เช้าของวันถัดมาหลังจากตื่นนอนเย่ซวนก็นั่งนับประคำสวดมนต์อีกครั้ง ทุกครั้งที่เข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์เย่ซวนจะอยู่ในสภาวะนิ่งสงบ กลิ่นอายแห่งความเมตตาจะลอยตลบอบอวลอยู่รอบๆ
เมื่อฮุ่ยหมิงเห็นท่าทางของเย่ซวนเขาถึงกับตกตะลึงอีกครั้ง เพราะมือขวาของเย่ซวนตอนนี้มีประคำพันอยู่ที่มือด้านขวา นิ้วของเย่ซวนค่อยๆนับมันทีละเม็ดๆ
เย่ซวนกับฮุ่ยหมิงเดินลงมาจากชั้น 4 ของโรงเตี๊ยมระหว่างทางผู้คนที่เห็นเย่ซวนพวกเขาต่างเดินหลบเย่ซวน พวกเขามองเย่ซวนอย่างเลื่อมใส
เย่ซวนกับฮุ่ยหมิงนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่างของร้าน
"นายน้อยท่านอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่" ฮุ่ยหมิงถามขึ้น
"ข้าพเจ้าพิจารณาแล้วโดยแยบคาย การทานอาหารมิใช่กินเพียงเพื่อเอร็ดอร่อย"
"แต่กินเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้ชีวิตเป็นอยู่ได้"
"เพื่อเกื้อหนุนแก่ชีวิต นำร่างกายไปใช้ทำประโยชน์"
เมื่อได้ฟังฮุ่ยหมิงแทบทำตัวไม่ถูก
"เอ่อ.." คิดอยู่สักพักเขาก็หันไปสั่งเสี่ยวเอ้อร์ ฮุ่ยหมิงสั่งอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์มา 2-3 อย่าง กับข้าวเปล่า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็หันไปสังเกตท่าทีของเย่ซวน ตอนนี้เย่ซวนนั่งหลับตานับประคำอยู่แบบเดิมซ้ำๆ
เมื่อรู้สึกว่ามีคนมองเย่ซวนก็ลืมตา เขายิ้มให้กับฮุ่ยหมิง
"ท่านฮุ่ยหมิงมีอะไรจะชี้แนะหรือไม่"
"ป่าวๆ" ฮุ่ยหมิงรีบส่ายหน้า
"นี่เป็นการที่เรานำเอาปัญญามาพิจารณา" อยู่ๆเย่ซวนก็พูดขึ้น ทำให้ฮุ่ยหมิงที่นั่งมองภายนอกหน้าต่างอยู่หันมาตั้งใจฟัง
"ท่านหมายความว่าอย่างไร"
"เมื่อเอาปัญญามาพิจารณาเกิดความเข้าใจถูกต้องแล้ว จิตใจก็เกิดความพอใจที่เปลี่ยนไป คือถ้าหากว่าแต่ก่อนนี้มองเห็นอาหารไม่ถูกปากหรือไม่ได้อย่างใจหน่อยก็โกรธ ไม่ยอมรับประทานแล้ว แต่ตอนนี้พอพิจารณาว่าประโยชน์อยู่ที่คุณค่าที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต ให้มีสุขภาพแข็งแรง เราก็รับประทานได้ง่ายขึ้น ทำให้มีพฤติกรรมในการรับประทานที่ดีงามถูกต้อง"
"ยกตัวอย่างขอท่านพวกนั้น" เย่ซวนหันไปมองขอทานที่อยู่ด้านนอก
"ขอแค่พวกเขาอิ่มท้อง พวกเขาก็พอใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารแบบไหนพวกเขาก็พอใจแล้ว"
ฮุ่ยหมิงมองตามสายตาของเย่ซวน เขาเห็นขอทานอายุน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆขอทานหญิง นางพยายามยัดอาหารใส่มือให้ขอทานผู้หญิง
"เอ๊ะ !"
