เสียงกระดูกเสียดสีกันดังลั่นไปทั่วลานหิน
รอยแยกบนพื้นขยายออกอย่างรวดเร็วราวปากแผลของแผ่นดิน
มือกระดูกสีดำหลายสิบมือพุ่งทะลุผิวหินขึ้นมาพร้อมกัน
นิ้วกระดูกยาวแหลมงอเป็นตะขอ
เพียงมองก็รู้ว่าหากถูกคว้าติด ต่อให้ไม่ตายทันที ก็คงถูกลากลงไปทั้งเป็นแน่
อี้ซินถีบตัวถอยทันทีหลังตวาดเตือน
ฝ่าเท้าขวาเพิ่งพ้นรอยแยกมาได้เพียงครึ่งคืบ
นิ้วกระดูกห้านิ้วก็โผล่ขึ้นตรงจุดที่เขาเคยยืนเมื่อครู่พอดี
ปัก!
มันตวัดข่วนอากาศว่างเปล่า
ลมคมจากปลายนิ้วกระดูกปาดชายเสื้อเขาขาดเป็นริ้วยาว
หานหลงคำรามลั่น
เพราะมือกระดูกข้างหนึ่งคว้าข้อเท้าเขาได้แล้ว
กรอบ!
นิ้วกระดูกบีบรัดแน่นจนข้อเท้าดังลั่น
หานหลงกัดฟัน เลือดขึ้นหน้า
มันใช้แรงทั้งหมดฟาดกำปั้นลงใส่ข้อมือกระดูกซ้ำแล้วซ้ำอีก
แต่กระดูกสีดำกลับเพียงสั่น ไม่ยอมคลายง่าย ๆ
โจวเหอซึ่งอยู่ทางขวาสุดหน้าเปลี่ยนสีทันที
ครั้นเห็นมือกระดูกสองมือพุ่งจากพื้นตรงหน้า มันก็เผลอเสียหลักถอยหลังไปชนเสาหิน
ยังไม่ทันด่าอะไรออกมา มือกระดูกอีกสี่ห้าก็โผล่ขึ้นตรงใต้เท้ามันพร้อมกัน
“ช่วยข้า!” มันร้องลั่น
จ้าวคุนหันขวับไปทางมัน
แววตาวูบไหวเพียงเสี้ยว
แต่ก็ยังพุ่งเข้าไปช่วยอย่างรวดเร็ว
ต่อให้มันรังเกียจความอ่อนแอของโจวเหอเพียงใด
แต่ในแดนเช่นนี้ คนของตนย่อมสำคัญกว่าการปล่อยทิ้งให้ตายไปเปล่า
มันปล่อยฝ่ามือหนักสองคราซ้อนใส่มือกระดูกที่ใกล้โจวเหอที่สุด
ปึง! ปึง!
กระดูกสองมือแตกกระจายเป็นเศษดำ
แต่แรงสะเทือนจากใต้พื้นกลับไม่หยุดเพียงนั้น
เงาดำสายหนึ่งพลันพุ่งขึ้นจากรอยแยกตรงกลางลาน
สิ่งนั้นมิใช่มือ
หากเป็น “แขนกระดูก” ทั้งท่อน
ตั้งแต่ปลายนิ้วจรดหัวไหล่
ขนาดใหญ่เท่าลำต้นไม้
ปลายนิ้วทั้งห้ากางออกหมายคว้าคอจ้าวคุนในคราเดียว
จ้าวคุนตาเบิกกว้าง
ฝ่ามือซ้ายยกขึ้นรับโดยสัญชาตญาณ
โครม!
