ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๖๑ เทวาพยากรณ์ (re-edition)

            ดึกสงัดของคืนอันเงียบสงบท้องฟ้ามืดมิดโปร่งโล่งไร้เมฆหมอก ดวงดาวนับล้านๆ ดวงทอแสงกะพริบวับวาม แสงรำไรจากบ้านเรือนประปรายกระจายตัวออกเป็นบริเวณกว้างนับพันๆ ไร่

            ที่นี่คือ ‘โอริสนคร’ ราชธานีอันยิ่งใหญ่ศูนย์รวมการปกครองแห่งแผ่นดินแคว้นโอริสา กึ่งกลางของเมืองคือพระราชวังหลวงกินพื้นที่หลายร้อยไร่ เป็นกลุ่มอาคารที่ถูกสร้างอย่างวิจิตรตระการด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีมากว่าสามพันปี

            .. คลืนนนนนนน !

            .. คลืนนนนนนน !

            .. เปรี้ยงงงงงงงง !!!!!!

            เสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นดังผืนฟ้าถล่มผืนดินทลาย แสงสว่างสีเขียวสดเป็นลำขนาดใหญ่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ต้นกำเนิดของลำแสงมาจากวิหารชั้นในภายในวังหลวง

            .. วิหาร ‘มังกรบุราณ’ สุสานบรรพชนราชวงศ์มหาเทวา !

            วิหารหินสีขาวมีขนาดใหญ่โตราวภูเขาย่อมๆ ลูกหนึ่ง ลำแสงสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน เพียงชั่วครู่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงอีก แสงสีทั้งสามสลับสับเปลี่ยนกันไปดูงดงามราวแสงสีจากสวรรค์ชั้นฟ้า

            ผู้คนทั้งเมืองตื่นจากการหลับใหล เงาร่างนับพันๆ สายวูบวาบเคลื่อนไหวตรงดิ่งไปยังลำแสงเบื้องหน้า แต่ทั้งหมดต้องหยุดยั้งอยู่เพียงชายขอบของอาณาเขตของวิหารนั้น

            .. เพราะพวกมันไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไป ! .. และไม่หาญกล้าพอที่จะเข้าไป !

            เหล่าทหารราชองครักษ์ห้อมล้อมวิหาร ‘มังกรบุราณ’ เอาไว้ มีเพียงเงาร่างสามสายพุ่งทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็ว

            วิหาร ‘มังกรบุราณ’ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของแคว้นโอริสา เป็นวิหารหินสีขาวสัณฐานรูปทรงห้าเหลี่ยมแบ่งเป็นสิบห้าชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป ภายในเป็นที่บรรจุป้ายวิญญาณของบรรพชนและสิ่งของสำคัญต่างๆ ประจำราชวงศ์

            ตรงกลางวิหารเจาะทะลุเป็นปล่องทรงห้าเหลี่ยมมองเห็นผืนฟ้าดวงดาวเบื้องบน ด้านล่างเป็นโถงลานศิลาขาววาววับมีขนาดกว้างกว่าห้าสิบวา ลำแสงที่พวยพุ่งขึ้นท้องฟ้ากำเนิดจากที่นี่

            กลางลำแสงคือกระบี่เล่มใหญ่มหึมาปักอยู่กลางลานศิลาเล่มหนึ่ง กระบี่เพียงโผล่พ้นพื้นศิลาขึ้นมาเพียงครึ่งเดียว ภายใต้แสงเจิดจ้ามองเห็นตัวกระบี่เป็นผลึกแก้วกว้างสองศอกสูงกว่าห้าศอก ด้านบนเป็นโลหะสีทองแดงประดิษฐ์เป็นตัวมังกรอย่างวิจิตร

            .. กระบี่วิญญาณมังกร !

            ศาสตราศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งแคว้น ! ร่างมังกรทองแดงตั้งตระหง่านที่ด้านบน เศียรมังกรมีใบหน้าดุดันกำลังโก่งคอยาวตั้งตรงเป็นส่วนของด้ามจับ ปีกมังกรสยายออกเป็นส่วนของโกร่งกระบี่ หางมังกรยาวที่ปลายเป็นรูปสามเหลี่ยมกระหวัดพันตัวกระบี่ลงมา

            ผลึกแก้วตัวกระบี่ทอแสงสีรุ้งเปล่งประกายทำทั่วทั้งวิหารสว่างไสวราวกลางวัน ดวงเนตรมังกรทั้งสองส่องแสงสีแดง เขียว และน้ำเงิน ปรับเปลี่ยนสอดรับลำแสงปราณที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

            บุรุษผู้หนึ่งยืนนิ่งอย่างเงียบงัน .. สายตาจับจ้องไปยังกระบี่วิเศษราวกำลังใช้ความคิดพิจารณาบางสิ่ง คนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่แต่งกายด้วยอาภรณ์เลิศหรู ร่างกายแผ่พลังปราณยุทธ์ขั้นสุดยอด มันผู้นี้คือ ...

            .. มังกรเรืองโรจน์ !

            .. หรือสมเด็จชัยอดิราช เจ้าฟ้ามหาอุปราชผู้สืบทอดบัลลังก์แคว้นโอริสา ทั้งยังเป็นยอดยุทธ์ผู้เกรียงไกรรั้งลำดับสองของทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธรัฐ

            มันมีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงดังมังกร ใบหน้าสี่เหลี่ยมไว้หนวดเคราเปี่ยมอำนาจ ดวงตาแหลมคมแผงภูมิปัญญาลึกล้ำ ปีนี้อายุย่างเข้าห้าสิบปีแล้ว แต่ด้วยการฝึกปรือวิชาฝีมือทำให้แลดูดังบุรุษอายุเพียงสามสิบเศษเท่านั้น

            เงาร่างสามสายพุ่งเข้ามาด้านหลังอย่างรวดเร็ว หนึ่งหยุดยืนอย่างมั่นคงอีกสองคุกเข่าคารวะอย่างนอบน้อม

            “คารวะสมเด็จพระอัยกา ... คารวะพระบิดา ...” เสียงของเงาร่างที่คุกเข้ากล่าวขึ้นพร้อมกัน

            มังกรเรืองโรจน์หันกายกลับมา นำมือขวาแตะหน้าอกโค้งตัวคำนับให้กับบุรุษชราที่มายืนอยู่ด้านหลัง แล้วกล่าวว่า

            “คารวะพระบิดา ...”

            “อื่มมม ไม่ต้องมากพิธี ...” เสียงชราตอบรับของผู้เป็นบิดา

            ผู้มาคือเจ้าเหนือหัวราชาแคว้นโอริสาผู้เป็นบิดาของมังกรเรืองโรจน์ พร้อมบุตรชายของมันอีกสองคน

            บุตรชายคนโต องค์ชายใหญ่นาม ‘ชัยมัน’ รูปร่างสูงใหญ่ในชุดทหารราชองครักษ์ ท่าทางอาจหาญดังแม่ทัพเจนศึกสงคราม

            และบุตรชายคนรอง องค์ชาย ‘วรราช’ ร่างกายสูงโปร่ง แต่งกายเรียบง่ายลักษณะราวบัณฑิตนักปกครอง

            “เจ้าทั้งสองลุกขึ้น!” เสียงมังกรเรืองโรจน์กล่าวกับบุตรชายทั้งสอง

            “พระเจ้าข้า ..” องค์ชายทั้งสองตอบรับแล้วจึงลุกขึ้นยืนอย่างสำรวม

            “เกิดอันใดขึ้น ...” เสียงชราของราชาแคว้นโอริสา สายตาจ้องมองไปยังกระบี่วิเศษอย่างไม่วางตา มันผู้นี้ชรามากแล้วทั้งพลังฝีมือเพียงอยู่ระดับปราณยุทธ์เท่านั้น

