ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

ตอนที่ 135 สาวใหญ่ผู้ลึกลับ

        วันที่สองของทริปเรย์ตื่นขึ้นมาตอนเช้าพร้อมกับเสียงคลื่นทะเลที่กระทบกับตัวเรือเบา ๆบรรยากาศสดชื่นและเย็นสบาย เขาตัดสินใจเริ่มวันด้วยการออกกำลังกายเบา ๆบนดาดฟ้าเรือ ที่มีสนามกีฬาเปิดโล่ง ลมทะเลพัดโชยมากระทบใบหน้า ทำให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นและเต็มไปด้วยพลังกาโต้และริงโกะต่างแข่งขันวิ่งรอบสนามกันอย่างขำขันส่วนเรย์เองก็คอยเฝ้าดูอยู่ใกล้ ๆ ด้วยรอยยิ้มอันหายากยิ่ง


          หลังจากการออกกำลังกายยามรุ่งพวกเขามุ่งหน้าไปยังห้องอาหารเช้า ซึ่งมีอาหารทะเลสด ๆ รสชาติดีและผลไม้ตามฤดูกาลที่จัดเตรียมไว้อย่างสวยงามเอนซุปรากฏตัวในเช้าวันนั้นด้วยชุดสีสดใสดูอารมณ์ดีและพร้อมจะร่วมกิจกรรมกับพวกเขา เรย์ยังได้ยินโทชิยูกิบ่นถึงเรื่องการดูตัวของเอนซุที่เธอกำลังพยายามหลบเลี่ยง


          สำหรับเขาแล้วการที่เอนซุมาร่วมทางไปด้วยนับเป็นเรื่องดีอยู่ไม่น้อยอย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความรู้สึกบกพร่องในหน้าที่ที่คอยเกาะกินจิตใจของพวกเขาให้ลดน้อยลงบ้าง


          หลังอาหารเช้ากลุ่มของเรย์ก็ไปสำรวจเกาะนาโกะจิมะ ซึ่งเต็มไปด้วยความงามธรรมชาติพวกเขาได้เดินป่าศึกษาธรรมชาติและไปยังน้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่า เอนซุที่ทำตัวเป็นขาลุยเดินนำหน้าเสมอทำให้เรย์ต้องคอยระวังไม่ให้เธอพลาดลื่นตกลงไปในน้ำ


          ในวันที่สามนั้นพวกเขาเดินทางมาถึงทะเลเซโตะหมู่เกาะอาโนะ ที่เต็มไปด้วยชายหาดที่สวยงามและน้ำทะเลใสเหมือนกระจกพวกเขาได้ลองดำน้ำชมปะการังและสัตว์น้ำสีสันสดใส เรย์มองเห็นเอนซุว่ายน้ำอยู่ใกล้ๆ ด้านบน และรู้สึกแปลกใจที่เธอมีความสามารถทางน้ำไม่น้อย ริงโกะที่เคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเองก็รู้สึกประทับใจในทักษะของเอนซุและพยายามแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน


          ตอนบ่ายกลุ่มของพวกเขาตัดสินใจเช่ารถขับไปสำรวจรอบเกาะเอนซุชี้ชวนไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กทุกคนได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นและอาหารพื้นเมืองที่ทั้งอร่อยและแปลกใหม่


          ยามนี้สำหรับเรย์แล้วช่างเป็นความรู้สึกสุขสงบสงบจนเกินไปเสียด้วยซ้ำแม้สายตาของเขาตอนนี้จะเริ่มมองเห็นเค้าลางของพายุสุดขอบฟ้าปลายทะเลไม่ไกล


 

          เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงช่วงเช้าของวันที่สี่บนเรือShogun of the Seas


          แสงแรกของวันยังไม่ทันขึ้นเต็มที่แต่ท้องฟ้ากลับเป็นสีฟ้าอ่อนส่องประกายระยิบระยับเหมือนเกล็ดเพชรที่ลอยอยู่บนคลื่นทะเลเรย์ตื่นขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ หยิบผ้าเช็ดตัวและเดินไปยังห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ทำความสะอาดร่างกายเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะสวมเสื้อผ้าสบาย ๆพร้อมออกไปวิ่งออกกำลังกาย