แรงปะทะหนักราวผาหินถล่ม
ร่างของมันปลิวกระแทกเสาด้านหลังเต็มแรง
โลหิตสายหนึ่งพุ่งออกจากมุมปากทันที
โจวเหอเห็นดังนั้นก็หน้าถอดสี
ไม่รอให้ใครช่วยอีก มันร้องลั่นแล้วกลิ้งพรวดออกจากตำแหน่งเดิมด้วยท่าทางน่าอนาถ
ครั้นพ้นจากรอยแยก มันยังเผลอหอบแรงจนแผลเก่าที่มุมปากปริซ้ำอีกครา
ลานกระดูกเพิ่งตื่นไม่นาน
แต่สภาพของกลุ่มคนกลับปั่นป่วนไปทั้งแถวแล้ว
อี้ซินกวาดตามองทุกอย่างในพริบตาเดียว
เยี่ยซูซินพยุงฟางเหอถอยไปติดขอบลาน
ซ่งอี้แม้เจ็บสะโพกแต่ยังใช้มีดสั้นแทงใส่นิ้วกระดูกที่พุ่งใส่เยี่ยซูซิน
สือเหยียนกำลังกระโดดถอยจากมือกระดูกสามมือซึ่งโผล่ตามกันราวกับรู้ตำแหน่งของเขาล่วงหน้า
ส่วนหนิงเยว่อิง...
นางยืนอยู่กลางหมอกกระดูกสีดำ
ปลายชายเสื้อสีเงินขาวปลิวแผ่ว
ความงามเย็นสงบของนางในยามนี้กลับเด่นขึ้นกว่าเดิมอีกหลายส่วน
ราวจันทร์กระจ่างในคืนหิมะที่ยิ่งโกลาหล ยิ่งขับให้เห็นเด่น
มือกระดูกสองมือพุ่งคว้าจากพื้นใต้นาง
แต่เพียงปลายเท้าของนางขยับน้อยหนึ่ง
ร่างทั้งร่างก็เลื่อนออกไปด้านข้างราวเงาหมอก
นิ้วกระดูกคว้าได้เพียงชายอากาศ
จากนั้นปลายนิ้วเรียวขาวของนางก็สะบัดลงเบา ๆ
ฉัวะ!
คมลมสีเงินเย็นเฉียบพาดผ่าน
ข้อมือกระดูกทั้งสองขาดสะบั้นคาพื้นทันที
ไม่มีท่าทีเร่งรีบ
ไม่มีเสียงคำราม
แต่การลงมือของนางกลับเย็น คม และแม่นยำจนทำให้ผู้ที่มองอยู่ใจสั่นลึกโดยไม่รู้ตัว
อี้ซินเห็นแล้ว ดวงตาก็ยิ่งนิ่งลง
สตรีผู้นี้ไม่เพียงงาม
หากยังร้ายกาจกว่าที่เห็นก่อนหน้านี้อีก
“รวมกัน!” เขาตวาดลั่น
คำเดียว
คนทั้งกลุ่มต่างรีบขยับเข้าหากันโดยไม่ลังเล
ในสถานที่เช่นนี้ หากยังกระจายตัว ย่อมมีแต่ถูกมือกระดูกลากลงพื้นทีละคน
อี้ซินพุ่งไปช่วยหานหลงก่อน
มือกระดูกที่รัดข้อเท้าอีกฝ่ายยังคงฝังแน่นไม่คลาย
เขาไม่เสียแรงทุบมันซ้ำหลายครา
แต่กลับย่อตัวต่ำ จับแขนกระดูกนั้นไว้ แล้วบิดข้อมือกลับสวนทิศแรงดึงเต็มกำลัง
แคร่ก!
กระดูกดำท่อนนั้นบิดผิดรูป
รอยแตกวิ่งลามจากนิ้วถึงข้อศอก
หานหลงฉวยจังหวะนั้นเตะเต็มแรงซ้ำลงตรงรอยแตก
โครม!
แขนกระดูกแตกออกครึ่งท่อน
นิ้วที่รัดข้อเท้าจึงคลายลง
หานหลงล้มคุกเข่าหอบหนัก
เหงื่อเย็นเต็มหน้าผาก
แต่อย่างน้อยก็ยังรักษาขาตนไว้ได้
อีกด้านหนึ่ง สือเหยียนฟันกระบี่สั้นใส่มือกระดูกสองมือจนแตก
แต่พื้นใต้เท้าของเขากลับสว่างวาบขึ้นใหม่อีกครา
“ข้างล่างยังมีอีก!” เขาตะโกน
ครั้นสิ้นคำ
แขนกระดูกเส้นใหม่สองเส้นก็พุ่งขึ้นด้านหลังเขาทันที
อี้ซินยังไม่ทันขยับ
หนิงเยว่อิงกลับเป็นฝ่ายถึงตัวเขาก่อน
นางก้าวเพียงหนึ่งก้าว
ร่างกลับเลื่อนข้ามระยะเกือบสองจั้งอย่างน่าประหลาด
ปลายนิ้วขวาตวัดผ่านอากาศเป็นครึ่งวง
ลมเย็นสีเงินสองสายพุ่งออกจากปลายนิ้วนั้นในพริบตา
ปึก! ปึก!