            มังกรเรืองโรจน์ส่งเสียงเคร่งขรึมกล่าวว่า “อยู่ๆ กระบี่วิเศษก็สั่นสะท้านทำแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ทั้งยังส่งปราณมังกรออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง”

            ราชันผู้เป็นบิดาสีหน้าวิตกกังวลกล่าวว่า

            “ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ตัวข้านี้ยังไม่เคยพบเจอมาก่อน”

            “กระบี่วิเศษนิ่งสงบมานับพันๆ ปี เหตุใดจิตวิญญาณแห่งกระบี่จึงถูกปลุกตื่นขึ้นมา”

            แล้วจึงทอดถอนใจกล่าวต่อ “เฮ้อออ. .. หรือจักเป็นอาเพศลางร้าย คงต้องจัดพิธีบวงสรวงใหญ่แล้ว ...”

            มังกรเรืองโรจน์กล่าว

            “พระบิดาอย่าพึ่งวิตกไป ...”

            “จิตวิญญาณของกระบี่วิเศษตื่นขึ้นมาคราวนี้”

            “ผู้บุตรต้องสืบทราบให้ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอันใด”

            ว่าแล้วมันเข้าไปกุมมือปลอบโยนบิดาผู้แก่ชรา

            “กระบี่วิเศษปลดปล่อยพลังปราณเป็นรัศมีมิ่งมงคล ย่อมต้องนำสุขสวัสดิ์มาแก่แว่นแคว้นเรา”

            "อื่มมม ..." ราชันชราตอบรับสีผ่อนคลายลง แล้วอยู่ๆ องค์ราชันก็สะท้านราวคิดอันใดขึ้นมาได้ กล่าวดังคนละเมอว่า

            “หรือออ .. หรือจะเป็นเช่น คำพยากรณ์นั่น !!!”

            “คำพยากรณ์ ! คำทำนายอันใดหรือ ..” องค์ชายใหญ่กล่าวโพล่งขึ้นมา สีหน้าฉายแววฉงนสงสัย

            “ฮือออ !!!” องค์ชายรองอุทานอย่างแปลกใจ แต่ด้วยศักดิ์ฐานะที่ต่ำสุดมันจึงไม่กล้าสอดคำ

            ราชันชรากล่าวด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “หลานข้า ... บทพยากรณ์มีมาแต่โบราณกาล ก่อนปฐมราชันก่อตั้งแว่นแคว้นของเราเสียอีก”

            มังกรเรืองโรจน์ร้องกล่าว “พระบิดา ! คำพยากรณ์อันโบราณคร่ำครึ หามีความน่าเชื่อถือไม่”

            ราชันชรากล่าว “เจ้าอย่าดูเบาไป ...”

            “หากไม่เป็นจริงก็แล้วกันไป แต่หากเกิดขึ้นดังว่า ... แผ่นดินนี้คงต้องวอดวายแล้ว”

            “ควรหาหนทางรับมือไว้ การคงอยู่แห่งราชวงศ์เรา ขึ้นอยู่กับเจ้า ... บุตรรักของข้า”

            “…” มังกรเรืองโรจน์รับฟังยังไม่กล่าววาจาใด มันยืนนิ่งหวนคิดถึงคำพยากรณ์ในบันทึกลับแห่งราชวงศ์

            .. จตุรบทเทวาพยากรณ์ !

