(จบ)ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที

    บทที่ 54 อาจต้องกลายเป็นคนแคระ

    บทที่ 54 อาจต้องกลายเป็นคนแคระ


    “เสด็จอา ข้าต้องการเงินเพคะ ไม่ใช่ตั๋วเงิน” อวิ๋นอินอินวางตั๋วเงินคืนลงบนโต๊ะ “มูลค่าของตั๋วเงินนี้สูงเกินไป ข้าใช้ไม่ได้หรอก ไม่สู้ประทานเป็นเงินก้อนวิ้ง ๆ พวกนั้นให้ข้า ข้าจะวางใจกว่านะเพคะ”

    นี่เป็นครั้งแรกที่เซวียนเหยียนฟู่ได้ยินว่ามีคนที่ชอบเศษเงินหากแต่ไม่ชอบตั๋วเงินด้วย

    “เช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะให้อาต้าส่งไปให้เจ้าแล้วกัน”

    “ขอบพระทัยเพคะเสด็จอา! เสด็จอาช่างดีต่อข้าจริง ๆ!”

    เมื่อได้ยินกับคำเยินยอของนาง ท่าทางของเซวียนเหยียนฟู่ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ หากแต่รอยยิ้มในดวงตาเขานั้นกลับยิ่งลึกล้ำขึ้นเรื่อย ๆ 


    เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ชั้นวางตำราแล้วหยิบตำราออกมาวางไว้บนโต๊ะสองสามเล่ม


    อวิ๋นอินอินหยิบตำราขึ้นมา ไม่ต้องให้อีกฝ่ายพูด นางก็หอบหนังสือไปนั่งที่เก้าอี้ไท่ซื่อแล้วเริ่มอ่านมัน


    เซวียนเหยียนฟู่คลี่ยิ้มออกมาเมื่อมองดูสาวน้อยที่ว่านอนสอนง่าย แล้วหยิบบันทึกโจ่วเจ๋อ[1]*ขึ้นมาอ่านต่อ

    หัวใจที่ถูกแช่แข็งมากว่าสิบปี ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ถูกรอยยิ้มของเด็กสาวตัวน้อยทำให้ค่อย ๆ ละลายลง

    วันรุ่งขึ้น พออวิ๋นอินอินตื่นได้ไม่นาน ขณะที่กำลังจะไปรับประทานอาหารเช้า นางกลับถูกอาต้ามาเชิญให้ไปศาลาสวนสน ตอนแรกอวิ๋นอินอินยังคิดว่าเสด็จอารูปงามจะให้ตำราอะไรมาอ่านอีก แต่คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอบุรุษผู้หนึ่งที่ขาวตั้งแต่หัวจรดเท้า


    ใช่แล้ว ขาวตั้งแต่หัวจรดเท้า


    ผมก็ขาว เสื้อก็ขาว รองเท้าก็ขาว แม้แต่ผิวหนังก็ขาวราวกับเรืองแสงได้ ขาวจนอวิ๋นอินอินลืมสนใจรูปร่างหน้าตาของเขาไปเลย

    นางหันมาส่งสายตาถามไปทางอาต้า

    “นี่คือไป๋อี ชาวยุทธภพต่างขนานนามว่าท่านหมอหัตถ์เทวะ” อาต้ารีบแนะนำ “องค์หญิง เขาเป็นคนที่ท่านอ๋องเชิญมาตรวจชีพจรให้ท่านพ่ะย่ะค่ะ”

    “ให้ข้า?” อวิ๋นอินอินมีสีหน้าประหลาดใจ “ร่างกายข้าก็แข็งแรงดีนี่”

    ไป๋อีที่นั่งอยู่ตรงนั้นจับจ้องมาทางอวิ๋นอินอินตั้งแต่นางเดินเข้าตำหนักมาแล้ว ในใจขบคิดไม่เข้าใจว่า แค่แม่นางน้อยธรรมดานางหนึ่ง เหตุใดถึงทำให้นายท่านใส่ใจได้ถึงเพียงนี้ ถึงกับให้อาต้าส่งสารมาให้ตนรีบร้อนจากต้าโจวมากลางดึก หรือว่าองค์หญิงพระองค์นี้มีแผนการใดที่ช่วยนายท่านได้ นายท่านถึงได้เป็นกังวลเพียงนี้


    ในใจไป๋อีหวังว่าจะเป็นเหตุผลที่สอง

    “องค์หญิง พระวรกายของพระองค์ดูแล้วเหมือนจะไม่สู้ดีนักพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋อีลุกขึ้นถวายความเคารพไปทางอวิ๋นอินอิน


    “ขอเชิญองค์หญิงประทับลงให้ข้าตรวจชีพจรให้ท่านเถิด”