แขนกระดูกทั้งสองหยุดค้างกลางอากาศ
จากนั้นน้ำแข็งสีขาวหม่นก็ลามจากจุดที่ถูกแตะไปทั้งท่อน
เพียงชั่วอึดใจ มันก็แตกร้าวแล้วร่วงเป็นเศษลงกับพื้น
สือเหยียนหันขวับ
แววตาตะลึงอยู่ชัด
แม้เขาจะรู้นางร้ายกาจ
แต่ไม่คิดว่าการลงมือของนางจะรวดเร็วและเย็นคมถึงเพียงนี้
หนิงเยว่อิงหาได้มองเขาไม่
นางหันไปทางแท่นกระดูกกลางลานแทบพร้อมกับอี้ซิน
เพราะทั้งคู่เห็นสิ่งเดียวกัน
ผลึกสีดำเทาที่ลอยอยู่เหนือแท่น
กำลังหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
แสงภายในนั้นเข้มขึ้น
คล้ายเงาหนึ่งกำลังค่อย ๆ ก่อตัวอยู่ข้างใน
อี้ซินกวาดตามองรอบแท่นกระดูกอีกครั้ง
มือกระดูกทั้งหลายมิได้พุ่งจากทั่วลานอย่างไร้แบบแผน
หากยิ่งใกล้แท่น ยิ่งมาก
ยิ่งใกล้ผลึก ยิ่งรุนแรง
หมายความว่าแหล่งกำเนิดแท้จริงมิใช่พื้นลาน
แต่คือ “สิ่งในผลึก”
เขาหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง
หยกดาราในร่างพลันอุ่นจัดขึ้น
เส้นลมปราณทั้งแปดแน่นกระชับ
รอยเส้นจากท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าที่เคยเรียนจากหยกดาราเริ่มลอยชัดขึ้นในจิตใจอีกครา
ก้าวเฉียง
หมุนหลบ
เจาะกลางช่องว่าง
ทุกครั้งที่เขาใช้ฝีเท้ารวดเร็ววูบไหวก่อนหน้านี้
ล้วนมีรากมาจากรอยสลักดาราในหยก
แต่ในสถานการณ์โกลาหลเช่นนี้
เขายิ่งต้องคุมทุกก้าวให้แม่นที่สุด
พลาดเพียงครึ่งก้าว
อาจไม่ใช่เพียงบาดเจ็บ
แต่อาจหมายถึงถูกลากลงใต้ลานแล้วไม่เหลือแม้แต่ศพ
“ข้าจะขึ้นแท่น” เขากล่าว
จ้าวคุนซึ่งเพิ่งยันตัวขึ้นจากเสาหินหันมาทันที
“ขึ้นไปหาความตายหรือ”
อี้ซินตอบโดยไม่หันกลับ
“หากไม่หยุดผลึกนั้น มือกระดูกจะไม่มีวันหมด”
จ้าวคุนกัดฟัน
มันรู้ว่าอีกฝ่ายพูดถูก
แต่ยิ่งรู้ถูกก็ยิ่งหงุดหงิด
เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุร้ายในแดนนี้
ผู้ที่เห็นจุดสำคัญก่อน กลับเป็นอี้ซินเสมอ
สือเหยียนกล่าวขึ้นทันที
“ข้ากับหานหลงจะเปิดทางให้”
หลินเซวียนรีบตาม
“ข้าช่วยด้วย”
หนิงเยว่อิงมิได้เอ่ยว่าจะช่วยหรือไม่
แต่นางก้าวออกมายืนเยื้องด้านขวาของอี้ซินอย่างเงียบ ๆ
เท่านี้ก็ชัดกว่าคำใดแล้ว
โจวเหอมองภาพนั้น
ในอกพลันเกิดความแสบร้อนจากริษยาอย่างไม่อาจห้าม
สตรีงามเหนือคนผู้หนึ่ง
ทั้งเย็นชา ทั้งสูงส่ง ทั้งฝีมือร้ายกาจ
แต่บัดนี้กลับยืนเคียงข้างอี้ซินราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
แม้จะยังไม่มีถ้อยคำหวานใด
แต่เพียงภาพนั้นก็ทำให้ผู้มองรู้สึกได้แล้วว่า ระหว่างคนทั้งสองมีบางอย่างกำลังก่อตัวอย่างเงียบงัน
อี้ซินไม่เสียเวลาแม้ชั่วลมหายใจ
เขาย่อตัวลงเล็กน้อย
ฝ่าเท้าขวากดพื้นหิน
แล้วร่างทั้งร่างก็วูบออกไปในพริบตา
เร็ว!
