การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 40  สิ่งที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ 

    บทที่ 40 

    สิ่งที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ 

    ของที่มันไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ในตอนนี้มันกลับอยู่ที่นี่ 

    เจียงเฟิงรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก และเพราะแบบนี้มันก็เลยทำให้เขาโกรธจนมุมปากกระตุก 

    ในตอนนี้เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตนเองควรจะทำหน้าอย่างไรดี 

    ควรจะทำหน้าปราบปลื้มอย่างดีใจ ว่าท่านอาจารย์มอบของขวัญที่ยิ่งใหญ่ให้กับตน 

    หรือควรจะทำหน้าร้องไห้ที่อยู่ๆ ของเช่นนี้ก็มาตกอยู่ในมือของตนเอง 

    หลังจากที่เจียงเฟิงดำลงไปภายใต้ทะเลสาบเมื่อพบเจอกับของสิ่งนั้น ตัวของเขาเองก็รู้สึกตกตะลึง ถึงกับหยุดนิ่งไปหลายลมหายใจ 

    เมื่อตั้งสติแล้วรู้ว่าไม่ใช่ความฝัน เขาก็รีบขึ้นน้ำอย่างรวดเร็ว

    ในขณะที่ขึ้นมาในหัวของเขา ก็ยังคงคิดอยู่ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องจริง 

    จนกระทั่งเมื่อขึ้นมาถึงด้านบน เจียงเฟิงเองก็เลยมานั่งเหม่อลอยอยู่ภายในศาลาราวกับคนที่ไม่มีวิญญาณ

    เพราะว่าเขากำลังคิดอยู่ภายในใจว่าเหตุใดของสิ่งนั้นจึงมาอยู่ที่นี่ 

    เจ้าของสิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากอย่าว่าแต่พวกเทพเซียนขอบเขตสิบเอ็ดเลย แม้กระทั่งขอบเขตสิบสี่ที่ผู้คนกล่าวว่าเป็นขอบเขตสูงสุดในสายตาของผู้ฝึกตน ที่แทบจะไม่มีของสิ่งใดที่มีค่าแล้ว แต่ของสิ่งนี้ก็คงจะทำให้พวกคนเหล่านั้นดวงตาลุกวาวจนเป็นประกาย 

    ถ้าเกิดว่าเรื่องนี้หลุดออกไป ไอ้พวกสัตว์ประหลาดเท่าที่มีชีวิตอยู่มาเป็นเวลานาน คนพวกนั้นคงรู้ออกจากโรงแล้วก็รีบวิ่งมาที่นี่อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อยอย่างแน่นอน 

    พวกมันคงจะไม่กลัวว่าจะเปลืองแรงชีวิตของตนเองที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด 

    แน่นอนว่ามันเป็นของที่มีค่าแต่ของประเภทนี้ไม่อยู่ที่สถานที่แห่งนี้ 

    ถ้าเกิดว่าเกิดการต่อสู้แย่งชิงมันขึ้นมาจริงๆ ทวีปเทียนหยางเหนือแห่งนี้คงจะโดนทำลายไปมากกว่าครึ่ง

    เจียงเฟิงตั้งสติของตนเองได้แล้วส่ายหัวไปมา 

    เมื่อเห็นว่าบิดาของตนเองยืนจ้องมองตนเองอยู่ พร้อมกับสาวใช้คนสนิททั้งสองที่มองมาที่ตนเองเช่นเดียวกัน 

    เจียงเฟิงเลยยิ้มตอบรับกลับไป 

    เพียงแต่ว่าในสายตาของทั้งสามรอยยิ้มของเจียงเฟิงกับเป็นรอยยิ้มที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี 

    เจียงเฉินเห็นใบหน้าบุตรชายของตนเองเขาก็พอจะคาดเดาบางอย่างได้ 

    เจียงเฉินเดินไปนั่งข้างๆบุตรชายของตนเองแล้วพูดขึ้นมา “ของสิ่งนั้นมีค่ามากเลยอย่างนั้นหรือ”

    เจียงเฟิงพยักหน้าตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว “มีค่ามาก”

    “มีค่าจนข้าไม่รู้ว่าจะรับเอาไว้ไหวหรือไม่”