    อวิ๋นอินอินกลัวหมอมาตั้งแต่เล็ก ๆ ตอนเด็ก ๆ นางโดนฉีดยามาเยอะ ในใจจึงรู้สึกกลัวทุกครั้งที่เห็นหมอ พอได้ยินที่ไป๋อีพูด นางก็นั่งลงอย่างไว


    เด็กสาวเหยียดมือออกไปอย่างว่าง่ายเพื่อให้คนมาตรวจชีพจร


    ไป๋อีหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีขาวออกมาวางลงเบา ๆ บนแขนของอวิ๋นอินอิน 


    “ท่านหมอไป๋ แขนข้าไม่ได้สกปรกนะ”

    อวิ๋นอินอินคิดไปเองว่าผู้ที่สวมชุดขาวล้วนเป็นพวกบ้าความสะอาด นางเริ่มรู้สึกทนได้ไม่ได้จนต้องพูดอธิบายออกมาเพื่อกู้ศักดิ์ศรีตัวเองคืนมาบ้าง 


    ไป๋อีเงียบงันไปชั่วครู่ จากนั้นส่งเสียงหัวเราะออกมา “องค์หญิงเข้าใจผิดแล้ว องค์หญิงเปรียบดั่งหยกเนื้อดี สามัญชนเช่นข้าไม่กล้าแตะต้องพ่ะย่ะค่ะ”


    ความจริงแล้วเหตุผลหลักที่ไป๋อีกลัวก็คือ เขาเกรงว่านางจะเป็นสตรีในดวงใจนายท่านจริง ๆ หากนายท่านรู้ว่าเขาสัมผัสถูกตัวนางในดวงใจละก็ เช่นนั้นมือของเขาคงได้ถูกตัดขาดกระมัง ดังนั้นไม่ว่าองค์หญิงพระองค์นี้จะเป็นสตรีในดวงใจนายท่านหรือไม่ ไป๋อีรู้สึกว่าเขาควรป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่า

    “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้สูงส่งเพียงนั้น” อวิ๋นอินอินพูดจบก็จะเอาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นออก


    “วางไว้เช่นนี้เถิด”


    ไม่ต้องรอจนอวิ๋นอินอินสัมผัสถูกผ้าเช็ดหน้านั้น เซวียนเหยียนฟู่ก็เดินเข้ามาแล้วพูดเสียงเย็นว่าอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ไท่ซื่อที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอวิ๋นอินอิน


    ในเมื่อเสด็จอาเอ่ยปากแล้ว อวิ๋นอินอินจึงได้แต่ปล่อยไป

    ส่วนไป๋อีดีใจที่ตนทำถูกแล้วที่กันเอาไว้ก่อน


    โตจนปานนี้ อวิ๋นอินอินเพิ่งได้รับการตรวจชีพจรเป็นครั้งแรก เนื่องจากสนใจใคร่รู้ในวิธีตรวจชีพจรนี้ นางจึงสนใจในตัวท่านหมอในยุคโบราณคนนี้ขึ้นมา ขณะที่ตรวจชีพจร นางอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจท่านหมอผมขาวที่ยังเยาว์ผู้นี้อย่างช่วยไม่ได้


    ทว่า… พอได้มองก็ถึงกับตาค้าง


    ท่านหมอผู้นี้ช่างมีน้ำมีนวลนัก ตาโตปากเล็ก ถ้าไม่เห็นลูกกระเดือกของเขาชัดเจน อวิ๋นอินอินเองถึงกับสงสัยว่าเขาเป็นเด็กสาวที่ปลอมเป็นชายหรือไม่


    ผมที่ขาวโพลนไปทั้งศีรษะไม่ได้ทำให้เขาดูแก่กว่าวัยเลยสักนิด แต่กลับทำให้ดูโดดเด่นราวกับราชาเอลฟ์ในหนังแฟนตาซีของอเมริกา


    เพียงแต่ดูอ่อนวัยกว่าราชาเอลฟ์ ทั้งดูน่ารักกว่า 

    “ท่านหมอไป๋ ท่านอายุเท่าไหร่หรือ ครบยี่สิบปีหรือยัง?”

    ไป๋อีที่กำลังตรวจชีพจรอย่างตั้งใจได้ยินคำถามนี้เข้า ใจเขาพลันสะท้านขึ้นมา หันไปทางขวามือเงียบ ๆ ก็พบว่านายท่านของตนกำลังปั้นหน้าบึ้ง ใช้สายตาเย็นชามองมาทางตน


    “องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ ข้าอายุมากแล้ว เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกดูอ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อย”

    “จริงหรือ?” อวิ๋นอินอินสีหน้าสงสัย “ท่านหมอไป๋ ท่านรู้วิธีคงความเยาว์ไว้ได้หรือ?”