"นั่นไม่ใช่ขอทานน้อยที่เราพบเจอพวกเขาเมื่อครั้งก่อนไม่ใช่รึ" ฮุ่ยหมิงสังเกตดีๆ
เย่ซวนพยักหน้ายิ้มตอบ "ท่านไปเชิญพวกเขามาหน่อยเถิด"
ฮุ่ยหมิงพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินออกจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไปหาขอทาน 2 แม่ลูกนั้น
เมื่อฮุ่ยหมิงพาทั้งสองเข้ามา ตอนแรกถูกห้ามโดยพนักงานของโรงเตี๊ยมแต่ฮุ่ยหมิงก็ไม่ได้สนใจ เขาเดินผ่านพวกนั้นมาเลย พวกลูกค้าที่มาพักโรงเตี๊ยมแห่งนี้มองมาทางขอทานทั้ง 2 ด้วยสายตารังเกียจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เพราะทางที่พวกเขาเดินไปเป็นโต๊ะของเย่ซวน ซึ่งอยู่ที่มุมหน้าต่าง
ขอทานทั้ง 2 มองรอบๆด้วยสายตาที่หวาดกลัว โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ ตอนแรกที่ฮุ่ยหมิงมาหานาง นางตกใจเป็นอย่างมากก่อนที่ฮุ่ยหมิงจะเล่าเรื่องที่เคยเจอกับขอทานน้อย เมื่อได้ฟังนางก็มองไปที่ลูกสาวอย่างตำหนิ
เมื่อถูกสายตาตำหนิของมารดา นางก็ได้แต่พูดขอโทษเบาๆ นางพยายามที่จะขอโทษฮุ่ยหมิงที่บุตรสาวก่อเรื่องให้พวกเขา แต่ก็จนใจสุดท้ายพวกเขาก็ต้องตามฮุ่ยหมิงมา
"นายน้อยข้าพาพวกเขามาแล้ว" เมื่อมาถึงฮุ่ยหมิงก็ให้พวกนางนั่งลงฝั่งตรงข้ามของเย่ซวน
เย่ซวนค่อยๆลืมตาขึ้นมองดูแม่ลูกขอทานทั้งสอง ก่อนที่เขาจะยิ้มให้กับขอทานน้อย
"ข้าต้องขอโทษแทนบุตรสาวของข้าด้วย ที่ก่อปัญหาให้กับนายท่าน" นางก้มหน้าพูดไม่กล้ามองหน้าเย่ซวนตรงๆ
"ไม่เป็นอะไร" เสียงของเย่ซวนดูอบอุ่นเป็นอย่างมากทำให้นางรู้สึกสบายใจยิ่งขึ้น
"ท่านฮุ่ยหมิงท่านสั่งอาหารที่มีเนื้อให้พวกนางหน่อย" เย่ซวนหันไปพูดกับฮุ่ยหมิง
"ไม่ต้องๆ" นางรีบปฏิเสธ แต่ฮุ่ยหมิงก็หาได้ฟังไม่ เขาหันไปสั่งอาหารให้พวกนางทั้งสอง
"ข้ามีชื่อว่าเย่ซวน" เย่ซวนแนะนำตนเอง
"แล้วพวกท่าน ?"
นางลังเล ไม่กล้าที่จะเปิดเผยชื่อของตนเอง เมื่อเห็นนางลำบากใจเย่ซวนก็ไม่ได้กดดันนาง
"ไม่เป็นอะไร พวกเราลงมือทานอาหารกันเถอะ" เย่ซวนพูดเพราะเสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารมาพอดี
เย่ซวนนั้นเลือกกินแต่อาหารที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อ ส่วนสองแม่ลูกพวกนางนั้นยังไม่แม้แต่ขยับร่างกาย
"พวกท่านกินเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ" เย่ซวนพูดเมื่อเห็นพวกนางนั่งนิ่ง
"ท่านแม่" ในที่สุดขอทานน้อยก็พูดขึ้นเพราะทนหิวไม่ไหว กลิ่นอาหารตรงหน้าทำให้ท้องน้อยๆร้องออกมา
เมื่อถูกสายตาของบุตรสาวอ้อนวอน นางก็พยักหน้า "อืมลงมือกินกันเถอะ" นางยิ้มให้กับบุตรสาว
"ไม่ต้องรีบ" นางรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นบุตรสาวตักอาหาร ใส่ถ้วยข้าวและกินอย่างรวดเร็ว
"ระวังติดคอ" นางรีบเทน้ำให้บุตรสาวของตน
"พวกท่าน 2 คนพักอยู่ที่ไหนเหรอ" เย่ซวนถาม
"พวกข้าอาศัยนอนอยู่ที่ใต้สะพาน ที่อยู่ทางด้านหลังเมืองนี้เจ้าค่ะ"
"พวกท่านสนใจที่จะไปอยู่กับข้าหรือไม่" เย่ซวนพูด
"ความหมายของท่านคือ ?" คิ้วของนางขมวดเข้าหากันเพราะไม่เข้าใจความหมายที่เย่ซวนจะสื่อ
'เค้าคงไม่ได้ชอบข้าหรอกนะ' เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้นมาภายในหัว อยู่ๆแก้มและหูของนางก็แดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ข้าต้องการให้ท่านไปอยู่เป็นเพื่อนของท่านแม่ของข้า" นี้คือความคิดของเย่ซวน เพราะภายในหุบเขานั้นมีผู้หญิงค่อนข้างน้อย เขาอยากให้นางไปอยู่เป็นเพื่อนมารดา เพราะตอนนี้เยว่ซินเองก็มีเวลาว่างน้อยลง เย่ซวนเลยกลัวมารดาจะเหงา และเหตุผลสำคัญที่เย่ซวนชวนสองแม่ลูกนี้ไปอยู่ที่หุบเขาจันทราด้วยนั้น คือเขารู้สึกว่าเด็กน้อยขอทานคนนี้มีอะไรที่พิเศษอยู่ภายในร่างกาย ถึงแม้มันจะเป็นแค่ความรู้สึกก็ตาม
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เย่ซวนพูดนางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่อีกใจนึงก็อดเศร้าไม่ได้
"ข้าก็นึกว่า"
"นึกว่าอะไรหรือ ?" เย่ซวนถาม
"ป่าวๆ ขอเวลาข้าคิดสักหน่อยได้หรือไม่" หน้าของนางแดงขึ้นมาอีกครั้ง
"ท่านควรคิดถึงนางให้มาก" เย่ซวนมองไปที่ขอทานน้อย
นางมองบุตรสาวของตนเองสักพักสุดท้ายนางก็พยักหน้าตอบ "ก็ได้"
"ดีเลย" เย่ซวนยิ้มให้พวกนาง
"ท่านแม่" ขอทานน้อยดึงเสื้อของมารดาเบาๆ
"พวกเราจะไปอาศัยอยู่กับคุณชายท่านนี้ ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องหนาวอีกแล้ว"
"แถมยังไม่ต้องทนหิวอีกแล้วด้วย" นางตอบบุตรสาวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ฟังคำพูดของมารดา ดวงตาของขอทานน้อยก็มีประกายขึ้นทันที "จริงหรือ ?" นางยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
"จริงสิ" นางใช้มือลูบหัวบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
"ท่านฮุ่ยหมิง ท่านพาพวกนางไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที"
"ได้ขอรับนายน้อย"
"ไม่เป็นไรๆ พวกท่านไม่ต้องลำบาก" นางรีบยกมือปฏิเสธ
"ไม่ใช่เรื่องลำบากชุดที่พวกท่านใส่อยู่ตอนนี้สิถึงจะลำบาก"
"เอาตามนี้" เย่ซวนรีบตัดจบเพื่อไม่ให้ช่องว่างนางปฏิเสธ
...