          เขาเปิดประตูห้องออกไปสู่ระเบียงเรือซึ่งยังคงเงียบสงบไม่มีเสียงกริ่งกร้างของนักท่องเที่ยว ไม่มีเสียงหัวเราะหรือเสียงเด็ก ๆวิ่งเล่นบนดาดฟ้า คาดว่าทุกคนคงยังหลับใหลอยู่ เรย์สูดหายใจลึกปล่อยให้ลมทะเลที่เย็นสบายพัดผ่านใบหน้าและร่างกาย ความสดชื่นของอากาศเช้านี้ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น


          เรย์เริ่มต้นวิ่งออกกำลังกายไปตามทางเดินของเรือเขาวิ่งผ่านโซนบันเทิงต่าง ๆ ที่ยังคงเงียบงันตลอดทางเดินยาวผ่านพื้นที่สวนสัตว์น้ำที่ตั้งอยู่ในโซนพิเศษของเรือช่วงเช้าตรู่แบบนี้ แทบไม่มีใครมาอยู่ที่นี่เลยเรย์หยุดที่จุดชมวิวกระจกใสยาวที่ทอดผ่านสระน้ำของอควาเรียมดวงตาของเขาจับจ้องไปที่สัตว์น้ำหลากหลายชนิดที่แหวกว่ายอย่างสงบในน้ำทะเลใสบริสุทธิ์ชื่นชมความสงบของสายน้ำและสัตว์ทะเลที่ดูเหมือนจะลอยอยู่กลางอากาศฉลามขาวลอยว่ายไปอย่างสง่างาม ปลาทองปลอมตัวเป็นปะการังซ่อนตัวอยู่เบื้องล่างทั้งหมดนี้ทำให้เรย์รู้สึกเหมือนว่าเขาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกที่เงียบสงบและปลอดภัย


          ขณะนั้นเอง สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรเธอสวมชุดออกกำลังกายที่รองรับสรีระขับเน้นให้เห็นสัดส่วนชัดเจนเรย์จำได้ทันทีว่าเธอคือหญิงสาวในชุดแดงที่เขาเห็นในวันแรก



 

 

          เขาเฝ้ามองเธออยู่ชั่วขณะเห็นได้ชัดว่าเธอใส่ใจสุขภาพและออกมาวิ่งเช้าเหมือนเขา แต่สิ่งที่ทำให้เรย์รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินของสถานที่นี้คือหญิงสาวกำลังยืนจูบกับชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่คนที่ดูเหมือนสามีของเธอที่ควงกันมาในวันแรก ชายหนุ่มคนดังกล่าวดูอ่อนวัยกว่านั้นมากยังดูวัยละอ่อนสดใส ราวกับเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาหมาด ๆ ทั้งคู่แนบริมฝีปากกวัดเกี่ยวลิ้นโรมรันกันอย่างไม่แคร์สิ่งรอบข้าง


          เรย์มองภาพนั้นอย่างเงียบๆ ขณะกำลังจะวิ่งผ่านไป แม้จะพยายามไม่มองมากนัก แต่เขาก็ดันบังเอิญสบสายตากับสาวเจ้าเข้าเธอถอนริมฝีปากออก เด็กหนุ่มที่อยู่กับเธอหอบหายใจกระเส่าท่าทางอย่างกับเก็บเงินได้หลายล้านอย่างไรอย่างนั้น หน้าตาดูบื้อ ๆ โง่ ๆ ดี


        ในขณะที่หญิงสาวกำลังใช้สายตาจับจ้องมาที่เรย์อย่างพิเคราะห์พลางแย้มยิ้มมุมปากให้เล็กน้อย ยิ้มที่แฝงไปด้วยความเย้ายวนและความท้าทายบางอย่างมันทำให้เรย์รู้สึกถึงความอันตรายและความลึกลับในตัวอีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น


 

          เรือสำราญ Shogun of the Seas ยังคงแล่นไปบนผืนทะเลสีครามที่กว้างใหญ่ในยามเช้าที่อากาศสดชื่น กลิ่นหอมของกาแฟและอาหารเช้าหลากหลายเมนูลอยอบอวลไปทั่วบริเวณสถานที่นัดพบของเอนซุเป็นร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งบริเวณกราบเรือชั้นสิบเอ็ด


        ตอนที่กลุ่มของเรย์มาถึงเอนซุก็มารอได้สักพักแล้ว เขามองเห็นหัวคิ้วของอีกฝ่ายขมวดแน่นสายตาจ้องโทรศัพท์มือถือ สีหน้าเย็นชาคล้ายกำลังคุยกับใครอยู่