โจวเหอเบิกตา
จ้าวคุนเองก็ดวงตาวาบทันที
คราวนี้อี้ซินเร็วกว่าเมื่อผ่านสะพานหินเสียอีก
ไม่ใช่เพราะเขา “ได้วิชาใหม่แบบไม่มีที่มา”
แต่เพราะยามนี้จิตของเขานิ่งกว่ายามก่อน
หยกดาราในร่างยิ่งตอบรับกับเส้นทางในจิตชัดเจนขึ้น
ทุกก้าวของท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าจึงเชื่อมต่อได้ลื่นไหลกว่าเดิม
ก้าวแรก เขาเฉียงพ้นมือกระดูกสองข้าง
ก้าวที่สองหมุนผ่านช่องแคบระหว่างแขนกระดูกสามเส้น
ก้าวที่สามแตะขอบแท่นหินอย่างเบาที่สุด
แล้วทั้งร่างก็พุ่งขึ้นไปบนแท่นกลางลาน
แทบจะในเวลาเดียวกัน
มือกระดูกอีกหกเจ็ดมือก็พุ่งตามขึ้นมาจากรอยแตกใต้แท่น
หนิงเยว่อิงพลันขยับ
นางยกแขนเสื้อขวาขึ้นเพียงน้อย
คมลมสีเงินสามสายก็พุ่งออกจากปลายนิ้วอย่างเงียบกริบ
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
มือกระดูกสามมือขาดสะบั้นกลางอากาศ
น้ำแข็งขาวหม่นลามตามรอยตัด
ทำให้มันตกลงพื้นพร้อมเสียงแตกกรอบ
สือเหยียนกับหานหลงเข้าเสริมซ้ายขวา
กระบี่สั้นฟัน
หมัดหนักกระแทก
พยายามกันไม่ให้มือกระดูกส่วนที่เหลือขึ้นไปถึงตัวอี้ซิน
จ้าวคุนยืนลังเลอยู่ชั่วเสี้ยว
ก่อนสุดท้ายจะสบถในคอแล้วพุ่งเข้ามาช่วยอีกด้านหนึ่ง
ต่อให้มันเกลียดอี้ซินเพียงใด
หากอี้ซินตายตอนนี้ ผลึกดำบนแท่นยิ่งไม่มีทางได้มาง่ายแน่
อี้ซินขึ้นถึงใจกลางแท่นแล้ว
ผลึกสีดำเทาหมุนวนอยู่เบื้องหน้าในระยะเพียงครึ่งแขน
ข้างในมันมิใช่เพียงแสงหมุนวนนามธรรมอีกแล้ว
แต่เริ่มเห็นเค้าเงาคล้ายสัตว์บางอย่างขดตัวอยู่ภายใน
ไม่ใช่อสรพิษ
ไม่ใช่พยัคฆ์
ไม่ใช่วิหค
แต่เป็น “เงาอสูร” ที่ยังไม่เปิดเผยรูปร่างเต็มที่
ทันทีที่อี้ซินยื่นมือเข้าใกล้
ผลึกนั้นก็พลันปล่อยแรงกดสีดำออกมาเป็นวง
ปัง!