    “ถ้าเกิดว่ามีคนรู้เกี่ยวกับเรื่องของของสิ่งนี้ มีหวังทวีปเทียนหยางเหนือแห่งนี้ทั้งทวีปได้กลายเป็นสนามรบอย่างแน่นอน”

    เจียงเฉินแม้จะได้ยินแบบนั้นแต่ใบหน้าของเขาเองก็ยังสงบนิ่งเช่นเดิม 

    ตัวของเขาคิดว่าด้วยการวางแผนของท่านผู้นั้น 

    ไม่มีทางที่จะปล่อยให้ใครรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน 

    แน่นอนว่าต่อให้มีคนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็อาจจะมีแผนการสำรองที่ถูกวางเอาไว้ 

    มันเป็นเพราะว่าเจียงเฉินนั้นเชื่อใจในตัวของท่านผู้นั้น 

    เจียงเฟิงเองก็สัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกของบิดาของตนเองได้ 

    ที่จริงแล้วตัวของเขาไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจท่านอาจารย์ของตนเอง เขามั่นใจว่าคนที่มีความคิดลึกซึ้งอย่างอาจารย์ของเขาไม่มีทางทำเรื่องที่ใหญ่โตแบบนี้พลาดอย่างแน่นอน 

    แต่ว่ามันเองก็ยังทำให้เขาอดกังวลไม่ได้ 

    เป็นเพราะว่าของที่อยู่ภายใต้ทะเลสาบนั้นมันเป็นของที่มีค่าเกินไป 

    เจียงเฟิงในตอนนี้เริ่มสงบนิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ 

    สภาพจิตใจของเขาเองก็กลับมาเป็นปกติในไม่ช้า เจียงเฟิงเริ่มใช้ชีวิตแบบเดิม

    ในช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่เขานั้นกำลังพักฟื้นอยู่เพียงแต่ว่าแผลทั้งร่างกายนั้นหายไปแทบหมดแล้ว

    ในตอนแรกเขาควรจะรอให้แผลของตัวเองหายก่อน ถึงจะดำลงไปภายใต้ทะเลสาบ 

    แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมันเลยทำให้เขานั้นอดใจไม่ไหว แล้วก็เลยกระโดดลงในทะเลสาบไปเพื่อดูด้านล่างในทันที 

    ในตอนนี้ร่างกายบางส่วนเองก็ยังมีบาดแผลแต่มันไม่ได้เป็นอันตรายอันใดแล้ว 

    พักฟื้นอีกไม่กี่วันเองร่างกายก็คงจะกลับมาเป็นปกติ ตัวของเขาเองก็คงจะสามารถกลับมาฝึกฝนได้เหมือนเดิม 

    ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังนั่งสนทนากันอยู่ภายในศาลา มีสาวใช้ผู้หนึ่งวิ่งมาจากด้านนอก มาหยุดลงบริเวณด้านนอกศาลาทางด้านของเฉินอวี้เป็นผู้ที่เข้าไปฟังคำพูดของสาวใช้ หลังจากนั้นตัวของนางก็เป็นคนที่เดินเข้ามาบอกเรื่องราวทั้งหมดกับท่านแม่ทัพใหญ่

    “ท่านแม่ทัพใหญ่”

    เจียงเฉินที่กำลังนั่งสนทนากับบุตรชายของตนเองอยู่หันมามองเฉินอวี้

    ภายในจวนแห่งนี้คงจะมีคนไม่มากที่ไม่ตื่นตระหนกเมื่ออยู่ต่อหน้าของท่านแม่ทัพใหญ่

    และเฉินอวี้ก็เป็นหนึ่งในคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถพูดคุยกับท่านแม่ทัพใหญ่ได้เป็นธรรมชาติมากที่สุด 

    เมื่อเห็นว่าท่านแม่ทัพใหญ่หันมาแล้วนางจึงเริ่มกล่าว “มีคนจากเมืองหลวงมาส่งจดหมายเจ้าค่ะ”

    “เห็นว่าแขกจากเมืองหลวงกำลังรอท่านแม่ทัพใหญ่อยู่ที่ห้องโถงใหญ่”

    เมื่อได้ยินแบบนั้นเจียงเฉินพยักหน้า ใบหน้าของชายวัยกลางคนดูเหมือนว่าจะไม่ได้ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย 

    มีแต่เจียงเฟิงที่กำลังนั่งอยู่ที่ขมวดคิ้ว 

    บิดาของเขาลุกขึ้นแล้วก็จากไป 

    ขณะที่เจียงเฟิงที่นั่งอยู่ก็คิดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขากำลังสงสัยว่าคนจากเมืองหลวงเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ทำไม 

    แถมยังมีจดหมายจากเมืองหลวงส่งมาถึงบิดาของเขาเอง 

    คนที่สามารถส่งจดหมายจากเมืองหลวงมาหาบิดาของเขาได้ ก็คงจะเป็นคนภายในราชสำนัก 

    หรือว่าทางเมืองหลวงจะเกิดเรื่อง เจียงเฟิงรู้ดีว่าตอนนี้ราชสำนักได้โอกาสในการลดถอนอำนาจของท่านพ่อของเขา 

    เพราะแบบนั้นอีกฝ่ายไม่ควรจะติดต่อมาในช่วงนี้ ถ้าเกิดว่าไม่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมาจริงๆ มันเองก็คงจะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้คนจากเมืองหลวงมาส่งจดหมายถึงดินแดนรกร้างทางเหนือแห่งนี้ 

    เจียงเฟิงคิดอย่างสงบนิ่งดวงตาของเขาค่อยๆซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ 

    เฉินอวี้ที่นั่งอยู่ด้านหลังเอ่ยเตือน “คุณชายเสื้อผ้าของนายน้อยยังคงเปียกอยู่ ไปเปลี่ยนชุดก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ”

    เจียงเฟิงที่กำลังขบคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังนึกขึ้นมาได้ เขาก้มหน้ามองเสื้อผ้าที่เปียกอยู่ของตนเองจากนั้นก็พยักหน้า 

    ในตอนนี้เขาไม่มั่นใจว่าคนจากเมืองหลวงเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ทำไม 

    แต่ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น 

    ในขณะนี้

    บริเวณห้องโถงส่วนนอกของจวนแม่ทัพ

    สถานที่แห่งนี้เป็นห้องโถงใหญ่ส่วนใหญ่จะเอาไว้ต้อนรับแขกที่เดินทางมาที่จวนแม่ทัพแห่งนี้อยู่แล้ว 

    ในตอนนี้หลังจากที่แขกคนต่างๆภายในเมืองมาเยี่ยมเยียนท่านแม่ทัพใหญ่จนกลับไปหมดแล้ว 

    กลับมีแขกผู้หนึ่งที่เดินทางมาโดยที่ไม่มีผู้ใดภายในจวนคาดคิด 

    อีกฝ่ายเป็นผู้ส่งสารจากเมืองหลวง เดินทางมาที่จวนแม่ทัพแห่งนี้เพราะบอกว่ามีจดหมายสำคัญจากเมืองหลวงที่ต้องการมาส่งให้แม่ทัพใหญ่เจียงเฉิน

    คนผู้นี้เป็นขุนนางหนุ่มผู้หนึ่ง หลังจากที่เดินเข้ามาภายในจวนก็แสดงท่าทางหยิ่งผยอง 

    ดวงตาของอีกฝ่ายราวกับว่ามองสูงจนไม่เห็นหัวใคร 

    เมื่อเข้ามานั่งภายในห้องโถงก็นั่งอยู่ภายในตำแหน่งแขกระดับสูง ที่อยู่ใกล้ๆกับตำแหน่งประธานภายในห้องโถง 

    อีกฝ่ายนั่งยังหยิ่งทะนง วางมาตราวกับว่าตนเองนั้นเป็นขุนนางใหญ่โต 

    เพราะว่าสำหรับสายตาของขุนนางหนุ่มผู้นี้แล้ว สถานที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงแค่ดินแดนรกร้างทางเหนือที่ทรัพยากรน้อยนิด 

    ไม่สามารถเทียบกับดินแดนภาคกลางของราชวงศ์ต้าเฉินได้

    คล้ายกับเรื่องการหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง ที่คุณอ่าน