ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 ปรากฏการณ์แปลกประหลาด

            “อย่างนั้นดีมากเลย”

            เมื่อได้ยินตู้เซ่าฝู่ตอบตกลงกัวหมิงก็ดีใจมาก จูเสวี่ยก็สบายใจโล่งอกไปเปลาะหนึ่งพวกเขาสองคนดูออกว่าตู้เซ่าฝู่มีพลังที่แข็งแกร่งเพียงใดและรู้สึกว่าเขายังมีบางอย่างซ่อนไว้ที่ไม่อาจคาดเดาได้ถึงขนาดผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาถึงระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับก็ยังถูกสังหารได้หากมีคนอย่างนี้อยู่ข้างกาย พวกเขาคงปลอดภัยขึ้นเยอะเลยอีกอย่างตอนนั้นแม้กระทั่งเจ้าสำนักเฮ่อเองที่เห็นฝีมือของเขาแล้วก็ยังชื่นชม

            กัวหมิงบาดเจ็บจากการต่อสู้เมื่อครู่อยู่ไม่น้อยส่วนจูเสวี่ยก็ใช้พลังงานไปมาก ทั้งสองต่างจำเป็นต้องพักฟื้นร่างกายไม่สามารถเร่งฝีเท้าในการเดินทางได้

            ดังนั้นในเวลาโพล้เพล้ ตู้เซ่าฝู่จึงออกไปล่าปีศาจหมูทลายผาด้วยตัวเองเขาแบกมันขึ้นบ่านำกลับมาแล้วเริ่มปิ้งย่างทำอาหารกลิ่นหอมจากเนื้อย่างฟุ้งยั่วให้น้ำลายสอกัวหมิงและจูเสวี่ยที่กำลังบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูร่างกายและพลังปราณอยู่ต่างก็ลืมตาแป๋วหันไปมองพร้อมกับกลืนน้ำลายด้วยความอยากกิน

            “หิวก็มาทานด้วยกันเถิด”

            ตู้เซ่าฝู่พูดกับสองคนนั้นจากนั้นก็ไม่เกรงใจเริ่มบรรเลงกินยั่วด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยกัวหมิงก็เริ่มกินอย่างไม่เกรงใจแล้ว เพราะเขาหิวมากจริงๆส่วนจูเสวี่ยยังสำรวมอยู่ ทว่ากัวหมิงช่วยฉีกท่อนขาหมูยื่นให้กับนางนางขมวดคิ้วเล็กน้อยรับมา จากนั้นอ้าปากกำลังพอดีลองชิมอย่างละเมียดละไมเมื่อได้สัมผัสรสชาติ สีหน้าก็ดูตกใจขึ้นมาทันทีจนสุดท้ายก็ไม่ห่วงท่าทางการกินแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะนางหิวหรือว่าเพราะเนื้อย่างท่อนนี้รสชาติอร่อยเหาะจนต้านทานไม่อยู่

            “ช่างอร่อยเหลือเกิน ไม่เคยทานเนื้อย่างที่รสชาติดีเช่นนี้มาก่อน”

            กัวหมิงกินอย่างมูมมามท่าทางราวกับหมาป่าที่หิวโซพร้อมกับเอาแต่เอ่ยชมไม่หยุดปาก และกล่าวขอบคุณตู้เซ่าฝู่อยู่เรื่อยๆ

            เมื่อทุกคนเขมือบอาหารมื้อนี้จนเสร็จอิ่มสบายท้องจนเรอออกมา กัวหมิงและจูเสวี่ยทำการฟื้นฟูรักษาตัวเองกันต่อ

            ตู้เซ่าฝู่เองก็นั่งสมาธิเริ่มฝึกวิชาฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง เมื่อสักครู่ที่กินปีศาจหมูทลายผาไปทำให้มีปราณชั้นดีจำนวนหนึ่งถูกดูดซึมเข้ามา

            ปีศาจและอสูรสามารถดูดพลังจากเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตที่กินเข้าไปมาใช้เองในเมื่อตู้เซ่าฝู่ฝึกวิชาฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองมาแล้วเขาจึงรู้วิธีการทำเช่นนี้โดยเฉพาะวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองไม่เหมือนกับอสูรอื่นๆ ทั่วไปเพราะมันเป็นอสูรพันธุ์ชั้นสูงวิชาฝึกปราณของมันปรับเปลี่ยนให้ได้ผลน่ากลัวยิ่งขึ้น

            เพียงแต่ที่เขากินก็แค่ปีศาจหมูทลายผาแถมยังเป็นปีศาจหมูทลายผาที่ปรุงสุกแล้วดังนั้นพลังที่เหลือที่เขาดูดซึมมาใช้ได้มีไม่มากเท่าไรในวิชาการฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองแต่เดิมคือการกินเลือดเนื้อของปีศาจและอสูรอื่นๆ เป็นๆ สดๆ สำหรับดึงเอาพลังของเหยื่อมาใช้พลังของเนื้อสดที่ยังมีเลือดชุ่มจะปรากฏพลังที่บริสุทธิ์กว่าและปริมาณมากกว่า

            แต่ตู้เซ่าฝู่คือมนุษย์ให้กินอสูรหรือปีศาจตัวเป็นๆ สดๆ เขาทำใจทำเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ

            ทว่าตอนนี้ก็สามารถดูดซึมพลังจากอาหารที่กินมาใช้เองแล้วแค่นี้ก็ถือว่าน่ากลัวมากแล้ว ตู้เซ่าฝู่ครุ่นคิดกับตัวเองว่า หากเขาได้กินเนื้อของอสูรที่มีระดับสูงมากกว่านี้ต่อให้ผ่านการปรุงสุกมาแล้ว ก็ยังสามารถดึงเอาพลังมหาศาลมาจากมันได้หากทำเช่นนั้นก็จะทำให้ความเร็วในการพัฒนารวดเร็วขึ้นได้มาก

            ตู้เซ่าฝู่บรรลุวิชาฝึกฌานของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองมาแล้วต่อไปเขาก็วางแผนที่จะฝึกฌานตามเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง เพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้นรวมไปถึงจะฝึกวิชาฝึกร่างกายของมันด้วย

            ร่างกายของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองนับว่าแข็งแกร่งดั่งภูผาเหล็กกล้าว่ากันว่าพันธุ์อสูรของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองถือว่าเป็นระดับสุดยอดเป็นเหยี่ยวที่เก่งฉกาจและน่าสะพรึงกลัว ในตำนานว่ากันว่ามักกินอสูรพันธุ์มังกรเป็นอาหาร

            มันกินมังกรยักษ์เป็นอาหารดังนั้นร่างกายของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองจึงแข็งแรงกำยำมากมิเช่นนั้นมันจะจับอสูรตระกูลมังกรมาเป็นอาหารได้อย่างไร

            วันต่อมาแสงอ่อนๆ ทอลงมาจากเวหา ตู้เซ่าฝู่กัวหมิงและจูเสวี่ยทั้งสามคนเริ่มออกเดินทางจากหุบเขา

            อาการบาดเจ็บของกัวหมิงหลังจากกินยาลูกกลอนไปมากมายหลายชนิดก็ฟื้นฟูได้รวดเร็วมากดูแล้วแทบไม่เป็นอะไรแล้ว ตู้เซ่าฝู่เมื่อเห็นเช่นนี้เองก็แอบประหลาดใจคิดว่าเขาสมกับเป็นศิษย์ของสำนักวรยุทธใหญ่ จึงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมาก

            ตู้เซ่าฝู่เห็นยาลูกกลอนทั้งหลายทั้งมวลที่กัวหมิงกินไปต่างเป็นยาชั้นเลิศที่มีมูลค่าสูงมากที่วัยรุ่นของบ้านสกุลตู้ได้รับมาเทียบกับของเขาไม่ได้เลย ไม่แปลกเลยที่ทุกคนต่างหวังว่าสามารถเข้าร่วมสำนักและพรรคใหญ่เพราะทรัพยากรสำหรับการฝึกฌานต่างชั้นกับที่อื่นทั่วๆ ไปจริงๆ

            แน่นอนว่าตู้เซ่าฝู่เองก็รู้ดีอายุของกัวหมิงน่าจะพอๆ กับเขาอายุเพียงเท่านี้กลับเป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาได้แล้วรุ่นทายาทลูกหลานของบ้านสกุลตู้ในขณะนี้ไม่อาจเปรียบกับเขาได้เลย รวมถึงเขาเองหากไม่ได้พบโชคลาภปาฏิหาริย์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่จนสามารถบรรลุขั้นเบิกนภาได้ตัวเขาเองก็คงสู้กับศิษย์ยอดสำนักคนนี้ไม่ได้

            ในเทือกเขาอสุรกายยามเช้าตรู่บรรยากาศยังคงเงียบสงัด ทั้งสามคนกำลังเดินทางอย่างระมัดระวังทั้งสามคนคอยกวาดสายตาสาดส่องบริเวณรอบๆ อยู่เสมอ ในมือของกัวหมิงกำดาบยาวไว้แน่นเพื่อเตรียมตัวตั้งรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

            ตู้เซ่าฝู่ที่แต่เดิมยังเป็นแค่มือใหม่พอมาถึงช่วงนี้ฝีมือพัฒนาไปมากและชำนาญวรยุทธมากขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะช่วงก่อนหน้าที่ได้ฝึกฝีมืออย่างหนักระหว่างที่อยู่กับแม่นางยอดฝีมือคนสวยชุดเรียบที่มาตามหาฝูอี้ไป๋เขาได้รับความรู้และประสบการณ์มาอย่างท่วมท้น

            การกระทำต่างๆของตู้เซ่าฝู่ในป่าทึบแห่งนี้ ทำให้จูเสวี่ยและกัวหมิงต่างแอบประหลาดใจกันดูออกว่าหนุ่มน้อยที่ตอนนี้อยู่ร่วมกับพวกเขาผ่านการฝึกอย่างหนักมาไม่น้อยดังนั้นสุดท้ายแล้วทั้งสองคนก็มองตู้เซ่าฝู่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มโดยตัวเองไม่ทันได้รู้สึกตัว

            จูเสวี่ยดูบอบบางใบหน้ารูปไข่ดูจิ้มลิ้ม ท่าทางการวิ่งผ่านขุนเขาพงไพรของนางดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูทำให้ผู้เห็นรู้สึกสงสารและเป็นห่วงทว่าความเร็วของนางเมื่อเปรียบกับกัวหมิงยังถือว่าเร็วกว่าทั้งสามคนนี้หากเปรียบกันด้วยระดับขั้นของการฝึกฌานนางที่ดูอ่อนแอกลับแข็งแกร่งที่สุด

            เทือกเขาอสุรกายก็คือเทือกเขาที่เต็มไปด้วยอสูรมากมายต่อให้อยู่เพียงแค่ขอบของแนวเทือกเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความอันตรายอยู่ดีทั้งสามระวังตัวมาก ทว่าก็ยังคงมีอสูรและปีศาจพุ่งเขามาโจมตีอยู่ดี

            อสูรที่กระโจนเข้ามาโจมตีสามคนนี้คือฝูงหมาป่าบ้าคลั่งมันคืออสูรที่กำเนิดมาจากอสูรพันธุ์หมาป่าและอสูรพันธุ์สุนัขหมาป่าบ้าคลั่งเมื่อโตเต็มที่แล้วจะสามารถบรรลุถึงเข้าเบิกนภาได้มันมักจะจู่โจมเหยื่อพร้อมกันเป็นฝูง พวกมันมีประสาทสัมผัสทางด้านกลิ่นที่ดีมากและเคลื่อนไหวได้ไวมากพวกกลุ่มนักล่าอสูรกลัวที่จะปะทะกับฝูงหมาป่าบ้าคลั่งที่สุดแล้ว

            “โฮกๆ!”

            หมาป่าบ้าคลั่งราวๆยี่สิบตัวมีหัวหน้าฝูงคือหมาป่าสีดำที่ลำตัวใหญ่พอๆ กับเสือวัยผู้ใหญ่พวกมันทั้งฝูง
    บุกกระโจนเข้าโจมตีทั้งสามคนนั้น พร้อมกับแยกเขี้ยว สยายกรงเล็บ ร้องคำถามเสียงดัง

            “ลงมือ!”

            ตู้เซ่าฝู่กัวหมิง และจูเสวี่ยไม่ได้เป็นคนอ่อนแอ พวกเขารีบลงมือจัดการพวกมันทันที

            จะสู้กับศัตรูก็ควรจัดการหัวหน้ามันให้ได้ก่อนเมื่อตู้เซ่าฝู่สังหารหมาป่าบ้าคลั่งไปได้สองตัวแล้วก็รีบกระโจนไปทางหมาป่าสีดำที่เป็นจ่าฝูง

            “โฮกๆ!”

            เพียงแต่หลังจากประชันกันด้วยกระบวนท่าเดียวตู้เซ่าฝู่เพียงแค่เรียกใช้วิชาหมัดระบำคลื่น อัดเจ้าหมาป่าสีดำจนกระเด็นถอยไปไกลแต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าหมาเป่าสีดำตัวนั้นรู้สึกถึงอะไรมันมองแววตาอาฆาตของตู้เซ่าฝู่ก็เกิดความหวาดกลัว จากนั้นก็รีบเผ่นหนีไปไกล

            เหตุการณ์นี้เองก็ทำให้ตู้เซ่าฝู่แปลกใจเช่นกันจ่าฝูงของหมาป่าบ้าคลั่งไม่น่าจะต่อกรด้วยง่ายเลย แข็งแกร่งยิ่งกว่าบุรุษร่างยักษ์ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวที่อยู่ขั้นเบิกนภาแล้วเสียอีกถ้าเขาอยากสังหารมันให้ได้ น่าจะต้องลงไม้ลงมือนานมากถึงจะสำเร็จทว่าก็ไม่รู้ว่าหมาป่าบ้าคลั่งเกิดเป็นอะไรจึงหนีหายไปไกลเอง

            ต่อมาทุกครั้งที่พบการลอบโจมตีของพวกปีศาจและอสุรกายพวกมันทุกตัวหลังจากที่ตู้เซ่าฝู่โจมตีใส่เพียงกระบวนท่าหนึ่งจ่าฝูงของอสูรพวกนั้นต่างแสดงสีหน้าเกรงกลัว จากนั้นก็เริ่มถอยหนีไปไกลไม่คิดจะต่อสู้กับสามคนนี้อีก

            เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำๆเข้า กัวหมิงกับจูเสวี่ยเองก็รู้สึกถึงความไม่ปกติหลังจากประหลาดใจและสงสัยจึงอยากรู้ที่ไปที่มาของตู้เซ่าฝู่ จึงพยายามหลอกถามอ้อมๆทว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้ข้อมูลอันใดที่มีประโยชน์ออกมา...

            “นายท่านเฮ่อมักจะบอกกับพวกเราว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าสหายเซ่าฝู่ เจ้าแข็งแกร่งมาก เมื่อครู่งูเหลือมโลหะทองที่ถือว่ามีพลังเป็นสุดยอดแข็งแกร่งขนาดที่ผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งก็จัดการมันได้ยากมากนึกไม่ถึงว่าสหายเซ่าฝู่จะต่อกรกับมันได้ด้วย”

            ณทางเดินแคบๆ ระหว่างซอกเขา กัวหมิงรู้สึกนับถือตู้เซ่าฝู่มากขึ้นเรื่อยๆในบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกันในสำนักยันต์ปราณเขาก็ถือว่าโดดเด่นสุดยอดกว่าคนทั่วไปแล้วปกติจะมีความทิฐิไม่ค่อยสนใจอะไรใครสักเท่าไร ทว่าเมื่อมาพบกับตู้เซ่าฝู่เขาก็เริ่มได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น ความหยิ่งยโสในตัวของเขาก็ลดลงมาไม่น้อย

            เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินคำพูดของกัวหมิงเขาก็ยิ้มออกมา ในใจก็ยังคงสงสัยคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด อสูรทั้งหลายเมื่อเผชิญหน้าเขาจึงต้องกลัวจนเผ่นแนบหนีไปเอง

            เมื่อตกเวลากลางคืนทั้งสามคนก็หาถ้ำในเขาเพื่อซ่อนตัวและพักผ่อนกิจกรรมที่ขาดไม่ได้คือการกินปิ้งย่าง ครั้งนี้จูเสวี่ยไม่ได้สำรวมอีกต่อไปแถมยังเป็นฝ่ายเสนอตัวมาช่วยปิ้งอีก กัวหมิงที่อยู่ข้างๆ มองดูน้ำลายแทบไหล

            หลังจากสวาปามกินอย่างเอร็ดอร่อยกันไปแล้วทั้งสามคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน พอตกวันรุ่งขึ้นตอนเช้าก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง

            สามวันที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของทั้งสามคนใกล้ชิดสนิทสนมเป็นกันเองมากขึ้นไม่น้อย

            จากการพูดคุยกับกัวหมิงและจูเสวี่ยตู้เซ่าฝู่ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากไม่น้อยเลยอย่างเช่นเรื่องความกว้างใหญ่ไพศาลของเทือกเขาอสุรกาย ซึ่งรอบๆจะมีจักรวรรดิหลายแคว้นอยู่ ได้ยินว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือที่เหนือกว่าใครๆการเดินทางข้ามผ่านทั้งเทือกเขาอสุรกายแห่งนี้ก็ทำได้อย่างยากลำบาก

            เบื้องหลังของจักรวรรดิทุกแคว้นมักจะสนับสนุนสำนักหรือพรรคที่ยิ่งใหญ่อยู่ อย่างเช่นสำนักยันต์ปราณได้รับการสนับสนุนจากหลายแคว้นองค์หญิงองค์ชายของประเทศจำนวนหนึ่งก็มาฝึกฌานอยู่ที่สำนักยันต์ปราณ

            ระหว่างสามวันนี้ทั้งสามคนได้พบอสูรและปีศาจมากมาย ทว่าก็เกิดเหตุการณ์แบบเดิมซ้ำๆเมื่อตู้เซ่าฝู่ลงมือ บรรดาอสูรและปีศาจทั้งหลายก็รีบถอยหนีกันไปไกลไม่มีตัวไหนกล้าสู้ต่อ

            แต่ในระหว่างสามวันนี้ทั้งสามคนก็ได้พบนักล่าอสูรเช่นกัน แต่ไม่ใช่คนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวเหล่านักล่าอสูรพวกนั้นมีความสามารถในการวิเคราะห์และมองเหตุการณ์ได้อย่างดีเด็กหญิงเด็กชายสามคนนี้ล้วนไม่ธรรมดา การที่กล้าเข้ามาในเทือกเขาอสุรกายหากไม่ได้เพราะมีทักษะความสามารถที่เหนือคนธรรมดาก็ต้องมียอดฝีมือคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พวกเขาถูกพามาเพื่อฝึกฝีมือดังนั้นจึงไม่กล้าลงมือผลีผลาม แค่เจอแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ต้องปะทะกัน

            ผ่านมาสามวันเวลาโพล้เพล้ ทั้งสามคนกำลังหาที่พัก ทันใดก็มีเงาของคนเก้าคนปรากฏให้เห็นชายหนุ่มที่เดินนำหน้ามาสวมชุดคุณชายดูดี ดูแล้วอายุน่าจะราวๆ สิบแปดสิบเก้าปีดูสูงสง่า

            “ศิษย์พี่เสิ่นเหยียน”

            เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ปรากฏตัวจูเสวี่ยกับกัวหมิงก็ตะลึง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าปีติเก้าคนนี้เป็นพรรคพวกในสำนักที่หายตัวเอง เสิ่นเหยียนเป็นผู้นำกลุ่มเขาคือหัวหน้าที่นำกลุ่มศิษย์ในสำนักออกมาครั้งนี้

            “ศิษย์พี่จูเสวี่ย ศิษย์พี่กัวหมิง”

            บรรดาศิษย์ในสำนักยันต์ปราณเมื่อเห็นจูเสวี่ยกับกัวหมิงก็ดีใจรีบวิ่งเข้าไปล้อมรอบทว่าสายตาของเสิ่นเหยียนเอาแต่จับจ้องที่ตู้เซ่าฝู่นั่นเพราะว่าเขายังจดจำเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ตู้เซ่าฝู่ประมือกับศิษย์ของสำนักอสรพิษสวรรค์

            “ศิษย์พี่เสิ่นเหยียน ทำไมพวกท่านจึงมาที่นี่?”