    “แน่นอนว่าไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ข้าหมั่นดื่มยาบำรุง”

    “แค่นี้ก็ถือว่าร้ายกาจแล้ว” สายตาของอวิ๋นอินอินที่มองไป๋อีเปลี่ยนเป็นชื่นชม “ท่านหมอไป๋ มิน่าเล่า ท่านถึงได้ถูกเรียกขานเป็นหมอเทวดา ท่านสอนวิธีคงรูปลักษณ์ให้ข้าบ้างได้หรือไม่?”

    “องค์หญิงทรง…”

    “ยังตรวจชีพจรไม่เสร็จอีกหรือ?”

    พอเห็นคนนั้นพูดที คนนี้พูดที ยิ่งพูดก็ยิ่งดูกระตือรือร้น สีหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ก็มืดมนจนแทบจะเอาไปทำน้ำหมักได้ ชายหนุ่มจึงส่งเสียงออกไปตัดบทไป๋อี และส่งสายตาเตือนไปที่อีกฝ่าย 


    ไป๋อีที่ได้รับสายตานั้นก็รีบปล่อยมือออกทันที แล้วรีบร้อนถอยหลังออกห่างจากอวิ๋นอินอินไปสามก้าว


    อวิ๋นอินอินกระตุกยิ้มที่มุมปาก นี่ข้าเป็นโรคติดต่ออะไรหรืออย่างไร?

    “ร่างกายขององค์หญิงเป็นอย่างไรบ้าง?”

    “ทูลท่านอ๋อง ร่างกายขององค์หญิงไม่มีปัญหาใหญ่อันใด เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างดี หากตอนนี้เอาแต่พึ่งอาหารบำรุง ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูร่างกายไม่ได้ กลับเป็นอันตรายต่อร่างกายเสียซ้ำพ่ะย่ะค่ะ”

    อวิ๋นอินอินถึงกับตะลึง คนผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก ตัวนางยังไม่ทันพูดอะไร เขาก็รู้ไปเสียทุกเรื่อง ทั้งยังรู้ด้วยว่าตอนนี้นางกินอาหารบำรุงอยู่ทุกวัน


    “เช่นนั้นต้องทำอย่างไร?”

    ไป๋อีมองไปทางเซวียนเหยียนฟู่ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยปากขึ้น “ทางที่ดีที่สุดคือให้ข้ารั้งตัวไว้แล้วอยู่บำรุงดูแลองค์หญิงด้วยตัวเอง”


    ท่าทางของเซวียนเหยียนฟู่เคร่งขรึมขึ้น “เจ้าเก่งในเรื่องการปรุงยาเม็ดบำรุงไม่ใช่หรือ”


    ​”การเสวยเพียงแต่เม็ดยาบำรุงก็มีผลไม่ต่างอันใดกับการเสวยอาหารบำรุงพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋อีรู้สึกกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น “หากร่างกายขององค์หญิงไม่ได้รับการดูแลปรับสมดุลให้ดี ต่อไปไม่ว่าจะให้เสวยสิ่งใดก็ไม่ต่างอันใดกับสถานการณ์ในตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งพระองค์จะตัวเล็กกว่าคนทั่วไปอยู่เล็กน้อย”

    อวิ๋นอินอินได้ยินว่าตัวนางจะคงสภาพเช่นนี้ ไม่อาจโตขึ้นได้อีก ต้องกลายเป็นคนแคระก็ตกใจจนหน้าซีด

    “เสด็จอา… ข้าไม่อยากแคระแกร็น…” อวิ๋นอินอินมองไปยังเซวียนเหยียนฟู่ด้วยสายตาวิงวอน “ข้าขอร้องท่าน ให้ท่านหมอไป๋อีอยู่ในตำหนักต่อไปเถิดเพคะ”

    เวลานี้ในใจเซวียนเหยียนฟู่เองก็ทุกข์เช่นกัน เพื่อให้สาวน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เขาจึงได้แต่พยักหน้าตกลงให้ไป๋อีอยู่ในตำหนักต่อ

    อาต้าพาไป๋อีไปยังลานบ้านของตัวเอง แล้วก็อดที่จะถามขึ้นไม่ได้ “สถานการณ์ทางองค์หญิงนั้นเลวร้ายเหมือนที่เจ้าพูดจริงหรือ?”

    ไป๋อีไม่ส่งเสียงอันใด เพียงลูบคางตัวเองด้วยความประหม่า


    “เจ้ากล้าหลอกนายท่าน เจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ?”

    “ข้าก็ไม่ได้อยาก แต่ทางต้าโจวนั่นเกิดเรื่องขึ้นมานิดหน่อย ครั้งนี้ข้าจำเป็นต้องอยู่ที่นี่”





    [1] บันทึกโจ่วเจ๋อ เป็นเอกสารสำคัญทางราชการของจีน ใช้ครั้งแรกในสมัยคังซี มีเนื้อหากว้างขวางครอบคลุมเกือบทุกแง่มุม มีทั้งที่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร วัฒนธรรม และอื่น ๆ ในสมัยนั้น ๆ