ่มที่มีใบหน้าเป็นมิตรกำลังถือพัดขนนกเดินมาที่เขาอย่างช้าๆ
ด้านหลังยังมีศิษย์ชั้นในอีกแปดคนที่เดินตามมา สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่จางหลินอย่างไม่ต้องสงสัย
การมาถึงของคนกลุ่มนี้ทำให้ศิษย์ที่อยู่รอบๆรีบปลีกตัวห่างออกในทันที
“นั่นไม่ใช่คนของพรรควายุครามหรอหรือ!?”
“อะไร!? พรรควายุครามงั้นรึ!?”
“พะ-พวกเขามาทำอะไรที่นี่?”
“เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าเขามาตามหาผู้ติดตามคนใหม่ของตระกูลหนี่”
“เป็นไปได้ไหมว่าหยุนเฟยหยางคนนี้ได้ทำให้พรรควายุครามขุ่นเคืองด้วย?”
“.....”
จางหลินเลือกที่จะเพิกเฉย เขาเบือนหน้าหนีและกำลังจะเดินแหวกกลุ่มคนออกไป
การตอบสนองของจางหลินทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มที่มาถึงดูไม่สบอารมณ์ ร่างนั้นชี้พัดขนนกไปที่จางหลินอย่างเย่อหยิ่ง “ข้าเรียกเจ้า เจ้าไม่ได้ยินหรือ!?”
อากัปกิริยาของอีกฝ่ายทำให้คิ้วของจางหลินย่นลง หากแต่ตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ “มีธุระอะไร?”
ชายหนุ่มดูผ่อนคลายเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกล่าวพลางโบกพัดไปด้วย “พี่ใหญ่ของข้าต้องการพบเจ้า”
“ขออภัย แต่ข้าไม่ว่าง” จางหลินตอบโดยไม่ต้องคิด เขาเดินผ่านร่างของคนจากพรรควายุครามไปอย่างไม่แยแส
ชายหนุ่มถือพัดอึ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าจางหลินไม่ได้วางพวกเขาไว้ในสายตา
แต่เมื่อหายจากความประหลาดใจ ชายหนุ่มถือพัดก็หันหลังและตะคอกเสียงดัง “หยุดเดี๋ยวนี้!”
จางหลินทำหูทวนลม และทำราวกับว่าเสียงของชายผู้นั้นเป็นเสียงนกเสียงกา
พรึ่บ!
แต่จู่ๆ คนจากพรรควายุครามก็เข้าปิดล้อมจางหลินจากทั้งแปดทิศ พร้อมกับสายตาที่ไม่เป็นมิตรกำลังจับจ้องมา
จางหลินหรี่ตาลงอย่างเย็นชา เขาตะคอกเสียงดังด้วยความหงุดหงิด “หลีกทาง!”
วู้ม!
จู่ๆ ความหนาวเหน็บได้แผ่พุ่งออกมา ส่งผลให้อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงอย่างกะทันหัน!
รังสีแห่งความหนาวเย็นนี้ทำให้คนจากพรรควายุครามอดไม่ได้ที่จะเสียวสันหลังวาบและตื่นตระหนกไปตามๆกัน!
รัศมีที่กดขี่ข่มเหงเช่นนี้ เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตื่นรู้เสียด้วยซ้ำ!
แม้แต่ชายหนุ่มถือพัดที่มีท่าทางครอบงำก็เปลี่ยนการแสดงออกอย่างฉับพลัน รัศมีที่เย่อหยิ่งของเขาหายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยความระมัดระวังแทน
จางหลินที่เห็นว่าไม่มีใครกล้าที่จะหยุดเขา เขาก็เดินต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ
แต่จู่ๆก็มีสายลมหวนเบาๆ ชายหนุ่มถือพัดได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าจางหลิน การแสดงออกของเขาในตอนนี้ดูเป็นมิตรซึ่งแตกต่างจากเมื่อครู่นี้ลิบลับ “หยุนเฟยหยาง ก่อนหน้านี้ต้องขออภัยที่เสียมารยาท... ในนามของพรรควายุคราม ข้ามาหาเจ้าด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์”
แต่จางหลินกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “อย่าขวางทางข้า ข้าจะไม่ไปพบใครทั้งนั้น”
ชายหนุ่มถือพัดยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ เขาล้วงเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะหยิบยันต์ที่มีอักขระลึกลับออกมามอบให้แก่จางหลิน “พี่ใหญ่ของข้าสนใจในตัวเจ้าอย่างมากและอยากจะเชิญเจ้าไปพูดคุย หากเจ้าตัดสินใจได้แล้วให้เผายันต์อาคมนี้ และจะมีใครบางคนไปหาเจ้าเอง”
ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีที่เปลี่ยนไป จางหลินก็ย่นคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่เขาก็เอื้อมมือคว้ายันต์สีทองจากมือของชายหนุ่มถือพัดมาตามมารยาท
โดยไม่รอคำตอบจากจางหลิน ชายหนุ่มถือพัดก็โบกมือส่งสัญญาณให้แก่คนทั้งแปดที่ยังคงแข็งทื่อราวกับรูปปั้น “กลับกันเถอะ”
คนทั้งแปดจากพรรควายุครามมองหน้ากัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถามอะไรก่อนจะเดินตามชายหนุ่มถือพัดไปอย่างเงียบๆ
จางหลินเหลียวมองไปยังทิศทางของพรรควายุครามที่กำลังจะจากไป ก่อนจะเปล่งเสียงเอ่ยถาม “เจ้าชื่ออะไร?”
ชายหนุ่มถือพัดหยุดฝีเท้าครู่หนึ่ง เขาหันกลับมาและตอบอย่างยิ้มแย้ม “หานซ่ง”
จากนั้นเขาก็เดินจากไปพร้อมกับพรรควายุครามภายใต้สายตาที่งุนงงของศิษย์ทุกคน
ราวกับว่าสมองของพวกเขาลัดวงจร พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดหานซ่งที่ดูเย่อหยิ่งก่อนหน้าถึงได้เปลี่ยนอากัปกิริยาไปเสียดื้อๆ?
จางหลินเพียงแค่เก็บยันต์ไว้ในแขนเสื้อ และตัดสินใจตรงไปยังหอสมุด…
เนื่องจากว่าจางหลินมีป้ายศิษย์ชั้นในอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นผู้ที่ทำหน้าที่ในหอสมุดก็ได้ให้เขาผ่านเข้าไปแต่โดยดี
จางหลินใช้เวลาเกือบสองชั่วยามที่มีในการอยู่ในหอสมุดและค้นคว้าทุกสิ่งที่เขาอยากรู้
ประการแรก เขาต้องการศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์ของแคว้นฉู่เท่าที่มีการบันทึกไว้ เพื่อให้เข้าใจระบบการปกครองของแคว้นฉู่อย่างถ่องแท้
ประการที่สอง คือการค้นหาตัวตนของจักรพรรดิไร้บัลลังก์ที่เขาพบเจอในห้องโถงลึกลับ และยังรวมถึงชายวัยกลางคนที่มาช่วยเหลือเขาไว้ในครานั้น
และประการสุดท้ายคือข้อมูลที่เกี่ยวกับมหาสมุทรไร้ขอบเขต ซึ่งเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิซวนหยวน
หลังจากจางหลินกกตัวอยู่ในหอสมุดเกือบสองชั่วยาม เขาก็ได้ข้อสรุปว่าอาณาจักรที่เขาอาศัยอยู่ถูกเรียกว่า ‘อาณาจักรหยวนเทียน’ ซึ่งประกอบไปด้วยหกแคว้นใหญ่ ที่ถูกสถานปนาชื่อและก่อตั้งขึ้นเมื่อ 900 ปีก่อนโดยประมาณ
นอกเหนือจากนั้น อาณาจักรหยวนเทียนก็เป็นเพียงแค่อาณาจักรหนึ่งภายใต้การดูแลของจักรวรรดินอกเหนือมหาสมุทรไร้ขอบเขต
ส่วนดินแดนที่ถูกเรียกว่ามหาสมุทรไร้ขอบเขต ก็ยังมีจักรวรรดิใหญ่อยู่ด้วยกันถึงสี่จักรวรรดิ ได้แก่จักรวรรดิซวนหยวน, จักรวรรดิติงหยวน, จักรวรรดิกุ่ยหยวนและจักรวรรดิลู่หยวน
หลังจากเข้าใจระบบการปกครองคร่าวๆ จางหลินก็พยายามสืบค้นตัวตนของจักรพรรดิไร้บัลลังก์โดยใช้อักขระคำว่า《ฉิน》บนข้อมือของชายผู้นั้นในการระบุหัวข้อ
และที่น่าประหลาดใจก็คือในประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคสมัย ไม่มีการปรากฏคำว่า《ฉิน》บนตำราเล่มใดเลย ราวกับคำว่า《ฉิน》ได้ถูกลบให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในระยะเวลา 900 ปีที่ผ่านมา…