            .. คำพยากรณ์จากร่างประทับเทวาองค์หนึ่งประทานไว้แก่ปฐมราชัน กล่าวถึงเหตุกลียุคบนแผ่นดินชมพูทวีป แต่มิได้บ่งบอกช่วงเวลาที่ชัดแจ้งแน่นอน

            คำพยากรณ์มีทั้งสิ้นสี่บทกล่าวถึงบุคคลและเหตุการณ์ร้ายแรง เมื่อครั้งต้นราชวงศ์เหล่านักปราชญ์เคยถกเถียงแปลความคำพยากรณ์ .. บ้างก็ว่าเกี่ยวพันกับองค์ปฐมราชา .. บ้างก็ว่าคำพยากรณ์นั้นมีอยู่เพียงครึ่งเดียว .. บ้างก็ว่าเป็นเรื่องเหลวไหลหาเป็นเรื่องจริงไม่

            .. กาลเวลาล่วงมากว่าสามพันปี ผู้คนทั้งหลายต่างลืมเลือนคำพยากรณ์นั้นกันไปหมดแล้ว

            มังกรเรืองโรจน์สายตาเลื่อนลอยเหม่อมองท้องฟ้า ค่อยๆ บอกเล่าสิ่งที่ถูกบันทึกไว้แก่บุตรของมันทั้งสอง ...

            “บุตรมังกรคืนวิญญาณ ปฐพีราญทศทิศ

            จุติเทวะอันศักดิ์สิทธิ์ ปฐมมิคสัญญีกาล”

            …

            “.. หรือจะถึงกาลแห่งกลียุคจริงๆ แล้ว” วาจาเอ่ยออกจากปากมังกรเรืองโรจน์อย่างบางเบา...

             

            ภายในปราสาทหินแห่งดินแดนอันลี้ลับ การต่อสู้ระหว่างมนุษย์ตัวน้อยและสัตว์อสูรกำลังดำเนินอย่างเข้มข้น เจ้าธรรมได้รับพลังเทวะมังกรจนพลังปราณเพิ่มพูน มันกระโดดพุ่งตัวลอย คทาเวทถูกเงื้อจนสุดแขน

            “อ๊ากกก ! ไอ้ลิงชั่วไปตายซ่ะ ..” เจ้าธรรมร้องตะโกนแล้วฟาดคทาเวทลงมา

            .. เปรี้ยงงงงงงงง !!!

            เสียงดังสนั่นพร้อมรัศมีสีรุ้งเจิดจ้าจากมุกมังกรสี่สมุทร เวทมังกรถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรง

            .. ฮ๊ากกก ! ฮ๊ากกก ! ฮั๊กกก ! กรรร !

            คองอเวจียักษ์ใหญ่สามตัวถูกกระแทกจนปลิวกระเด็นไปกว่าสิบก้าว

            “อ๊ากกก ..” .. เจ้าธรรมหมุนตัวกลางอากาศ นำคทาเวทฟาดใส่หัวสัตว์อสูรตัวที่อยู่ใกล้สุด

            .. เปรี้ยงงงงงงงง !

            .. กรรร ! ฮั๊กกก ! คองอเวจีถูกฟาดจนหน้าหงาย โลหิตกระฉูดออกจากปากที่อ้ากว้าง

            “ตายยย !” เจ้าธรรมตัวดีดเด้งอีกครั้ง พุ่งเข้าใส่คองอเวจีอีกตัวดุจสายฟ้า

            .. เปรี้ยงงงงงงงง !!!

            .. ฮ๊ากกก ! คองอเวจีร้องอย่างเจ็บปวด ถูกเจ้าธรรมฟาดคทาเวททำร้ายเข้าหน้าอกอย่างจัง เจ้าสัตว์อสูรถึงกับร่างทรุดลงไปกองกับพื้นวิหาร

            ช่วงเวลาเพียงสามลมหายใจ เจ้าธรรมทำร้ายคองอเวจีไปถึงห้าตัว !

            แต่ยังเหลือสัตว์อสูรอีกสิบกว่าตัวพุ่งกระโจนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เจ้าธรรมปักหลักใช้พลังปราณอันแข็งแกร่งเข้าต่อสู้

            .. เปรี้ยงงง !

            .. เปรี้ยงงง !

