ตอนนี้ยอดเงินในบัญชีของผมอยู่ที่ 2,051,550 บาท … ถือว่าเยอะอยู่พอสมควร
เมื่อเห็นจำนวนเงินแล้ว ผมก็ตัดสินใจกดใช้สกิล ฟื้นฟูร่างกาย โดยไม่ลังเล
[–500,000 บาท]
[ยอดคงเหลือ : 1,551,550 บาท]
ทันใดนั้น จอโปร่งแสงก็เปล่งประกายสว่างวาบ ราวกับตอบรับการตัดสินใจของผม
แสงสีเขียวอ่อน ๆ ค่อย ๆ ลอยโอบรอบตัว ความอุ่นซึมซาบเข้าสู่ร่างกายจนรู้สึกสดชื่นเหมือนกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง ผิวพรรณใสสะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่เคยมีก็เลือนหายไปกับตา ร่างกายทุกส่วนดูมีชีวิตชีวาขึ้นราวกับเพิ่งได้รับการชุบตัวใหม่ทั้งหมด
ผมยกมือขึ้นแตะผิวตัวเอง พลางยิ้มบาง ๆ อย่างพอใจ... สมแล้วกับราคาถึงห้าแสนบาท
ผมเดินออกจากห้องน้ำพร้อมพึมพำเบา ๆ ในใจ อาบน้ำบวกกับสกิลฟื้นฟูร่างกาย… ช่างรู้สึกดีเหลือเกิน
ผมเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบกางเกงขาสั้นที่แขวนไว้ออกมาใส่เรียบร้อย จากนั้นก้าวไปที่เตียงและทิ้งตัวลงบนผืนที่นุ่มสบาย รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
...
ก๊อก ๆ ก๊อก ๆ
ขณะที่ผมกำลังนอนหลับ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทำให้ผมลืมตาตื่น เสียงเคาะซ้ำอีกครั้งทำให้ผมรีบลุกขึ้น ก้าวไปยังประตู
คงเป็นปันปัน… ผมคิดในใจ พลางปรับสีหน้าให้กลับมาสดชื่นเหมือนเดิมพร้อมกับไปหยิบเสื้อมาสวม
แต่เมื่อผมเปิดประตูออกไป กลับไม่ใช่ปันปัน ทำเอาหน้าผมซีดไปชั่วครู่
ตรงหน้าคือ เกล เธอสวมเสื้อกีฬาแมนยูไซส์ใหญ่ คลุมลงมาถึงต้นขา ทำให้ไม่เห็นว่าเธอสวมกางเกงอะไรอยู่ข้างใต้ ในลุกนี้เธอดูน่ารัก ผมหยุดคิดแมนยูนัดล่าสุดเพิ่งชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2 – 0 นาน ๆ ชนะบ้างก็ยังดี
ผมรีบทำตัวให้กลับมาสงบปกติ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“น้องเกล… มีอะไรเหรอ?” พร้อมกับยิ้มบาง ๆ ให้เธอ
เกลยกมือข้างหนึ่งรวบผมสั้นประบ่าไปไว้ด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาน ๆ “หนู…ขอเข้าไปได้ไหมคะ?”
ผมชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้ อีกอย่าง… เฟย แฟนของเธอก็มาด้วย การที่เธอมาหาผมแบบนี้ มันก็ดูเกินไปหน่อย
ผมตอบกลับเสียงกระตุก “เอ่อ… ทำไมเหรอ?” จากนั้นผมก้าวออกจากประตู ก่อนจะปิดประตูห้องตามหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เธอเข้ามา
ผมเสริมต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “ไปนั่งคุยที่โต๊ะอาหารตรงนั้นก่อนก็ได้”
ผมยิ้มให้เกล ก่อนจะเดินนำเธอไปที่โต๊ะ แล้วนั่งลง เธอเดินตามมา แล้วดึงเก้าอี้ข้าง ๆ ผม ออกเล็กน้อย แล้วนั่งหันหน้าเข้าหาผม
เธอยกขาข้างหนึ่งไขว้ไว้บนอีกข้างอย่างเย้ายวน ผิวขาวอมเหลืองของเธอสะท้อนแสงสลัวจากโคมไฟ ทำให้เธอดูสวยและโดดเด่นขึ้นมา
ตอนนี้ตีหนึ่งกว่า ๆ ผมหันไปมองนาฬิกาดิจิทัลที่ติดอยู่บนผนัง ไม่นานเกลก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ “เมษาบอกว่าพี่ยังไม่มีใคร” พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ หลังจากพูดจบ
ผมตอบกลับเสียงเรียบ “ก็ประมาณนั้น… ทำไมเหรอ?” จากนั้นเสริมด้วยน้ำเสียงปกติ “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว… เอาไว้คุยกันพรุ่งนี้ดีกว่าไหม”
“อือ…” เธอขยับตัวเข้ามาใกล้ผมกว่าเดิม เสียงหวานแผ่วลง
“แต่… ตอนนี้เพื่อนหนูก็นอนกันหมดแล้วนะ เหลือแค่พี่กับหนู… เรามาทำอะไรสนุก ๆ กันดีกว่าไหมคะ” เธอพูดช้า ๆ
คำพูดของเธอช่างเย้ายวนใจ จนหัวใจผมเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะตอบออกไปเสียงหนักแน่น
“คงไม่ดีหรอกมั้ง… เกลมีเฟยเป็นแฟนอยู่แล้วนิ”
เธอยิ้มมุมปาก ก่อนจะยกมือมาช้า ๆ สัมผัสน่องของผมเบา ๆ
“ถ้าไม่บอกเฟย… เฟยจะรู้ได้ยังไงล่ะคะ อีกอย่าง เราก็สนุกกันเท่านั้นเอง แค่สนุกกัน ไม่คิดอะไรไปมากกว่านั้น ”
เธอเอียงตัวเข้ามาใกล้ ความใกล้ชิดทำให้ผมรู้สึกซ่านหวิวและหัวใจเต้นแรงขึ้น