ลมอัดกระแทกหน้าอกเขาเต็มแรง
ร่างทั้งร่างเซถอยครึ่งก้าว
โลหิตในอกพลันปั่นป่วน
แววตาของเขาเย็นลงทันที
ผลึกนี้มิใช่ของให้แตะต้องง่าย ๆ
หนิงเยว่อิงเห็นอี้ซินถูกผลักก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
จากนั้นจึงกล่าวเสียงต่ำ แต่ชัดเจนจนทะลุเสียงกระดูกแตกทั้งลานมาได้
“อย่าคว้ามันตรง ๆ”
“ดูที่แท่นใต้ผลึก!”
อี้ซินก้มมองในทันที
ที่ฐานหินใต้ผลึกมีวงอักขระสามชั้นซ้อนกัน
ชั้นนอกคือรูปเขี้ยว
ชั้นกลางคือรูปกระดูก
ชั้นในสุดกลับเป็นลายคล้ายเกล็ดหรือเมฆหมุน
ผลึกมิได้ลอยด้วยพลังของตนเอง
แต่วางอยู่ในค่ายกลผนึกอีกชั้นหนึ่ง
อี้ซินหรี่ตาลง
เส้นลายชั้นในสุด…คล้ายบางสิ่งที่เขาเคยเห็นจากหยกดาราอีกแล้ว
ทว่าเขายังไม่ทันได้ไตร่ตรองลึก
ลานทั้งลานก็สั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ครืน!
พื้นหินรอบแท่นกระดูกแตกออกกว้างกว่าเดิม
มือกระดูกเดิมที่พังลงไปกลับถูกผลักขึ้นมาใหม่พร้อมกับร่างกระดูกครึ่งตัวหลายร่าง
ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงมือ
หากเป็น “ซากอสูรกระดูก” ขนาดย่อมสี่ตนซึ่งเริ่มปีนขึ้นมาจากใต้ลานแล้ว
หลินเซวียนหน้าเผือด
“มันยิ่งมาเยอะขึ้น!”
สือเหยียนสบถเบา ๆ
หานหลงเองก็เริ่มหอบแรงชัดเจน
หนิงเยว่อิงแววตาเย็นลงอีก
บาดแผลข้างลำตัวทำให้นางมิอาจใช้พลังเต็มที่ต่อเนื่องได้นาน
แต่หากปล่อยผลึกนั้นหมุนต่อไป ซากอสูรกระดูกก็จะยิ่งขึ้นมาไม่สิ้นสุด
อี้ซินรับรู้ได้เช่นกัน
เขาไม่อาจมัวลองผิดลองถูกนานเกินไป
หยกดาราในอกอุ่นวาบขึ้นอีกครั้ง
ภาพรอยเส้นจากท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันลอยขึ้นสั้น ๆ
ตามด้วยรอยหมุนเวียนปราณชั้นในจากลมปราณมหาเทพดารา
จังหวะหนึ่งพลันแล่นขึ้นในใจ
เขาไม่แตะผลึก
ไม่จับมัน
แต่ย่อตัวลง
ฝ่ามือขวากดบนวงอักขระชั้นในสุดตรงฐานแท่นแทน
ทันใดนั้น
หยกดาราในชีพจรพลันส่องอุ่นเรื่อ
ลมปราณในร่างของเขาจึงไหลลงสู่ฝ่ามือขวาอย่างมั่นคง
หาได้ระเบิดออกแบบดิบ ๆ ไม่
หากซึมเข้าสู่วงอักขระอย่างพอดิบพอดี
แสงชั้นในสุดของแท่นหินพลันสว่างวาบ
ผลึกดำที่หมุนอยู่เบื้องบนชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
หนิงเยว่อิงดวงตาวาบทันที
“ต่อไป!”
อี้ซินกัดฟัน
แรงดึงจากวงอักขระกลับฉุดลมปราณจากเขามากกว่าที่คิด
แต่นี่ไม่ใช่เวลาถอนมือ
เขาจึงเปลี่ยนจังหวะโคจรปราณอีกชั้น
ลมปราณมหาเทพดาราในร่างเริ่มหมุนละเอียดขึ้น
ประคองมิให้ชีพจรปั่นป่วนแตกเสียก่อน
ผลึกดำสั่นแรง
เงาอสูรภายในคล้ายดิ้นรน
ซากอสูรกระดูกที่กำลังปีนขึ้นจากใต้ลานจึงชะงักไปพร้อมกัน
จ้าวคุนเห็นภาพนั้นก็หรี่ตา
มันไม่รู้ว่าอี้ซินกำลังทำอะไร
แต่สัญชาตญาณบอกชัดว่าหากอีกฝ่ายควบคุมผลึกได้สำเร็จ
สถานการณ์ทั้งลานจะเปลี่ยนทันที
ความคิดหนึ่งพลันแล่นผ่านหัวมันรวดเร็ว
หากปล่อยให้อี้ซินได้สิ่งนี้
วันหน้าจะยิ่งกดมันยากกว่าเดิมหลายเท่า
แววตาของจ้าวคุนจึงเย็นวาบขึ้นชั่วครู่
แต่ก่อนมันจะทันขยับ
หนิงเยว่อิงกลับหันมามองมันพอดี
เพียงสายตานั้นสายตาเดียว
เย็น
คม
นิ่ง
กลับทำให้ฝีเท้าของจ้าวคุนชะงักลงอย่างน่าประหลาด
ราวกับหากมันคิดทำสิ่งใดในยามนี้
นางจะเป็นคนแรกที่ลงมือใส่มัน
สือเหยียนซึ่งเห็นสายตาของคนทั้งคู่เหลือบผ่านกันไป ก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นในใจ
แต่ยังไม่มีเวลาคิดมาก
เพราะซากอสูรกระดูกตัวหนึ่งได้พุ่งใส่เขาอีกแล้ว
อี้ซินยังคงกดฝ่ามือคาอยู่ที่ฐานแท่น
เหงื่อซึมข้างขมับ
เส้นเอ็นที่ข้อมือปูดขึ้นชัด
แสงชั้นในสุดของแท่นเริ่มหมุนสวนกับผลึกดำ
ชั้นกลางของอักขระพลันติดสว่างตาม
ผลึกที่เคยหมุนคลุ้มคลั่งจึงเริ่มช้าลง...ทีละน้อย
เงาอสูรภายในผลึกคำรามเงียบ ๆ
แม้ไร้เสียง
แต่ทุกคนกลับรู้สึกได้ถึงแรงกดทางจิตที่ซัดเข้ามาพร้อมกัน
หานหลงหน้าซีดลงทันที
ฟางเหอถึงกับทรุดคุกเข่า
แม้แต่หลินเซวียนยังรู้สึกเหมือนหัวใจถูกมือเย็น ๆ บีบไว้
หนิงเยว่อิงขยับก้าวขึ้นมาใกล้แท่นอีกส่วน
ปลายนิ้วขวาของนางแตะลงที่ไหล่ซ้ายของอี้ซินเพียงแผ่ว
ไอเย็นสายหนึ่งพลันไหลผ่านเข้าสู่เส้นลมปราณเขา
ช่วยกดความร้อนปั่นป่วนจากหยกดาราที่กำลังทำงานหนักลงทันที
อี้ซินดวงตาไหววาบ
เขาไม่ได้หันไปมองนาง
แต่รับรู้ชัดว่าพลังเย็นบริสุทธิ์สายนี้ละเอียดอ่อนและมั่นคงยิ่ง
ต่างจากลมปราณของผู้คนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
“ประคองจิตไว้” หนิงเยว่อิงกล่าวเสียงต่ำ “มันกำลังทดสอบเจ้า”
อี้ซินจึงกัดฟันแน่น
ไม่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านแม้แต่น้อย
ลมปราณมหาเทพดาราโคจร
หยกดาราส่องเรื่อ
อักขระชั้นในกับชั้นกลางสว่างพร้อมกัน
แล้วในที่สุด—
ชั้นนอกสุดของแท่นหินก็เรืองวาบขึ้นอีกครา
ผลึกดำหยุดหมุน
ซากอสูรกระดูกทุกตนกลางลานชะงักค้าง
ความเงียบถล่มลงมาแทบในทันที
ต่อจากนั้น เสียงแตกเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากผิวผลึก
แคร่ก...
รอยร้าวเส้นหนึ่งวิ่งผ่านกลางผลึก
ตามด้วยเส้นที่สอง
ที่สาม
ที่สี่
จากนั้นผลึกทั้งก้อนก็แตกออกช้า ๆ
เศษผลึกสีดำเทาลอยกระจายรอบด้านดุจเศษดาราแตก
และท่ามกลางเศษเหล่านั้น
วัตถุบางอย่างก็ร่วงลงสู่กลางแท่นหิน
มันเป็น “เม็ดแก่น” สีดำสนิทเม็ดหนึ่ง
ขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือ
ผิวเรียบมันวาวราวอัญมณี
แต่ภายในกลับมีสายแสงสีเขียวคล้ำไหลวนช้า ๆ เหมือนมีพายุพิษขังอยู่ในนั้น
ทันทีที่มันปรากฏ
หยกดาราในร่างของอี้ซินพลันอุ่นจัดขึ้นทันที
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นวาบรุนแรง
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นหนักแน่นกว่าคราก่อนหลายเท่า
หนิงเยว่อิงมองเม็ดแก่นนั้น
ดวงตาคู่งามเย็นพลันลึกลง
นางพึมพำเบาจนแทบเป็นลมหายใจ
“เม็ดพลังธาตุมืด...”
คำสามคำนี้เบานัก
แต่พอให้อี้ซินได้ยินชัด
เขาหันไปมองนางเสี้ยวหนึ่ง
หนิงเยว่อิงเองก็รู้ตัวว่าหลุดปาก
แต่เพียงครู่เดียว นางก็กลับมานิ่งดังเดิม
จ้าวคุนได้ยินไม่ชัดทั้งหมด
แต่เมื่อเห็นเม็ดแก่นสีดำบนแท่น
โลภะในใจมันก็ระเบิดขึ้นในคราวเดียว
“ของชิ้นนั้น—!”
มันพุ่งขึ้นแท่นทันที
ทว่าอี้ซินเร็วกว่าครึ่งก้าว
มือขวาของเขาคว้าเม็ดแก่นนั้นขึ้นมา
อีกมือซัดหมัดสวนใส่หน้าอกจ้าวคุนเต็มแรงโดยไม่ให้มันตั้งตัว
ปึง!
จ้าวคุนหน้าเปลี่ยนสี
ร่างทั้งร่างถูกอัดจนถอยลงจากแท่นไปสามก้าว
บาดแผลตรงบ่าซ้ายที่เดิมยังไม่สมานดีพลันปริ เลือดซึมเพิ่มทันที
ดวงตาของมันเต็มไปด้วยทั้งโทสะและช็อก
เพราะมันไม่คิดว่าอี้ซินจะกล้าลงมือใส่มันตรง ๆ ในจังหวะนี้โดยไร้ปรานีแม้แต่น้อย
อี้ซินยืนอยู่กลางแท่น
เม็ดแก่นสีดำอยู่ในมือ
สายตาเย็นเฉียบกดลงไปบนจ้าวคุน
“เข้ามาอีกก้าวเดียว” เขากล่าว “ข้าจะทำให้เจ้ายืนออกจากที่นี่ไม่ได้อีกตลอดชีวิต”
น้ำเสียงนั้นมิได้ดัง
แต่นิ่ง หนัก และเต็มไปด้วยเจตนาจริงแท้
โจวเหอที่ยืนข้างหลังถึงกับเย็นวาบทั้งตัว
แม้จ้าวคุนจะโกรธจนแทบคลั่ง
แต่เมื่อเห็นสายตาของอี้ซินในครานี้ มันก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขู่เล่น
และต่อให้มันลงมือจริงในสภาพบาดเจ็บเช่นนี้
ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง
หนิงเยว่อิงยืนมองอยู่ด้านข้าง
แววตาเย็นสงบ
ทว่าในส่วนลึกกลับมีคลื่นบางอย่างไหวผ่านอย่างยากสังเกต
ชายหนุ่มตรงหน้า
เดิมนางเพียงเห็นว่าเร็ว กล้า และสายตาไม่เลว
แต่ยามนี้ นางกลับเห็นเพิ่มอีกอย่าง
เขา “เด็ดขาด”
ไม่ใช่เด็ดขาดแบบคนโง่ใจร้อน
แต่เป็นเด็ดขาดแบบผู้รู้ว่าเวลาใดควรยั้ง เวลาใดควรฟาดให้ขาด
คนเช่นนี้...ยิ่งโต
ยิ่งอันตราย
และยิ่งน่ามองอย่างยิ่ง