            .. เปรี้ยงงง !

            เจ้าธรรมร่ายรำคทาเวทด้วยเพลงยุทธ์อันพิสดาร ปลดปล่อยปราณเวทมังกรทำร้ายคองอเวจีที่ล้อมกรอบกันเข้ามา

            .. เทวะมังกรร่ายระบำ !

            แสงสว่างเป็นประกายปราณวืดวาดเหวี่ยงสะบัด ท่าร่างเจ้าธรรมพลิ้วไหวล่องลอยดังมังกรน้อยร่ายรำหยอกเย้ากับก้อนเมฆ

            .. โฮ๊กกก ! คองอเวจีตัวหนึ่งล้มกองลง ปากกระอักโลหิตพวยพุ่ง

            .. ฮ๊ากกก ! กรรร ! คองอเวจีอีกตัวกระโดดหลบได้อย่างเฉียดฉิว

            “อ๊ากกก ! อย่าหลบซีว่ะ ..” เจ้าธรรมร้องตะโกน มันไล่ตีฝูงคองอเวจีจนกระเจิดกระเจิง

            คองอเวจีตัวใหญ่ยักษ์แต่เคลื่อนไหวได้อย่างว่องไว พวกมันต่างพากันหลบหลีกประกายเวทปราณของเจ้าธรรมอย่างชุลมุน

            .. แต่เวลายิ่งผ่านไป ท่าร่างของเจ้าธรรมยิ่งเชื่องช้า

            ตอนนี้มันไม่สามารถทำร้ายลิงอสูรได้เลยสักตัว

            ส่วนคองอเวจีตัวที่เคยถูกเจ้าธรรมฟาดใส่ก็หวนกลับมาห้อมล้อมเจ้าธรรมเป็นชั้นๆ

            .. วิ๊ดดด ! ว๊าดดด ! เจ้าธรรมเหวี่ยงคทาเวท .. แต่สัตว์อสูรสองตัวถอยกรูดหลบหลีกได้ คองอเวจีตัวหนึ่งแอบเข้ามาด้านหลังอย่างเงียบกริบ

            .. ป๊าบบบ ! เสียงฝ่าตีนกระทืบถูกแผ่นหลังของเจ้าธรรม

            “อั๊กกก !” เจ้าธรรมถูกถีบด้วยพละกำลังมหาศาล ตัวมันปลิวเข้าหาคองอเวจีอีกตัวหนึ่ง

            .. ผลั๊กกก ! คองอเวจีใช้กำปั้นขวาทุบเข้าหน้าอกของเจ้าธรรมอย่างแรง

            “อ๊ากกก !” เจ้าธรรมร่ำร้อง ร่างกระดอนลอยไปตามแรงทุบ คทาเวทหลุดมือร่วงลงพื้น

            .. กรรร ! .. ป๊าบบบ ! ป๊าบบบ ! ผลั๊กกก ! ผลั๊กกก !

            มือตีนของคองอเวจียี่สิบกว่าตัวผลัดกันทุบตีใส่เจ้าธรรมจนโงหัวไม่ขึ้น ตัวมันกระเด็นลอยไปที่ใดก็ถูกทุบตีอย่างไม่ปรานี

            ถึงแม้ได้รับพลังปราณอันยิ่งใหญ่สุดวิเศษ แต่ช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงนี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเจ้าธรรมให้เป็นสุดยอดราชันมังกรได้

            .. ทุกสิ่งต้องมีการเรียนรู้ และต้องใช้เวลา !

            หรือต่อให้มหาบุรุษโอริสามาเอง ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีชีวิตรอดกลับไป !

            เพราะความเป็นจริงคือ ... มันยังไม่เคยมีชีวิตรอดออกจากวิหารแห่งนี้ !!!

            .. กรรร ! .. ป๊าบบบ ! ป๊าบบบ ! ผลั๊กกก ! ผลั๊กกก !