          แต่ดูเป็นการคุยกันอย่างไม่ยินดีเท่าไหร่นัก


          จนกระทั่งพนักงานเสิร์ฟนำทางเรย์มานั่งลงที่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามเอนซุจึงค่อยสังเกตเห็น วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตชีฟองสีแดงอมม่วงเบอร์กันดีและกระโปรงหนังสีดำผ้าคลุมไหล่และกระเป๋าถือของเธอถูกวางไว้ข้าง ๆ ตัว


          พอมองเห็นกลุ่มของเรย์ใบหน้าของเธอก็ปรากฏรอยยิ้ม


          “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำหน้าเครียดแต่เช้าเลย”


          ปกติเวลาที่คนเราอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสียมักจะแสดงท่าทีบางอย่างออกมา คนที่เสแสร้งเก่งอาจจะแสดงให้เห็นได้ไม่ชัดนักแต่ในสายตาของคนช่างสังเกตยังพอจับร่องรอยได้อยู่ดี


          “อุ๊ย สีหน้าฉันมันออกขนาดนั้นเลยเหรอคะคุณกาโต้”


        เธอยิ้มอ่อนพลางยกมือแตะๆ หน้าตัวเอง อาจเป็นเพราะช่วงนี้เครียดกับดูตัวที่ไม่ได้ดั่งใจค่อนข้างมากจึงมักเป็นฝ่ายพิมพ์บ่นระบายใส่พ่อตัวเอง


        “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก... ว่าแต่มารอนานหรือยังครับ”


        กาโต้ถามพลางนั่งลงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับคนอื่นๆ


        “มาถึงก่อนเวลาแค่สิบกว่านาทีเองค่ะ พอดีเพิ่งซื้อของเสร็จน่ะ...ตอนนี้ในบ้านมีแต่คนบ้า ๆ น่าหงุดหงิดชะมัด”


        หลังจากเอนซุระบายเรื่องในบ้านพอเป็นพิธีระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ เอนซุก็ปล่อยตัวตามสบาย พลางพูดคุยกับคนอื่น ๆอย่างเป็นกันเอง และนัดแนะเตรียมแผนการท่องเที่ยวในวันนี้ในขณะที่เรย์ทำตัวเงียบผิดปกติแต่ในสายตาคนที่รู้จักก็อาจบอกว่าเป็นวิสัยของเขาอยู่แล้วก็ว่าได้


          “ฉันคิดว่าเราอาจจะไปจุดชมวิวที่เกาะอิชิกากิก่อนดีไหม?”


          เอนซุปรับอารมณ์ตัวเองพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสและนุ่มนวลมากขึ้นละทิ้งปัญหาหน้าปวดหัวของครอบครัวไว้เบื้องหลัง


          “ฉันได้ยินมาว่าที่นั่นมีทิวทัศน์ที่สวยงามมากและถ้าเรามีเวลาเหลืออาจจะไปเยี่ยมชมหมู่บ้านประมงที่มีชื่อเสียงในการทำงานฝีมือแบบดั้งเดิมต่อก็ได้บอกตามตรงว่าของพวกนี้นับวันจะยิ่งสูญหายไปตามกาลเวลามากแล้วด้วยในยุคที่โลกมีแต่ความวุ่นวายอย่างนี้”


          กาโต้พยักหน้าอย่างสนใจ


          “ฟังดูน่าสนใจนะเผื่อจะได้ของฝากให้กับนานาโกะเพิ่มด้วย”


          แม้ตัวจะอยู่ห่างไกลแต่ใจนึกถึงภรรยากับลูกสาวอยู่เสมอ


          “หนูได้ยินว่าที่หมู่บ้านประมงนั้นมีงานฝีมือที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิมของเกาะ เราอาจจะได้ดูวิธีการทำจากชาวบ้านด้วยนะคะ”


          ริงโกะที่นั่งอยู่ข้างๆ กาโต้กล่าวเสริมด้วยความตื่นเต้น ยิ่งในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยพลังอุตสาหกรรมจากดันเจี้ยนทำให้วิถีชีวิตแบบพื้นบ้านดั้งเดิมเริ่มหาได้ยากยิ่ง


          เอนซุหันมาถามความเห็นจากเรย์ในฐานะหัวหน้าบอดี้การ์ดประจำทีม


          “เรย์คุงคิดว่าไงบ้าง?มีที่ไหนอยากไปเป็นพิเศษไหม?”


          ทว่าเรย์ที่นั่งอยู่ตรงนั้นกลับเหม่อมองไปที่ไหนสักแห่งดวงตาของเขาจ้องมองออกไปยังทะเลกว้างผ่านหน้าต่างใหญ่ในลานอาหารเช้า ดูเหมือนกำลังใจลอยคิดคำนึงถึงอะไรบางอย่าง


          “—เรย์? เรย์คุง!?”


          เอนซุเรียกซ้ำเสียงของเธอดึงเขากลับมาจากความคิดล่องลอย


          “เอ่อครับ...เอาตามที่คุณอากำหนดไว้เลยครับ”


          “ทำไมทำหน้าแบบนั้น...เป็นอะไรไป มีเรื่องอะไรหรือเปล่า...”


          เขาลูบหน้าตัวเองเบา ๆทีหนึ่ง ไม่รู้ว่า ‘ทำหน้าแบบนั้น’ ที่อีกฝ่ายพูดถึงเป็นอย่างไร


          “หรือไม่สบาย?”


          “ร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์แข็งแกร่งมากนะครับไม่เจ็บป่วยง่าย ๆ หรอก”


          “แน่ใจนะ?”


          เรย์ยิ้มอ่อนพยักหน้าให้ความมั่นใจอีกฝ่ายเป็นคำตอบในขณะที่เอนซุหรี่ตามองอย่างไม่ค่อยเชื่อเสียเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ต้องการคาดคั้นถึงสาเหตุของอาการเหม่อลอยนั่น


          บทสนทนากลับมาที่การวางแผนการท่องเที่ยวกันต่อแต่ในใจของเรย์ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับหญิงสาวปริศนาที่เขาพบในเช้าวันนี้สงสัยว่าเธอเป็นใครและมีความลับอะไรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มอันยั่วยวนนั่นกันแน่


          ‘...มันอะไรกันนะ ความรู้สึกไม่สงบนี่’


 

          เรือ Shogunof the Seas จอดลอยลำอยู่ใกล้หาดฮิราคุโบะของเกาะอิชิงากิพื้นน้ำใสแจ๋วทำให้เห็นฝูงปลาว่ายน้ำใต้น้ำอย่างชัดเจนเสียงเครื่องยนต์ของเรือเล็กดังกระหึ่ม อากาศยามเช้าสดชื่นและอบอุ่นกำลังดีเสียงคลื่นกระทบกับท้องเรือเล็กคลอเบา ๆ สร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่กำลังเตรียมขึ้นฝั่งผ่านเมืองท่า


          พวกเขาทั้งสี่คนพร้อมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ลงจากเรือเล็กบริเวณท่าเรือของตัวเมืองบนเกาะสภาพแวดล้อมรอบตัวเต็มไปด้วยความสดใสของเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งท่าเรือพลุกพล่านไปด้วยคนท้องถิ่นที่กำลังจัดการกับสินค้าและนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนบรรยากาศของเมืองนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะจากนักท่องเที่ยวที่เดินขวักไขว่เต็มท้องถนนและเสียงเชิญชวนของร้านรวงท้องถิ่น มีทั้งร้านค้าเล็ก ๆ ขายของที่ระลึกและอาหารสตรีทฟู้ดเรียงรายตลอดสองข้างทาง นับว่าสถานการณ์ของประเทศญี่ปุ่นยังมีความสงบสุขเป็นลำดับต้น ๆเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ


          ขณะที่เรย์สำรวจท่าเรือสายตาของเขาก็สะดุดเห็นกลุ่มฮันเตอร์จำนวนหนึ่งกำลังยืนจับกลุ่มกันพวกเขากำลังรอให้เกทของดันเจี้ยนเปิดออก แม้แต่บนเกาะที่ห่างไกลอย่างนี้ก็ยังคงมีดันเจี้ยนเกิดขึ้นได้บอกตามตรงว่าเขายังไม่เข้าใจธรรมชาติการเกิดของมันเสียเท่าไหร่นัก


          "บนเกาะที่ห่างไกลอย่างนี้ก็พบเกทได้ด้วยเหรอครับ?"


          เรย์ถามเป็นความรู้ พลางสังเกตดูฮันเตอร์ที่ยืนรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ กระจายตัวอยู่รอบ ๆ พื้นที่


          "ใช่แล้วอัตราการเกิดขึ้นของดันเจี้ยนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของพื้นที่ประชากรเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความผกผันของกระแสอีเธอร์ในธรรมชาติด้วยซึ่งอย่างหลังนี้จะมีโอกาสเกิดได้น้อยมากแต่หากมันเกิดขึ้นแล้วก็เป็นเรื่องลำบากอยู่สักหน่อย"


          กาโต้ปล่อยให้ผู้ฟังได้เรียบเรียงข้อมูลอยู่ชั่วครู่แล้วอธิบายต่อ


          "อย่างในอาณาเขตที่ไม่ค่อยมีคนอยู่อาศัยเช่นขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้เอง ตอนนี้ก็มีฟิลด์ดันเจี้ยนปรากฏอยู่มากมาย เพราะมีหลายปัจจัยทำให้การเข้าถึงพื้นที่เป็นไปได้ยากปัจจุบันเลยมีหน่วยงานของมิธริลที่ประจำการอยู่ที่นั่นคอยกักกันไม่ให้มอนสเตอร์หลุดไปสู่ทวีปอื่นๆ ก็ต้องขอบคุณพวกเขาล่ะนะ ไม่งั้นโลกคงวุ่นวายฉิบหายเลยล่ะ"


          หลังจากฟังคำอธิบายของกาโต้กลุ่มของเรย์ตัดสินใจเช่ารถเพื่อขับเที่ยวรอบเกาะระหว่างทางที่ขับไปตามถนนที่ลัดเลาะไปตามชายฝั่งเรย์สังเกตเห็นชาวต่างชาติจำนวนมากที่อยู่บนเกาะ


          หลังจากบทสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้อพยพพวกเขาได้มาถึงจุดหมายแรกของวัน ถ้ำหินย้อยอิชิงากิ ซึ่งเป็นถ้ำที่มีความงดงามและเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยอันมีลักษณะพิเศษภายในถ้ำมีอุณหภูมิเย็นสบายกำลังดี บรรยากาศเงียบสงบนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมความงามตามเส้นทางที่กำหนดไว้ เรย์เดินชมถ้ำไปพร้อมกับพรรคพวกรู้สึกประทับใจในความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา ในใจอดคิดไม่ได้ว่าหากเพื่อน ๆ ยังคงอยู่ด้วยกันตรงนี้จะมีความสุขสักแค่ไหนนะ


          ใช้เวลาดื่มด่ำอยู่เกือบชั่วโมงจากนั้นต่อด้วยซากปรักหักพังของสถานีโทรเลขแห่งโอกินาว่าซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านักท่องเที่ยวเดินชมซากปรักหักพังและฟังไกด์เล่าประวัติศาสตร์ของสถานที่นี้ที่นี่เคยเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของการสื่อสารในสมัยก่อนการเดินสำรวจทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีตโชคดีที่เกาะนี้ยังมีฮันเตอร์ประจำการ เลยได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่ไม่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นฟิลด์ดันเจี้ยนไป


          หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมารับประทานอาหารกลางวันที่ตัวเมืองร้านอาหารท้องถิ่น เสิร์ฟเมนูที่หลากหลาย เช่น ปลาย่างเกลือ ข้าวหน้าปลาทูน่าสดและยากิโซบะ ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของเกาะ เอนซุชื่นชอบรสชาติอาหารท้องถิ่นมากโดยเฉพาะข้าวหน้าปลาทูน่าที่สดใหม่และหวานลิ้น


          เวลานี้มีคนอยู่ในร้านไม่น้อย


          ต่างคนต่างคุยสารพัดเรื่อง


        แต่ถ้าตั้งใจเงี่ยหูฟังจะได้ยินว่ากลุ่มวัยรุ่นโต๊ะข้าง ๆ กำลังคุยเรื่อง ‘ยามซากุระโปรยปราย’ กันอยู่


        “เหลืออีกแค่เจ็ดแปดตอนก็จะจบแล้วนะ เมื่อคืนพวกเธอได้ดูหรือเปล่า?”


