รุ่งเช้าในหมู่บ้านลอยฟ้าวาเรนสว่างไสวด้วยแสงสีฟ้าอ่อนที่สะท้อนผ่านเส้นลมรอบหมู่บ้าน
ทิวาตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเหมือนตัวลอย—อาจเพราะบ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนอากาศจริงๆก็ได้
เขามองไปรอบๆห้องที่ลิรินจัดไว้ให้เมื่อคืน
ผนังเป็ผลึกใสที่มีลมพัดผ่านด้านในเหมือนมีแม่น้ำลมไหลวนอยู่ตลอด
เตียงนุ่มราวกับก้อนเมฆอัดแน่น
แต่ความสงบถูกทำลายเมื่อ
“ทิวา! ตื่นเร็ว! มะขามกำลังจะตกบ้าน!” ส้มจี๊ด
ทิวากระเด้งจากเตียง
วิ่งไปหาแมวตัวเล็กที่กำลังะโโวยวายอยู่ตรงหน้าต่างผลึก
ข้างนอกมะขามกำลังะโไล่จับลูกลมที่ลอยอยู่ตรงขอบบ้าน
ขอบบ้านที่ไม่มีรั้ว
ขอบบ้านที่พลาดทีเดียวคือร่วงสู่ท้องฟ้าด้านล่างหลายพันเมตร
“มะขามมมม!!!”
ทิวาคว้าคอมะขามทัน
แต่ด้วยแรงเฉื่อยตัวเองก็เกือบพลัดออกไปด้วย
ส้มจี๊ดงับชายเสื้อทิวาดึงไว้สุดแรงแมว
ทั้งสามติดกันเป็แหนบหนึ่งก้อนส่ายไปมาอยู่ริมบ้านจนทิวาใจหายวาบ
มะขามเห่าอย่างสนุกสนาน
“โฮ่ง! โฮ่ง! อีก!!”
“ไม่มีอีกแล้ววว!!” — ทิวากรีดร้อง
เสียงหัวเราะบางเบาของลิรินดังมาจากด้านหลัง
เธอยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางสงบแบบคนที่เห็นความวุ่นวายจนชิน
“เช้านี้พวกเ้าดูมีพลังดีนะ”
ทิวาทำหน้าเหมือนเขาเพิ่งหมดอายุขัยไปครึ่งหนึ่ง
ส้มจี๊ดมองลิรินตาขวาง
“หมู่บ้านนี้ต้องมีป้าย ‘ระวังตกฟ้า’ ติดไว้ทุกมุมเลยนะ!”
ลิรินเดินเข้ามาช่วยพวกเขายืนให้มั่นคง
ก่อนจะเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“วันนี้พวกเ้าจะได้เห็นสิ่งที่แม้แต่ชาววาเรนหลายคนก็ยังไม่เคยเห็น
ห้องรับฟังเสียงของประตูมิติ”
มะขามทำเสียง“หืม?” แล้วเอียงคอ
ทิวาก็เอียงคอเหมือนกัน
ส้มจี๊ดถอนหายใจหนัก
“พวกเธอสองตัวเหมือนกันเกินไปเลยนะ”
ภารกิจแรก: ห้องรับฟังเสียง
เส้นลมพัดรวดเร็วจนเกิดเป็สะพานอากาศพาพวกเขาลอยไปยังยอดหอสูง
ทิวายืนเกร็งตลอดทางจนขาเป็ตะคริว
“เอ่อมีวิธีที่ไม่ต้องยืนบนลมมั้ยครับ?” ทิวา
“ไม่มี แต่เ้าจะชินในสามวัน” — ลิรินยิ้มบางๆ
“ผมหวังว่าจะยังเหลือชีวิตพอให้ชินนะครับ…”
เมื่อถึงยอดสุดพวกเขาเข้าไปในห้องทรงกลมั์
กำแพงรอบด้านเป็เหมือนท้องฟ้ากลับหัว—มีภาพของมิติต่างๆหมุนช้าๆ
กลางห้องตั้งแท่นหินสีเงินที่มีลายประตูลอยอยู่เหนือพื้น
ลิรินทำท่าให้ทิวาเข้าไปใกล้แท่นนั้น
“ประตูพันดารามักสื่อสารด้วยเสียงกระซิบในลม ผู้พิทักษ์เท่านั้นที่ได้ยิน”
ทิวากลืนน้ำลาย
ก้าวขึ้นไป
ในใจเขาเต็มไปด้วยคำถาม—ทำไมเขาถึงถูกเลือกทั้งที่ยังเป็แค่เด็กธรรมดา
เมื่อปลายนิ้วแตะแท่นหินเสียงลมพลันหยุด
ทุกอย่างเงียบสนิทราวกับโลกดับเสียงทั้งหมด
แล้วทันใดนั้น
ฟึบ!
ภาพวิสัยทัศน์ถาโถมเข้ามา
เป็เงาประตูมากมายลอยอยู่ในความมืด
เสียงกระซิบเบามากราวกับมาจากที่ไกลที่สุดในจักรวาล
“ตามหากุญแจ
ผู้ถูกเลือก
เวลาน้อยแล้ว”
ทิวาหลับตา
หัวใจเต้นแรง
ััที่ส่งมานั้นเต็มไปด้วยความรีบร้อนปนเศร้าลึกๆ
ส้มจี๊ดยืนขนฟู
มะขามซุกเข้ากับขาทิวา
ลิรินเดินเข้ามาข้างเขาอย่างรวดเร็ว
“เ้าได้ยินอะไร?”
ทิวาหอบเบาๆ
“พวกเขาบอกว่า…ให้ตามหากุญแจครับ
แล้วก็บอกว่า…เวลาน้อยแล้ว”
ลิรินชะงัก
สีหน้าที่เคยสงบเริ่มตึง
ส้มจี๊ดถามอย่างหวั่นๆ
“หมายความว่ายังไงน่ะ?”
ลิรินตอบช้าๆ
“ประตูพันดาราไม่เคยเอ่ยคำว่า เวลาน้อยแล้ว เลย
นั่นหมายความว่า
มีบางมิติกำลังจะพังทลาย”
คำว่า“พังทลาย” ทำให้ทิวาหนาวสั่นจนฝ่ามือเย็นเฉียบ
เขาเพิ่งมาโลกนี้วันเดียว—แต่ตอนนี้กลับต้องแบกรับอะไรบางอย่างใหญ่โตเกินตัว
ทิวาถามด้วยเสียงสั่นเบาๆ
“แล้ว ‘กุญแจ’ คืออะไรครับ?”
ลิรินมองเขา
ดวงตาสีเงินสะท้อนแสงลมเหมือนกำลังคิดหนัก
“ไม่แน่ใจแต่ในบันทึกโบราณ มีการกล่าวถึงสิ่งหนึ่ง
กุญแจแห่งจุดเริ่มต้น
สิ่งที่สามารถชี้ได้ว่าประตูใดกำลังถูกเปิดหรือจะพังลงก่อน”
ส้มจี๊ดไหวไหล่
“งั้นเราก็แค่หาเ้ากุญแจนี่สิ ใช่ปะ?”
ลิรินพยักหน้า
“ใช่ แต่กุญแจอยู่ที่ไหนข้าไม่รู้
ทว่าประตูที่ส่งเสียงถึงเ้ามีสามแห่งในตอนนี้”
เธอชูนิ้วขึ้นทีละนิ้ว
“ป่าเงามืดที่มิติลูเมรา
ทะเลหมอกอินวาล
และมิติที่สาบสูญคาดีอา”
ทันทีที่เอ่ยชื่อสุดท้าย
ลมในห้องเหมือนสะดุดวูบหนึ่ง
ส้มจี๊ดะโขึ้นหลังทิวา
มะขามหงอจนหูตก
ทิวากลืนน้ำลาย
“ฟังดูเหมือนเราต้องเลือกที่จะเสี่ยง…ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนะครับ”
ลิรินยิ้มอ่อนๆ
“การเป็ผู้พิทักษ์ประตู
ไม่ได้มีใครพร้อมั้แ่แรกหรอกเด็กน้อย”
เธอยื่นแผนที่มิติให้ทิวา
แผนที่มิติกระพริบเป็แสงเบาๆราวกับรอการเลือก
“ทิวาเ้าจะเริ่มจากมิติไหน?”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
เหมือนทุกมิติรอคำตอบของเขา