            เจ้าธรรมย่ำแย่ไม่สามารถตอบโต้สัตว์อสูรเหล่านี้ได้เลย ... พวกมันทั้งแข็งแกร่งทรงพลัง ... ทั้งมีจำนวนมากมาย ... มากมายจนเกินไปแล้ว ...

            ที่มันประคองตัวอยู่ได้ไม่ตายคามือตีนของสัตว์อสูรเหล่านี้ ก็เป็นเพราะกายามังกรอันแข็งแกร่ง และอาภรณ์เก้ามังกรที่มันสวมใส่อยู่นั่นเอง

            แต่ก็ไม่รู้ว่ากายามังกรของเจ้าธรรมจะทนอยู่ได้อีกนานเท่าใด !

            "เจ้าทึ่ม ! รีบหนีเร็ว .." ญานินดาร้องเรียก

            "เจ้าธรรม ! บุตรข้า ..." เสียงตะโกนของราชิต เห็นเจ้าธรรมพลาดท่า มันอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว

            ราชิตไม่รอช้าพุ่งกายออกไปเบื้องหน้า นำนิ้วโป้งนิ้วชี้ของมือทั้งสองประกบเป็นสามเหลี่ยมปรากฏละอองสีน้ำเงินวิ่งวนอยู่ภายใน มือทั้งสองกวาดออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว

            .. มนตรากำแพงเยือกแข็งพิสุทธิ์ !

            ละอองสีน้ำเงินพิสุทธิ์ระยิบแผ่กระจายออก รอบกายเจ้าธรรมก่อเกิดกำแพงมนตร์ชั้นน้ำแข็งสีน้ำเงิน เป็นเกราะขวางกั้นเจ้าธรรมจากคองอเวจีไว้

            แต่คองอเวจีไม่สนใจปราการมนตร์เบื้องหน้า ต่างระดมมือตีนกระทืบใส่

            .. ตู้มมมม ! ตู้มมมม ! ตู้มมมม ! .. กำแพงมนตร์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

            .. แกร๊กกก ! แกร๊กกก ! เปรี้ยงงงงงงง !

            .. เพียงสามลมหายใจ กำแพงมนตร์ถูกทำลายแตกสลายกระจายออกเป็นเกล็ดน้ำแข็งชิ้นเล็กชิ้นน้อย

            "เฮ้ยยย !!!" ราชิตแตกตื่นกับพละกำลังของเจ้าสัตว์อสูร พวกมันสามารถทำลายมนตร์ปราการอันแข็งแกร่งของราชิตได้อย่างง่ายดาย

            เมื่อไม่มีกำแพงมนตร์ขวางกั้น เจ้าธรรมกำลังจะถูกรุมกระทืบอีกครั้ง ...

            .. ทันใดนั้น !!!

            ร่างของเจ้าธรรมหายไปในบัดดล !!!

            เจ้าธรรมหายไปต่อหน้าต่อตา ... คองอเวจีต่างงุนงงจนดูโง่เง่า ... ไอ้มังกรน้อยมันหายไปแล้ว ... เงาร่างอันวูบวาบร่างหนึ่งเข้ามากระชากเจ้าธรรมออกจากดงตีนสัตว์อสูร

            .. โครมมมม !!! ร่างของเจ้าธรรมถูกเหวี่ยงร่างหล่นลงพื้นห่างไปกว่าสามสิบก้าว มันยังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            .. อุทัย คือผู้ที่ดึงร่างเจ้าธรรมออกมาจากวงล้อมสัตว์อสูร คนยืนนิ่งสงบดังรูปปั้นขวางกั้นสัตว์อสูรไว้ มือขวากระชับดาบสั้นคู่กาย ดวงตาจ้องเขม็งด้วยจิตวิญญาณอันแรงกล้า .. ถึงเวลาเอาจริงแล้ว ... ฮึ ฮึ

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน