ตอนที่ 94
ความเร็วของ วิหคหัวล้าน ที่มองดูแล้วคล้าย ๆ กับ นกแร้งขนาดใหญ่สยายปีกสองข้างยังกว้างถึง 5 จั้ง การที่ เหยาซาน ขึ้นไปด้านบนหลังยังไม่นับอย่างไรความเร็วถึงจะตกลงมาเล็กน้อย แต่ก็เรียกได้ว่าเหนือชั้นอยู่ดี รู้สึกถึงความมั่นคงไม่สั่นคลอน
สายลมที่ปะทะใบหน้า ทำให้ เหยาซาน รู้สึกได้รับกลิ่นอายแห่งอิสรภาพแห่งวิหคสามารถก้มมองฟ้าดินได้อย่างหน้าชื่นตาบาน ถึงแม้ว่า เหยาซานจะได้รับวิหคตนนี้มาครองครองแต่อย่างไรเสียตามกฎของสำนักก็ใช่ว่าจะเดินทางออกไปได้อย่างอิสระ ขอบเขตการโบยบินยังมีเพียงแค่4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบอันยิ่งใหญ่ของสำนักสายลมประจิม แต่นั่นก็นับว่าเพียงพอแล้ว...
การโผบินเพียงพริบตา ก็ทำให้ เหยาซาน เข้าถึงตัวของ เปียวเฟยฟงได้โดยง่าย... ดีดตัวทะยานจากหลังวิหคเพียงครั้ง ก็สามารถขึ้นเหยียบบนหลังของเปียวเฟยฟง ให้หน้าทิ่มล้มคะมำลงกับพื้น สีหน้าที่ชายหนุ่มหน้าบากหันมองกลับมาเต็มไปด้วยสายตาที่หวาดหวั่นถึงขีดสุด...
“สะ...ศิษย์น้องเหยา ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลย ปล่อยข้าไปเถอะ!!”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นถึงกับเอียงคอฉงน...
“จะฆ่าเจ้า?! พูดเรื่องอะไร... ข้าแค่เห็นเจ้าวิ่งหนีจึงจะตามมาสอบถามเรื่องบางอย่างก็เท่านั้น เราทั้งสองล้วนเป็นศิษย์ร่วมสำนักต่อให้มีกระทบกระทั่งกันบ้าง ไหนเลยข้าจะกล้าลงมือถึงขั้นสังหารได้?!”
แม้ เปียวเฟยฟง ได้ยินเช่นนั้น จะโล่งใจไปเปาะหนึ่งหากแต่สายตายังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทั้งท่าทียังลนลานเกินจะเปรียบผิดกับวิสัยดั้งเดิมที่องอาจ ชอบรังแกผู้อื่นอยู่เสมอ... อาจกล่าวได้ว่านอกจากเหล่าผู้อาวุโส และพี่ชายตนเองแล้ว เปียวเฟยฟง น่าจะหวาดกลัวต่อ เหยาซานที่สุดในสำนัก ณ ตอนนี้ก็เป็นได้...
เหยาซาน คาดคั้นอย่างหนักถึงเหตุผลที่มันวิ่งหนีร่วมไปถึงสายตาแปลก ๆ ที่ตนพบเจอมาตลอดตั้งแต่ออกจากตำหนักสายลมเหนือ... แน่นอนว่าเปียวเฟยฟง ไหนเลยจะกล้าปากแข็งขัดขืน วาจาที่เอ่อล้นออกมาดุจกระแสน้ำเชี่ยวกรากแทบจะทุกข่าวลือที่แว่วเข้าหูของมันมา ถูกสาธยายจนหมดเปลือกหากจดจำนามผู้ที่ปล่อยข่าวลือได้ มันก็ยังจะกล่าวออกมาจนหมดสิ้น...
ใบหน้าของ เหยาซาน ค่อยบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ลงเรื่อย ๆ ไม่คิดว่าทั้งแมวสวรรค์ และ แมวปีศาจล้วนแล้วแต่เป็นสมญานามที่ตนเองถูกแต่งตั้งด้วยความไม่ยินยอม!! ทั้งยังแพร่กระจายไปทั่วสำนักอย่างรวดเร็ว เพียงแต่เวลาครึ่งวัน 8 หอธาตุ8 หอศาสตรา ล้วนแล้วแต่ได้ยินนามของ เหยาซาน กระจายอยู่ทั้งสิ้น ศิษย์หลายพันคนหากผู้ใดมิได้ปิดด่านฝึกตนเพียงลำพัง หรือออกไปทำภารกิจด้านนอก ล้วนแล้วแต่ต้องได้รับข้อมูลแปลกประหลาดเกี่ยวกับวีรกรรมของ เหยาซาน ทั้งสิ้น...
“บัดซบ!! นี่มันอะไรกันฟะ!!” เด็กหนุ่ม แผดเสียงก้องดังดุจฟ้าร้องทำเอา เปียวเฟยฟง อกสั่นขวัญแขวน ก้มหน้าเก็บคองอเข่าลงบนพื้น มิกล้าแม้แต่หายใจแรง...
ใครบ้างจะไม่รู้สึกโกรธเคืองเมื่อเจอเรื่องเช่นนี้...แต่หลังจากที่ เหยาซาน ค่อย ๆ คืนสู่สมาธิ แสดงสีหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่งก็พลันนึกบางอย่างขึ้นได้...
“แต่จะว่าไป... การที่เรื่องมันออกมาเป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับข้าก็เป็นได้?! เหล่าหมู่ศิษย์ภายในสำนักจะได้ไม่เข้ามายุ่มย่ามอะไรกับข้ามากมายนักหากเลือกได้ข้าก็ไม่อยากรังแกคนอื่น ๆ สู้เอาเวลาไปฝึกฝนบนเส้นทางของตนเองย่อมดีกว่า...
อย่างน้อยเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดก็ต้องได้รับรู้เรื่องราวของข้า จากท่านเจ้าสำนักอวิ๋นอยู่แล้วขอเพียงเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดในสำนักเข้าใจใยข้าต้องไปใส่ใจกับความคิดความอ่านของเหล่าศิษย์ที่ไม่ได้มีอิทธิพลกับตัวข้า?!”
เหยาซาน กล่าวพลางพึมพำกับตนเอง... จากนั้นก็เหลือบมอง เปียวเฟยฟงที่เวลานี้สั่นสะท้านเป็นลูกนกพบเจอพญาเหยี่ยว มอง ๆ ดูแล้วการที่ เหยาซาน ลงมือสถานหนักกับคนรุ่นเดียวกันในแต่ละครั้งอาจจะก่อให้เกิดคนที่แสดงท่าทีหวาดกลัวจับใจอย่าง เปียวเฟยฟงขึ้นมาอีกมากก็เป็นได้
จริงอยู่ว่าเส้นทางยุทธภพ ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้...แต่ได้ขึ้นชื่อว่าศิษย์ร่วมสำนัก ครั้นจะลงมือหนักหนาเกินไป ก็ลังแต่จะเป็นการขัดขวางเส้นทางยุทธของผู้อื่นทั้งยังอาจทำให้ เตียมู่หยง ต้องหนักอกหนักใจ... คิดได้เช่นนั้น เหยาซานก็ถอนหายใจหนักคราหนึ่ง แววตากลับสู่ความสงบดังเดิมเลิกสนในสายตาประหลาดและคำติฉิน
เหยาซาน ฉุดมือของ เปียวเฟยฟง ดึงให้ลุกยืนพลางปัดฝุ่นที่เปอะเปื้อนบนอาภรณ์ให้กับ เปียวเฟยฟง ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เผยแววตาที่ใสซื่อ...
“ศิษย์พี่เปียว... ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้ท่านหวาดกลัวข้าล้วนมิได้มีเจตนาให้เป็นเช่นนี้ เจอกันคราวหน้าไม่ต้องวิ่งหน้าข้าก็ได้...ความบาดหมางของเราเมื่อคราวก่อนขอให้จบสิ้นไปข้าเหยาซานมิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยถึงเพียงนั้น...”
กล่าวจบ เหยาซาน ก็ตบที่ไหล่ของ เปียวเฟยฟง เบา ๆ
ชายหนุ่มหน้าบาก รีบผงกศีรษะระรัวตอบรับ...
เหยาซาน กระแอมแห้ง ๆ คราหนึ่ง ก่อนจะโดดทะยานขึ้นอีกครั้งกลับสู่หลังวิหคหัวล้าน ถลาบินวนรอบสำนักด้วยความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับอิสระ ลิ้มรสชาติของสายลมที่ปะทะเข้าใบหน้าซึ่งความรุนแรงเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับตอนอยู่บนยอดหน้าผาเสียดฟ้า
ท่ามกลางสายตาของหมู่ศิษย์เบื้องล่าง ที่จ้องมองพลางชี้ตรงมายังเหยาซาน แม้ปากของผู้คนเหล่านั้นจะว่ากล่าวนินทาด้วยท่าทีเผ็ดร้อน หากแต่ลึก ๆในใจ ทุกคนย่อมแฝงไว้ด้วยความริษยา...การจะมีวิหคพาหนะไว้ในครอบครองนั้นมิใช่เรื่องง่ายและทุกคนล้วนมีความฝันว่าอยากโบยบินบนท้องฟ้าเช่นนี้สักคราหนึ่ง...
จริงอยู่ที่ข่าวลือเรื่องของ เหยาซาน จะค่อนข้างโด่งดังหากแต่มันก็เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องซุบซิบภายในสำนัก สถานฝึกยุทธอันเป็นที่รวมตัวของเหล่าผู้เยาว์ก็เท่านั้นระดับชนชั้นผู้ฝึกสอน หรือผู้อาวุโส หาได้สนใจข่าวลือเหล่านั้นไม่...ทั้งยังประกาศออกไปโดยทั่วกันว่า เหยาซาน แม้จะเป็นเพียงศิษย์สายนอก แต่ก็ได้กลายเป็นศิษย์ผู้ทรงเกียรติของสำนักที่ได้รับ สิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ ทำให้สามารถสลับเปลี่ยนแผนกหลักทั้งสองแผนกได้...
แน่นอนว่ามันยิ่งทำให้ข่าวลือเกี่ยวกับ เหยาซานโด่งดังมากยิ่งขึ้นไปอีก!! จนแม้แต่ระดับศิษย์หลัก ยังเริ่มมีการกล่าวถึง...
ณ เมืองหลวง สำนักสายลมประจิม...
กลุ่มศิษย์หลักในสำนักที่มีไม่ถึงหนึ่งร้อยคนจะมีอภิสิทธิ์เข้านอกออกในเขตพื้นที่สำนัก 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบได้อย่างอิสระแตกต่างไปจากศิษย์สายนอกและศิษย์สายใน ที่ต้องได้รับอนุญาตเสียก่อน... ดังนั้นจึงมีศิษย์หลักบางคนชอบกลับไปปิดด่านฝึกฝนที่ภูเขาเป็นระยะสลับกับการเข้ามายังเรือนพักของสำนักในเมืองหลวง
เย็นวันนั้นมี ศิษย์หลักลำดับที่ 45 นาม เซี่ยงหยาที่เพิ่งกลับมาจากการปิดด่านฝึกตนบนเขาลูกที่ 2 ได้เข้ามาพักยังเรือนพักของตนเองในเมืองหลวง...แน่นอนว่าประจวบเหมาะกับช่วงที่มีข่าวลือแพร่สะพัด ทำให้ เซี่ยงหยาได้ยินเรื่องราวของ เหยาหมิง มาพอสมควร ทั้งยังสะดุดกับนามของศิษย์สายในอีกผู้หนึ่ง...
ในลานกว้างฝึกยุทธของเหล่าศิษย์หลัก มีชายร่างกำยำดุดันผู้หนึ่ง กำลังฟาดฟันดาบใหญ่สีทองก่อเกิดเงาดาบแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณโหมกระหน่ำเพลงดาบอันหนักหน่วงกดดันศิษย์อีกคนที่ใช้ทวนยาวสีดำสนิทตั้งรับอย่างทุลักทุเลทั้งสองคนล้วนเปล่งรัศมีชนชั้นลมปราณสีเขียวเด่นชัด...
“เพลงดาบตัดสายธารา!!”
ตูม!!
ศิษย์หลักที่ถือทวนดำแม้จะตั้งรับไว้ได้ แต่ก็ด้ามทวนก็สั่นสะท้านไม่หยุดง่ามนิ้วมือมองเห็นเลือดซิบ ๆ ที่อาบไหลออกมา เป็นแรงสะท้อนจากการตั้งรับเมื่อครู่สีหน้าของผู้ถือทวนไม่สู้ดีนัก ก่อนจะถอนหายใจหนักครั้งหนึ่ง...
“ศิษย์พี่เปียว... ข้ายอมแพ้แล้ว”
ชายร่างกำยำพลันหยุดมือ เผยแววตาชื่นชม...
“รับเพลงดาบข้าได้ 10 กระบวนท่า... เจ้าพัฒนาขึ้นมากเลยนี่ จ้าวเฉิน”
ชายถือทวนนาม จ้าวเฉิน เผยยิ้มเจื่อน...
“ยังห่างไกลนัก หากเทียบกับศิษย์พี่เปียว...”
ในตอนนั้นเองที่ เซี่ยงหยา เดินตรงมายังลานประลองหลังจบศึกสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อยก่อนจะประสานมือแสดงความเคารพ... “คารวะศิษย์ พี่เปียว...”
ชายร่างกำยำผู้นี้เมื่อหันมองตรงมา ใบหน้าเด่นชัดภายใต้แสงคบไฟรอบๆ ลานประลอง จะเห็นได้ว่ามีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับ เปียวเฟยฟง อยู่หลายส่วนมีก็แต่ร่างกายที่ใหญ่และกำยำมากยิ่งกว่า... แน่นอนว่าคนผู้นี้มิใช่ใครอื่น นอกจากเปียวเฟยหง ศิษย์หลักลำดับที่ 7 ของสำนักสายลมประจิม สถานะยังเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเปียวเฟยฟง ศิษย์สายปราณอัคคีอีกด้วย...
“เซี่ยงหยา?! เจ้าออกจากการปิดด้านฝึกแล้วหรือ?!”
“เพิ่งออกมาเมื่อช่วงบ่ายนี้เอง ศิษย์พี่...” เซี่ยงหยากล่าวตอบตามตรง พร้อมแสดงสีหน้าลังเลใจ คล้ายกำลังมีความรู้สึกบางอย่างที่ขัดแย้ง
เปียวเฟยหง พอจะมองออกเช่นกัน จึงขมวดคิ้วเบา ๆ
“เจ้ามาหาข้าแทนที่จะไปพักผ่อน... แปลว่ามีเรื่องสำคัญประการใดงั้นสินะเล่าออกมาเถอะอย่าได้ลังเล...”
เซี่ยงหยา ถอนหายใจหนักคราหนึ่ง ก่อนจะเผยแววตาเคร่งขรึม...
“ก่อนจะกลับมาที่นี่ข้าได้ยินได้ฟังข่าวลือเรื่องหนึ่งมาเกี่ยวกับน้องชายของท่าน...เปียวเฟยฟง”
........................................................
ในคืนนั้นหลังจาก เหยาซานได้โบยบินอยู่หลายชั่วยามด้วยความปลื้มปิติ วนไปวนมาทั่วทั้ง 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบสำรวจคร่าว ๆ ยังพื้นที่ต่าง ๆ จนวิหคพาหนะแสดงท่าทีอ่อนแรง เหยาซานจึงได้รู้สึกตัว ปล่อยให้วิหคกลับไปพักผ่อนดังเดิม ส่วนตนก็ได้กลับมาที่เรือนพักเช่นกัน
ตันเหมา ที่เฝ้ารออยู่ที่เรือน เมื่อเห็น เหยาซานก็ดีดตัวตรงเข้ามาหาด้วยความร้อนรนใจ...
“ศิษย์น้อง!! ได้ยินว่าเจ้าตกจากหน้าผาเสียดฟ้าบาดเจ็บอะไรมากหรือไม่!! ข้าได้เตรียมโอสถไว้เผื่อให้เจ้าแล้วโชคดีที่ข้านำติดมาด้วยมากมาย ข้าจะแบ่งให้เจ้าสักหนึ่งส่วนก็แล้วกัน...”
กล่าวจบ ตันเหมา ก็ชี้ไปยังโอสถกองพะเนินจากที่กะเกณฑ์ด้วยสายตาคาดว่าคงมีไม่ต่ำกว่าหลายร้อยเม็ด... ทำให้ เหยาซานอดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้ง ๆ ออกมา เพียงแค่หนึ่งส่วนของ ตันเหมา ยังมากเพียงนี้คาดเดาไม่ออกเลยว่า ตันเหมา หอบเม็ดยามามากมายเพียงใดกันแน่ในแหวนมิติ...
“ศิษย์พี่ตัน ข้าสบายดี ไม่ต้องกังวลไป... อีกอย่างผู้อาวุโสมู่แห่งหอพฤกษาของท่าน ก็เป็นคนตรวจอาการให้กับข้าเอง ดังนั้นคงไม่เป็นอะไรจริง ๆ”เหยาซาน กล่าวตอบตามตรง
ทำเอา ตันเหมา ถอนหายใจโล่งอก... ซึ่ง เหยาซานมองเห็นสายตาที่ห่วงใยตนอย่างจริงจังจากศิษย์พี่ผู้นี้... ลึก ๆก็อดไม่ได้ที่จะปลื้มใจ ที่ตนเลือกสหายคบหาได้ไม่ผิด...
“ศิษย์พี่ไม่หวาดกลัวข้า ตามข่าวลืองั้นหรือ?!”
ตันเหมา โบกมือปฏิเสธพลางส่ายหน้า...
“ไร้สาระยิ่งนัก... ข้าเชื่อสายตาตนเองมากกว่าข่าวลือถึงข้าจะยังรู้จักเจ้าได้ไม่นาน แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าเป็นคนดีที่น่าคบหา...ทักษะหนึ่งที่ผู้ร่ำรวยอย่างตระกูลข้าจำต้องเรียนรู้ติดตัว คือสายตาในการประเมินมิตรสหายว่าผู้ใดคบหาข้าเพื่อหลอกลวงเงินทอง หรือผู้ใดคบหาข้าด้วยใจมิตร...”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากขึ้น...
“หึหึ... แปลว่าท่านเห็นว่าข้าคบหาด้วยใจมิตร งั้นสินะ”
ตันเหมา ปฏิเสธอีกเช่นกัน...
“ป่าวเลย... ข้ารู้ว่าเจ้าก็คบหาข้าเพื่อผลประโยชน์บางอย่างเช่นกันแต่เจ้าก็มีส่วนดีที่สร้างผลประโยชน์ให้กับข้าด้วยดังเช่นที่ช่วยเหลือให้ข้าสอบผ่านเข้าสำนัก... ดังนั้นพวกเราทั้งคู่น่าจะเป็นเหมือนคู่หูที่ตักตวงผลประโยชน์ร่วมกันเสียมากกว่า... อ่อ!แต่เรื่องที่ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนดีนั้น ข้าพูดเรื่องจริงนะ อย่างน้อยที่เรานอนอยู่เรือนเดียวกันเจ้าก็ไม่ได้คิดจะปล้นจี้ข้า...”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นถึงกับขืนยิ้ม หน้าเจื่อน...จะออกปากปฏิเสธก็มิอาจทำได้ เพราะคราแรกที่ เหยาซาน เลือกคบหากับ ตันเหมา ก็เริ่มมาจากเรื่องที่ตันเหมา รู้เรื่องราวเกี่ยวกับสำนักสายลมประจิมเป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นนายน้อยตระกูลตันที่ร่ำรวยจริงๆ
“นอกจากทักษะประเมินมิตรสหายของท่านแล้ว...ท่านควรจะเรียกรู้ทักษะการพูดคุยกับมิตรสหายบ้างนะศิษย์พี่ตัน...เรื่องบางเรื่องไม่ต้องกล่าวกันตรง ๆ ก็ได้...”
กล่าวจบ ทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมเพรียง...
.............................................