        “ดูแล้ว ทำฉันร้องไห้แทบตาย”


        “นั่นสิอยากส่งมีดให้คนเขียนบทจัง ใจร้ายกับโยรุตันของฉันเกินไปแล้ว”


        "สุดยอดซีรีส์แห่งชาติ!"


        “แห่งชาติพ่องสิ ฉันว่ามันออกจะเว่อร์ไปหน่อยปะ..."


        “ถ้าสุดท้ายโยรุตันต้องเสียดวงตาทั้งสองข้างไป คงทุกข์ยิ่งกว่าตายแน่เลยแล้วก็ไม่รู้ว่าจะรักษาหายรึเปล่า...."


        “เฮ้ย ๆ หยุดสปอยเลย ฉันยังไม่ได้ดู”


        “อ่าวทำไมล่ะ อย่างนายไม่น่าจะพลาดได้นี่นา”


        “เพราะเมื่อคืนแม่งดันมีเกทมาปราฏแถวบ้านจนต้องอพยพออกจากพื้นที่กะทันหันนี่ดิไม่ได้ข่าวกันเลยรึไง”


        “ฮ่าฮ่า ก็ได้ยินมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นแถวบ้านนาย”


        “แม่ง ซวยฉิบเป๋ง”


        เอนซุที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเขาขณะกำลังคีบอาหารเข้าปากก็ทำท่าทางไม่เห็นด้วย ก่อนเอ่ยเบา ๆ


        “เหอะ ๆ ช่วงครึ่งหลังมั่วเละขนาดนั้นยังจะมาคุยอีก!”


        ริงโกะมองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจเล็กน้อย


        “คุณเอนซุก็ติดซีรีส์เรื่องนี้ด้วยเหรอคะ?"


        เอนซุพยักหน้า


        “ดูมาเกือบเดือนแล้วล่ะถือว่าเป็นคนติดตามคนหนึ่งก็ได้ เพราะอาเป็นแฟนคลับโยรุตันน่ะนะ ...แต่ก็รู้สึกงั้นๆ ตอนนี้มาตรฐานการผลิตละครซีรีส์ในประเทศตกต่ำเกินไปแล้วขนาดบทละครแบบนี้ยังถูกพูดว่าสุดยอดระดับชาติได้..."


        “คุณเอนซุคิดว่าบทละครแย่มากงั้นเหรอคะ?”


        “ช่วงแรกยังพอฝืนนับว่าเป็นบทชั้นรองได้แต่พอมาช่วงครึ่งหลังน่ะเหรอ? บทน้ำเน่าชะมัดยาดไม่สนหลักความเป็นจริง แถมยัดเลิฟซีนเข้ามาจนอาอยากจะอ๊วกเลยล่ะแทนที่โยรุตันของอาจะได้ฉายแสง กลับถูกจำกัดฝีมือเพราะบทห่วย ๆ นั่น”


        เรตติ้งถล่มไปถึง15% เชียวนะ!


        ยิ่งช่วงนี้ใกล้จบก็เกือบจะแตะ20% อยู่แล้ว


        ‘ยามซากุระโปรยปราย’ ถือเป็นละครซีรีส์ยอดฮิตของแท้เคยขึ้นติดฮอตเสิร์ชมาแล้วหลายครั้ง จนขนาดตัวริงโกะที่ทำงานงก ๆ เองยังเคยดูมาบ้างแต่พราะเธอไม่ใช่พวกสายละคร แถมไม่ได้ดูเยอะจนรู้เรื่องมากมายเธอจึงไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร


        ละครซีรีส์แค่พอดูได้ก็โอเคแล้วส่วนหลักเหตุผลตามโลกแห่งความจริงอะไรนั่น แท้จริงแล้วไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น


        เหล่าฮันเตอร์ที่ต้องเสี่ยงภัยจนเป็นกิจวัตรในวันๆ หนึ่งล้วนต้องเผชิญกับความเครียดนับสิบชั่วโมงอยู่แล้วดังนั้นยามพักผ่อนหาความบันเทิง จึงต้องการเสพสิ่งผ่อนคลายที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมองนัก


          ระหว่างทั้งสองสาวกำลังเสวนาถึงว่าที่ซีรีส์แห่งชาติอย่างออกรสเรย์เหลือบไปเห็นหญิงสาวผมบลอนด์ในชุดแดงคนนั้นอีกครั้ง เหมือนความบังเอิญเมื่อเธอนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของร้านคนเดียว มีอาหารมากมายวางบนโต๊ะในขณะที่มือของเธอก็ถือหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่เหมือนจะพกมาเองเรย์เพ่งมองไปที่หน้าปกอย่างสงสัยใคร่รู้ มันคือ ‘อาชญกรรมกับการลงทัณฑ์’ เรื่องนั้นสนุกใช้ได้มันเป็นหนังสือวรรณกรรมคลาสสิกที่อธิบายว่าเพื่อความถูกต้องแล้วคนเรามีสิทธิ์ที่จะฆ่าคนอื่นหรือไม่ เขียนโดยฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี


          ดูเหมือนเขาจะจ้องมองนานเกินไปจนอีกฝ่ายรู้สึกตัวเงยหน้าขึ้นมาสบตากันนัยน์ตาคมคู่งามจ้องกลับมาอย่างรู้ทัน


          "แถวนี้คนต่างชาติเยอะจังเลยนะครับ"


          เรย์หลบสายตา กล่าวขึ้นขนาดทำเป็นกวาดตามองไปรอบๆ


        แต่สิ่งที่เขากล่าวนั้นเป็นความสงสัยที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่คำถามเพื่อกลบเกลื่อนเพราะตลอดครึ่งวันที่ผ่านมาเขาพบเห็นชาวต่างชาติมากเป็นพิเศษรวมถึงเธอคนนั้นเองก็ด้วย


          "สภาพหลังคริสต์มาสสีชาดทำให้อัตราการเกิดใหม่ของผู้คนนั้นต่ำกว่าที่ควรรัฐบาลเลยต้องหาวิธีเพิ่มประชากร ไม่ใช่แค่การให้กำเนิดใหม่แต่ยังมีนโยบายรับกลุ่มผู้อพยพเข้ามาแทน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องประชากรลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และยังเป็นการเพิ่มแรงงานราคาถูกในประเทศอีกด้วยใครล่ะจะไม่อยากได้จริงไหม?"


          กาโต้ว่าเช่นนั้นพลางตักอาหารเข้าปาก


          "แต่การเปิดรับผู้อพยพก็มีข้อเสียเหมือนกันนะคะเช่นปัญหาทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้"


          ริงโกะกล่าวตามข้อเท็จจริงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ


          เอนซุเช็ดปากด้วยอิริยาบถแบบผู้ดีมีตระกูล หลังนินทาละครอย่างสนุกปาก ก่อนจะแสดงความเห็นของตัวเองบ้าง


          "ก็นะ... ในสถานการณ์ที่โลกกำลังวุ่นวายแบบนี้บางทีก็ต้องยอมรับและปรับตัวกันไป จะเรียกว่าเป็นเอกสิทธิ์สำหรับประเทศเราก็ได้นะที่ทุกอย่างยังดูเหมือนสงบอยู่แบบนี้”


        “ดู 'เหมือน' งั้นเหรอครับ?”


        “ด้วยไฟสงครามที่ใกล้ปะทุได้ทุกเมื่อ และปัญหาผู้อพยพแบบผิดกฏหมายในซินดิเคธประเทศนี้จะเริ่มวุ่นวายเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นตอนนี้โคซุเอะกรุ๊ปเองก็เริ่มเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันบ้างแล้วเหมือนกัน”


          หลังจากบทสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้อพยพพวกเขาก็คุยไปพลางกินกันไปพลาง เรียกได้ว่ามีประเด็นทางสังคมพูดคุยกันไม่รู้จบ


        จากนั้นก็มุ่งหน้าไปจุดต่อไปในช่วงบ่าย ถ้ำอิชิงากิ อิบารุมะ ซาบิชิ ถ้ำที่มีความลึกลับและน่าสำรวจบรรยากาศภายในถ้ำนี้แตกต่างจากถ้ำแรกที่พวกเขาไปเยือนด้วยแสงเงาที่ซับซ้อนและเสียงน้ำหยดที่ก้องกังวานพวกเขารู้สึกตื่นเต้นและประทับใจกับความงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอีกครั้ง


          จากนั้นไปผ่อนคลายต่อบริเวณชายฝั่งโอะฮามะอันเงียบสงบพวกเขาเดินเล่นบนหาดทรายขาวและเล่นน้ำในทะเลที่ใสสะอาดเรย์รู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้ ชายฝั่งที่เงียบสงบทำให้เขารู้สึกเหมือนได้วางทุกอย่างออกจากบ่า