หลังจากที่ฮุ่ยหมิงพาพวกนางทั้งสองแม่ลูกไปซื้อเสื้อผ้าแล้ว เขาก็พาพวกนางมาทำความสะอาดร่างกายต่อ โชคดีที่ห้องพักภายในโรงเตี๊ยมมีขนาดใหญ่สามารถอยู่ได้ 4 คนอย่างไม่มีปัญหา
ในตอนกลางคืนสุดท้ายนางก็ยอมที่จะบอกชื่อของนาง ซินอี๋ สวนขอทานที่เป็นบุตรสาวของนางชื่อว่า ซินหยาน ส่วนเรื่องอื่นๆนางไม่ได้เล่าให้เย่ซวนฟัง ส่วนเย่ซวนถึงแม้จะอยากรู้ทำไมพวกนางถึงได้มาเป็นขอทานได้ เพราะพวกนางหลังจากที่ได้ทำความสะอาดร่างกายและได้สวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ ความงามของพวกนางทั้งสองไม่ด้อยไปกว่าใครเลย
ในที่สุดก็ถึงวันที่ขบวนสินค้ามาถึงเมืองเสิ่นหยาง เย่ซวนใช้เวลาครึ่งวันก็เดินดูของจนครบเขาได้เมล็ดพันธุ์เพิ่มเติมมา 3-4 อย่าง ส่วนของอื่นๆนั้นเย่ซวนไม่ได้ให้ความสนใจเลย
"พรุ่งนี้เราเดินทางกลับกัน" เย่ซวนหันไปบอกกับฮุ่ยหมิง
"ได้ขอรับนายน้อย เดี๋ยวข้าขอตัวไปเตรียมรถม้าและจัดการเรื่องต่างๆก่อน" พูดจบฮุ่ยหมิงก็ลุกออกจากห้องไป
"ท่านมีอะไรที่ต้องจัดการหรือเปล่าพรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางกันแล้ว" เย่ซวนหันไปถามซินอี๋
"ไม่มีเจ้าค่ะ" นางส่ายหน้า
"งั้นพวกท่านไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สร่าง"
"เจ้าค่ะ" นางพยักหน้าก่อนที่จะพา ซินหยานไปนอนอยู่อีกมุมนึงของห้อง
เย่ซวน มองสองแม่ลูกจากไป ภายในใจคิดถึงคืนที่ผ่านมาเพราะเขาได้ยินเสียงละเมอของ ซินอี๋ ถึงแม้จะจับใจความไม่ได้มาก แต่เย่ซวนคาดเดาว่าพวกนางต้องผ่านเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาแน่นอน ไม่งั้นพวกนางคงไม่ปกปิดตัวตนด้วยการเป็นขอทานอยู่ภายในเมืองเสิ่นหยางแห่งนี้
'พวกนางเป็นใครกันแน่นะ'
'ซินอี๋นั้นเป็นคนธรรมดาแน่นอน' เย่ซวนมั่นใจ
'แต่ว่าซินหยาน เด็กสาวคนนี้ค่อนข้างที่จะพิเศษอยู่บ้าง'
เย่ซวนส่ายหัวสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปและเดินไปนั่งสมาธิต่อบนเตียง
ผ่านไปได้ ครึ่งชั่วยามฮุ่ยหมิงก็กลับมา เขาเล่าเรื่องราวระหว่างที่กำลังเตรียมรถม้าให้เย่ซวนฟัง เหมือนกับว่าคนตระกูลหยวนจะเริ่มลงมือแล้ว เพราะสองวันที่ผ่านมาพวกเขาไม่สามารถสืบค้นประวัติของพวกเย่ซวนได้ ทำให้พวกเขาหมดความอดทน ระหว่างที่ฮุ่ยหมิงไปเตรียมรถม้าอยู่นั้นเขาสังเกตเห็นว่ามีคนซุ่มดูมากกว่าครั้งก่อนๆหลายเท่า
"ท่านมีความเห็นว่ายังไง" เย่ซวนถาม
"ข้าว่า ข้าจะหลอกล่อพวกเขาให้พวกนั้นตามเขาไป"
"ไม่ได้" เย่ซวนปฏิเสธเสียงแข็ง
"อันตรายเกินไป" เย่ซวนส่ายหน้า
"เดี๋ยวข้าขอคิดก่อน"
"เชิญท่านฮุ่ยหมิงพักผ่อนเถอะ"
"ขอรับ"
...
ขอบคุณสำหรับการติดตามครับผม