ขณะนั้นเอง ความคิดผมก็ตีกันไปมาว่าจะเอาอย่างไรดีกับสถานการณ์แบบนี้ เกลทั้งสวยและน่ารัก แต่เธอก็มีเฟยเป็นแฟนที่ดีอยู่แล้ว
ทันใดนั้น เธอก็กุมเข้ากับแก่นกายของผมที่กำลังแข็งขืนอยู่ แล้วเสริมขึ้นอีกว่า “หนูรู้ว่าพี่ก็อยากสนุก น้องชายพี่แข็งโป๊กแล้วเนี่ย”
ผมสบตากับเธออย่างลังเล แต่ความรู้สึกร้อนรุ่มจากสัมผัสของเธอมันทำให้ความคิดด้านศีลธรรมของผมกำลังจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะตอบกลับไปว่า “พี่... พี่ทำไม่ได้หรอกเกล”
เกลไม่ตอบอะไร แต่กลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น เธอเลียใบหูของผมเบาๆ ก่อนจะกระซิบเสียงหวานว่า "พี่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรหรอกค่ะ ปล่อยให้หนูเป็นคนจัดการเอง”
ผมยิ้มบาง ๆ แล้วดันไหล่ของเธอออกไปเบา ๆ “เกล… หยุดก่อน วันนี้มันไม่เหมาะ พี่ไม่ควรทำแบบนี้”
ผมพูดออกไปเพื่อเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจล้ำเส้น หลังจากนั้นผมคิดแผนการอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มั่นใจ “เอาแบบนี้ดีกว่า… หลังจากจบทริปค่อยว่ากันนะ”
เกลเลิกคิ้วขึ้น พร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้ม “เอาแบบนั้นเหรอคะ” เธอตอบเสียงแผ่ว
“ใช่… ตอนนี้มันไม่เหมาะ พอถึงวันนั้น พี่จะจัดการทุกอย่างเอง โอเคนะ”
ผมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ขณะที่สายตาสบเข้ากับเธอ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ผสมกับความสนุกซุกซนเล็ก ๆ
เกลสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะปล่อยแก่นกายของผม จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นพร้อมกับทิ้งท้ายว่า “หนูจะรอวันนั้นนะคะ”
ผมพยักหน้ารับคำของเกล ก่อนที่เธอจะเดินจากไป ๆ ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางคิดในใจว่า… เกือบจะหยุดตัวเองไม่อยู่แล้วสิ
ผมเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้ง ร่างกายรู้สึกฟรุ้งซ่านเต็มไปหมด อยากหาทางระบายความรู้สึก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ผมพยายามหลับตาและข่มตาให้หลับให้ได้ แต่แล้วก็ไม่หลับซะที จนเวลาล่วงเลยไปจนตีสอง
ผมนอนทอดตัวอยู่บนเตียง สกิล ไว้วางใจ ก็หมดเวลาไปตั้งนานแล้ว ปันปันคงไม่มาแล้วแหละ...
แต่ก็อดคิดไม่ได้… หลังจากสกิลหมดลง ปันปันจะรู้สึกยังไงกับคำเชิญชวนที่ดูน่าขนลุกแบบนั้นนะ?
ความคิดวนซ้ำวนไปมาในหัวผม
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ผมรู้สึกสงสัย… จะเป็นปันปันหรือเกลกันแน่นะ
ผมลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู แต่ก็ต้องชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นปันปันยืนอยู่ตรงหน้า
เป็น ปันปัน จริง ๆ เธอสวมเสื้อยืดตัวใหญ่คลุมตัว กับกางเกงขาสั้นสบาย ๆ ทำให้ดูน่ารักและเรียบง่าย
“น้องยังไม่นอนเหรอ” ผมกระซิบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แล้วเสริมอีกว่า “พี่นึกว่าจะไม่มาแล้วซะอีก… เข้ามาก่อนไหม?”
ปันปันยิ้มบาง ๆ อย่างเขินอาย
“ตอนแรกหนูว่าจะมาเร็วกว่านี้ แต่เกลเอาแต่เล่นโทรศัพท์” เธอพูดเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาในห้องของผม
พอผมปิดประตู เธอก็เสริมขึ้นอีก
“พอถึงตีสอง หนูก็คิดว่าจะไม่มาแล้ว… ว่าแต่ดึกขนาดนี้ พี่ยังไม่นอนเหรอ หรือว่าพี่รอหนู?” เธอถามพลางทำสีหน้าสงสัย ใบหน้าแดงเล็กน้อย
“ก็เปล่าหรอก… พี่เผลอตื่นมาพอดีน่ะ แต่ก็ไม่นึกว่าจะมาจริงๆ” ผมตอบกลับ พลางยิ้มแห้ง ๆ
“นั่งก่อนสิ” ผมผายมือไปที่เตียง จากนั้นเปิดผ้าม่านออกเล็กน้อย ให้แสงสลัว ๆ ส่องเข้ามาในห้อง
ปันปันเดินไปนั่งอย่างว่าง่าย แล้วมองมาที่ผมด้วยแววตาอยากรู้ “พี่บอกว่ามีวิธีคลายเครียด... มันคืออะไรเหรอคะ”
“อันที่จริงมันก็...” ผมหยุดพูด ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี เพราะวิธีที่คิดไว้มันไม่อ้อมค้อมเอาเสียเลย