          ปิดท้ายวันด้วยการไปที่แหลมโอกันซากิจุดชมวิวยอดเยี่ยมที่นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลและชายฝั่งรอบๆได้อย่างเต็มตา เรย์ยืนมองพระอาทิตย์ใกล้ตกที่กำลังทอแสงลงสู่ทะเลเกิดภาพที่สวยงามจนทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความสงบสุขในช่วงเวลานั้น เอนซุถอนหายใจเบาๆ


          "อาเสียดายจริงๆ นะ ที่คางูยะไม่ได้อยู่ชมภาพความสวยงามตรงหน้าด้วยกัน"


          เอนซุกล่าวขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเสียดายเมื่อเพื่อนรักของเธอไม่สามารถมาร่วมทริปได้


          “คุณอารู้จักกับอาจารย์มานานแค่ไหนเหรอครับ”


          เขาถามขึ้นมาเรื่อยเปื่อยขณะชมทัศนียภาพเบื้องหน้านับว่าอากาศวันนี้ไม่เลว หมู่เมฆตรงขอบฟ้าเริ่มกลายเป็นสีแดงอมทองอาบย้อมร่างของเขาให้เป็นสีสันอันอบอุ่น


          “ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมแล้วล่ะ แต่มาสนิทกันจริง ๆ ก็ตอนเรียนมหาลัยน่ะเพราะอาไปขอแชร์ห้องพักกับคางูยะในบรรดาเพื่อนทั้งหมดยัยนั่นถือว่ามีนิสัยดีที่สุดแล้ว ไม่หุนหันพลันแล่นบุคลิกเยือกเย็น รู้จักข่มกลั้นไม่ว่าเจอเรื่องอะไรก็มักมีหนทางไกล่เกลี่ยอยู่เสมอใครแหย่เธอ เธอก็ไม่โกรธ ใครด่าเธอ เธอก็ไม่โมโหแถมสมองยังคิดได้ฉับไวกว่าชาวบ้านไปอีกหลายตลบไม่ต้องพูดถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาที่ดีพร้อมฐานะทางบ้านของเธอก็ยังเข้าขั้นว่าสุดยอด”


          “...สมัยนั้นคงมีคนตามจีบอาจารย์เยอะเลยสินะครับ”


          “ก็ถึงขั้นที่ใต้ช่องว่างประตูมักวางเต็มไปด้วยจดหมายรักเลยยังไงล่ะ...ช่างชวนให้ผู้คนอิจฉาแทบตายเลยว่าไหม”


          "...นั่นสินะครับ”


          เรย์พยักหน้าพลางคิดคำนึงถึงเจ้าของชื่อจินตนาการถึงภาพของเธอที่ตอนนี้คงกำลังอยู่กับสามีเขาคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ต้องตัดใจ ก่อนที่จะถลําลึกไปมากกว่านี้


          “แต่ว่าหลังจากนั้นชีวิตของยัยนั่นก็เหมือนถูกขังอยู่ในกรงแถมโลกก็ดันมาพรากพี่ชายซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวของเธอไปอีก...มันคงเหมือนฝันร้ายสำหรับยัยนั่นเลยล่ะ”


          เอนซุเงียบไปรู้สึกยากอธิบาย ทั้งยังหดหู่เธอไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าตอนนั้นคางูยะจะรู้สึกอย่างไร


          พระอาทิตย์ตกดินลงไปอย่างช้า ๆและสิ้นสุดวันที่สี่ของทริปท่องเที่ยวบนเกาะอิชิงากิด้วยความผ่อนคลายหลังผ่านเรื่องราวอันหนักหนาสาหัสมา


          จากนั้นไม่นานคุณโทชิยูกิก็ส่งผู้ช่วยมาตามเอนซุเตือนว่าหากช้ากว่านี้จะเตรียมตัวไม่ทันสำหรับปาร์ตี้ VIP ในตอนค่ำอีกฝ่ายจำใจบอกลาอย่างไม่เต็มใจก่อนจากไปยังอุตส่าห์บอกให้กลุ่มพวกเขาเที่ยวกันได้เต็มที่ไม่ต้องกังวลเรื่องของเธอ


          โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีดวงตาคมคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาทางพวกเขาจากมุมมืด

 

คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน