ผมนั่งรถม้าออกมาห่างออกมาจากตะเข็บชายแดนพอสมควร หรือจะพูดให้ถูกก็คือผมได้ผ่านมายังอีกอาณาจักรหนึ่งแล้ว เมื่อก่อนมันเคยเป็นอาณาจักรของประเทศอะไรสักอย่าง ที่ทำสงครามกับปีศาจ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างก็ทำให้อาณาจักรดังกล่าวล่มสลายไป ตอนนี้ พื้นที่ดังกล่าวเหลือเพียงแค่ความแห้งแล้งและความอดอยาก ผืนป่าที่เคยปกคลุมที่แห่งนั้นกลายเป็นต้นไม้ตายซาก
“จะลงที่นี่จริงๆ เหรอครับ”
คนคุมบังเหียนรถม้าหันมาถามกับผม ซึ่งผมก็พยักหน้ารับ
“ถ้าให้เข้าไปส่งลึกกว่านี้คุณคงไม่เข้าไปใช่ไหม”
“เอ่อ… ถ้าเป็นคำสั่งของท่านละก็...”
“เอาน่า อย่าคิดมากเลย ต่อให้คุณอยากจะเข้าไป แต่เหมือนม้าของคุณจะไม่อยากเข้าไปเท่าไรนะ เอาเถอะ ต่อจากนี้ผมจะเดินไปเอง”
ผมว่าพร้อมกับมองม้าสองตัวที่เบิกตากว้างพร้อมกับหันมองรอบตัวด้วยความหวาดระแวง มันคงตื่นกลัวเต็มที่แล้ว หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ผมก็ลงจากลงม้า ก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วหันไปมองป่าแห่งความตายที่แผ่พื้นที่กว้าง อดีตอาณาจักรที่ทำกับสงครามกับปีศาจ แต่ว่าตอนนี้แม้แต่ช่ออาณาจักรนั้นก็เลือนหายไป
ผมเดินเข้าไปในน่าอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งพบกับบ้านหลังหนึ่ง เมื่อผมเห็นบ้านหลังน้อยนั้นความทรงจำมากมายก็ไหลย้อนกลับเข้ามาราวกับหวนให้นึกถึง ความรู้สึกเหมือนกลับเข้าสู่อ้อมอกของแม่ยังไงก็ไม่รู้
หึ ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ตัวผมไม่ได้รู้สึกหน่อยว่าอ้อมอกของแม่เป็นอย่างไร ตัวผมเป็นเด็กกำพร้าและถูกผู้หญิงคนหนึ่งเก็บมาเลี้ยง และน่าแปลก ตามปกติเด็กที่เพิ่งเกิดมักจะจำอะไรไม่ได้ แต่สำหรับผมแล้ว ตอนที่ผมได้เจอกับผู้หญิงที่เก็บผมไปเลี้ยง ความทรงจำในตอนนั้นกลับเด่นชัดราวกับเกิดขึ้นเมื่อวาน
“เด็กน้อยที่ถูกทิ้งงั้นเหรอ อย่างน้อยถ้าเกิดจะทิ้ง ก็ช่วยไปทิ้งไกลๆ หน่อยไม่ได้รึไง ทำไมต้องมาทิ้งหน้าบ้านฉันด้วย หมายความว่า ต้องมีใครบางคนจงใจเอาเธอมาฝากไว้กับฉัน ด้วยเหตุผลบางอย่างสินะ”
เป็นเสียงของเธอคนนั้น เธอที่ย่อตัวลงและมองผมในร่างกายของเด็กทารก ผมในตอนนั้นเอาแต่ร้องไห้ด้วยความหิว แต่เหมือนว่าเธอจะไม่ได้สงสารผมเลยแม้แต่น้อย เธอหยิกแก้มผม
“เนื้อน้อยเกินไปแล้ว แบบนี้กินไม่ได้หรอกนะ”
เธอจะกินผมอย่างงั้นเหรอ
“อ๊ะ ล้อเล่น ไม่ต้องกลัวหรอกน้า เห็นแบบนี้ฉันเป็นมังสวิรัตินะเออ ยังไงก็เถอะ ตอนนี้ฉันก็เบื่อๆ ว่างๆ อยู่ด้วย จะเลี้ยงเธอเป็นงานอดิเรกแล้วกันนะ”
และจากนั้น ชีวิตของผมที่ควรจะถูกทอดทิ้งไป ก็ได้รับการชุบเลี้ยงจากเธอคนนั้น หญิงสาวที่มักจะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเสมอ พร้อมกับดวงตาที่เหมือนจะสงสัยในทุกสิ่งทุกอย่างเธอมีเส้นผมสีขาวราวกับชรา ความยาวของเส้นผมเธอประมาณกลางหลัง แต่เส้นผมของเธอกลับส่งกลิ่นหอมและนุ่มนิ่ม จนตัวผมในวัยเด็กมักจะชอบจับเส้นผมของเธอเล่นเสมอ
“เส้นผมของฉันมันหอมขนาดนั้นเลยเหรอเด็กน้อย โอ๊ย! อย่าดึงสิ เดี๋ยวหนังหัวหลุดขึ้นมาฉันจะเสียโฉมเอานา”
และดวงตาของเธอ ดวงตาสีแดงฉานราวกับเลือดไปคลั่งบริเวณตรงดวงตานั้น ในตอนเด็กผมหวาดกลัวดวงตาของเธอ ดวงตาของเธอราวกับปีศาจร้าย แต่ก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าเมื่อไรที่ผมชินชากับดวงตานั้น และสามารถจ้องมองดวงตาของเธออย่างไม่เบื่อ และกลายเป็นว่าผมหลงใหลในดวงตาสีแดงของเธอไปซะแล้ว
“โอ๊ย ตาจะบอดเอานะ ถึงจะชอบดวงตาฉันแค่ไหนก็เถอะ แต่จะควักมันออกไปดูเลยรึไง เด็กน้อย”
เธอช่างเป็นหญิงสาวที่มักจะเต็มไปด้วยอารมณ์เรียบเย็นแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน ไม่เคยแม้แต่แสดงอารมณ์โกรธออกมาเลยแม้แต่น้อย
“เลิกเล่นหนีออกจากบ้านแล้วเหรอ เด็กน้อย”
ขณะที่ผมกำลังคิดถึเรื่องเก่าๆ อยู่นั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เป็นเสียงที่ผมรู้สึกโหยหาเหลือเกิน ทำเอาน้ำตาของผมไหลลงมาอาบแก้ม ผมเงยหน้าไปมองทางต้นเสียง แล้วพบกับหญิงสาวคนหนึ่ง
แม่มดคนนั้น เธอยังดูอ่อนเยาว์เหมือนกับครั้งแรกที่เจอกัน ดวงตาสีแดงฉาน และเส้นผมสีขาวโพลนยังคงน่าหลงใหล ผมเกือบจะวิ่งไปหาเธอโผตัวเข้ากอดเธอไว้ แต่ผมก็หยุดตัวเองไว้เมื่อก้าวออกไปได้หนึ่งก้าว เพราะรับรู้ได้ถึงความผิดของตัวเอง
“เป็นเด็กที่เอาแต่ใจจังนะ อยากจะไปก็ไป อยากจะมาก็มา แต่ฉันไม่ว่าเธอหรอกนะ เพราะเหตุผลที่เธอหนีออกไปก็เป็นเพราะฉันด้วยส่วนหนึ่ง ไม่สิ ฉันน่ะผิดเต็มประตูเลย”
เธอเท้าคางมองผมก่อนจะยิ้มออกมา
“มันน่ารังเกียจใช่ไหมเด็กน้อย รสนิยมที่ชอบความเจ็บปวด ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงชอบอะไรแบบนั้น ในตอนแรกฉันแค่หลงใหลในเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานและความสุขสมของหญิงสาวเวลาโดนทำเรื่องเลวร้ายเท่านั้น แต่พอฉันได้ลองทำเรื่องแบบนั้นกับตัวเอง ฉันก็จมดิ่งไปจนไม่สามารถกลับขึ้นมาได้ แต่สุดท้ายแล้วฉันก็เบื่อมัน และฉันก็ไม่สามารถเสร็จสมได้ ต่อจะให้ทรมานตัวเองแค่ไหนก็ตาม”
ผมฟังเธอพูด ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอรู้อยู่แล้วก็ตาม
“จนกระทั่งได้พบกับเธอ เธอที่ในตอนเด็กชอบดึงผมฉันบ้างล่ะ กัดฉันบ้างล่ะ ในตอนแรกที่ฉันชอบเพราะฉันคิดว่ามันเป็นความเอ็นดูในตัวเธอ เหมือนสัญชาตญาณความเป็นแม่จะตื่นขึ้น แต่ไม่ใช่เลย จริงๆ นั่นเพราะฉันรักเธอต่างหาก และฉันอยากให้เธอทำรุนแรงกับฉัน แต่หลังจากที่ฉันร้องขอเรื่องแบบนั้นไป เธอก็หนีออกจากบ้านโดยไม่บอกกล่าวเลย”
ใช่ ตัวผมในตอนเด็กที่รับไม่ได้กับรสนิยมอันแปลกประหลาดของแม่มด ผมได้หนีออกมา
“แต่ว่า คิดว่าฉันจะปล่อยเธอไปง่ายๆ เหรอ แน่นอน ฉันมอบอิสระให้เธออย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็รักเธอมาก เพราะแบบนั้น ฉันจึงคอยใช้เวทมนตร์สอดส่องดูเธออยู่ตลอดเวลา เผื่อว่าเธอตกอยู่ในอันตรายฉันจะได้ไปช่วยเธอได้ แต่ที่ฉันได้เจอมันทำเอาฉันอึ้งไปเลยล่ะ”
ตัวผมหลบสายตาจากเธอคนนั้น ราวกับอยากจะปฏิเสธความจริง แต่เธอก็ยกมือขึ้นมาข้างหนึ่งก่อนจะปรากฏลูกแก้วสีแดงโปร่งแสง ภายในนั้นมีภาพของผมกำลังทรมานหญิงสาวอยู่ เธอเท้าคางมองภาพนั้นอย่างอารมณ์ดีแล้วเหลือบตามามองผม
“เธอหนีจากฉันไป เพื่อทรมานผู้หญิงคนอื่นเนี่ยเหรอ ตัวฉันมีเสน่ห์ไม่มากพอหรือยังไงกันนะ หรือว่า เธอเพิ่งจะค้นพบตัวเองว่า เสียงกรีดร้องของผู้หญิงเวลาตกอยู่ในความทรมานมันยั่วยวนขนาดไหน”
เธอเอียงคอมองผมอย่างกับต้องการคำตอบ ผมหลบสายตาอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมามองเธอ แต่ว่า ตรงหน้าต่างก็ไม่มีเธออยู่แล้ว ขณะที่ผมกำลังสงสัยว่าเธอหายไปไหน จากด้านหลังของผมก็มีอ้อมแขนหนึ่งมากอด พร้อมกับใบหน้าของเธอมาซบตรงไหล่ผม
“อึก…”
น้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและการประชดประชันก่อนหน้านี้หายไปสิ้น เหลือเพียงแค่เสียงสะอื้นเท่านั้น
“ไม่เอา ไม่อยากสร้างภาพอีกแล้ว ไม่อยากแสดงว่าตัวเองแข็งแกร่งอีกแล้ว”
“ที่เห็นก่อนหน้านี้ เป็นภาพลวงตาเหรอ”
“อืม… ตั้งแต่ที่เธอเข้ามาในป่าของฉัน ฉันก็แทบอยากจะกระโดดกอดเธออยู่แล้ว แต่ทำแบบนั้นมันรู้สึกว่าตัวเองน่าสมเพชเกินไป เหมือนกับชีวิตนี้จะอยู๋ไม่ได้ถ้าขาดเธอ แต่ว่า ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ยอมรับก็ได้ ถ้าฉันขาดเธอ ชีวิตของฉันคงอยู่ไม่ได้จริงๆ นั่นล่ะ”
“ขอโทษ… ที่หนีไป แล้วก็อะไรอีกหลายๆ อย่าง”
“เรื่องขอโทษอะไรนั่นช่างมันเถอะ แค่เธอกลับมาหาฉันก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว ขอโทษสำหรับบรรยากาศแย่ๆ แบบนี้ด้วยนะ มาทำให้มันน่าอยู่ขึ้นกันเถอะ”
เธอว่าอย่างนั้นก่นอนจะดีดนิ้วดังเป๊าะ ภายในพริบตาต้นไม้ตายซากมากมายก็แตกยอดกลายเป็นป่าไม้เขียวชอุ่มภายในพริบตา เรื่องของเวทมนตร์นี้ช่างน่าเหลือเชื่อ เกินคำอธิบายของมนุษย์จริงๆ
“ยังไงก็เถอะ เข้ามาในบ้านก่อนสิ”
เธอว่าอย่างนั้น จากนั้นผมก็เดินเข้าไปในบ้านของเธอ เธอบอกให้ผมนั่งอยู่ตรงเก้าอี้โดยมีโตีะวางอยู่ตรงริมหน้าต่าง สายลมอุ่นพัดเข้ามาผิดกับก่อนหน้านี้ที่เป็นป่าช้าส่งหมอกเย็น
ผมทอดสายตามองแสงอาทิตย์ด้านนอก ขณะเดียวกัน เสียงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีของเธอก็ดังมาจากห้องครัว ก่อนจะตามมาด้วยเธอที่เดินออกมาพร้อมกับชุดน้ำชา
“ที่มาหาฉันคงมีธุระอะไรสินะ น่าจะเป็นธุระสำคัญด้วย เพราะเธอคงเตรียมใจเอาไว้ส่วนหนึ่งแล้วว่า ถ้าหากกลับมาหาฉันจะไม่ได้กลับออกไปอีก”
“อืม เป็นอย่างที่คุณว่าทุกอย่างเลย”
“แต่ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ใช่พวกหึงโหดแบบนั้นสักหน่อย ถ้ามีอะไรที่ช่วยได้ก็ช่วย แล้วก็จะไม่รั้งเธอไว้ด้วย”
“คุณยังใจดีเหมือนเดิมเลยนะ คุณแม่มด”
“ซาเดีย…”
“หืม”
“นั่นคือชื่อของฉัน เธอหนีออกจากบ้านไปก่อนที่ฉันจะได้แนะนำตัวซะอีก เรียกฉันว่าคุณแม่มดอยู่นั่นล่ะ”
“ถ้างั้น คุณซาเดีย”
“แค่ซาเดียก็พอ แล้วมีอะไรเหรอ เด็กน้อย”
“เยน…”
“หืม?”
“นั่นคือชื่อของผม เป็นชื่อที่ผมตั้งขึ้นมา ไม่มีความหมาย เพื่อที่จะได้หมายถึงตัวผมเพียงคนเดียวเท่านั้น พวกเราจากกันไป ก่อนที่คุณจะตั้งชื่อให้กับผมซะอีก”
“นี่เธอล้อเลียนฉันเหรอเด็กน้อย ไม่สิ เยน”
เธอมองหน้ามอง จากนั้นก็พึมพำด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา แต่ผมก็พอจะได้ยินว่าเธอพูดชื่อของผมวนไปวนมา
“ทำไมต้องพูดชื่อผมวนไปมาแบบนั้นด้วย”
“จะได้จำชื่อเธอได้ไง ฉันมีอะไรอยู่ในหัวตั้งเยอะ ถ้าอยากจะจำล่ะก็ จะต้องทบทวนมันบ่อยๆ ว่าแต่ ธุระของเธอคืออะไรกัน เธอคงไม่ได้กลับมาหาฉันเพราะคิดถึงหรอกใช่ไหม คงมีเรื่องอะไรมาให้ฉันช่วยงั้นสิ”
“ทำไมถึงถามแบบนั้นกันล่ะ ถ้าเกิดคุณตามติดชีวิตผมจริงๆ ก็คงจะรู้สิว่าผมมาหาคุณเพราะอะไร”
“อืม ก็รู้ล่ะ องค์หญิงคนนั้นสินะ”
“ครับ”
“ถ้างั้นก็เข้ามาข้างในก่อน ยืนคุยแบบนี้ไม่สะดวกหรอก กับหลายๆ เรื่องที่เราจะทำหลังจากนี้ล่ะนะ”
ซาเดียว่าก่อนจะจูงมือผมไปยังบ้านของเธอ ซึ่งผมก็ไม่ได้ขัดขืนเธอแต่อย่างใด เพียงแค่มองแผ่นหลังอันแสนบอบบาง และไหล่ที่แอบสั่นเทาเอาไว้เล็กน้อย บางทีเธออาจจะดีใจมากก็ได้ที่ผมกลับมา พอมองเห็นเธอในสภาพนี้ และป่าที่มีเพียงบ้านหลังน้อยอันแสนโดดเดี่ยวแล้ว ผมก็รู้สึกผิดที่ทิ้งเธอขึ้นมาแล้วสิ
“เชิญเลย น้ำชากินกับเค้กอร่อยมากเลยน้า”
“ครับ”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ได้ใส่ยาพิษอะไรเอาไว้ ถ้าฉันจะทำแบบนั้นจริงๆ ใช่เวทมนตร์ตรงๆ เลยไม่ดีกว่าเหรอ”
“นั่นสินะครับ”
ผมพยักหน้า ก่อนจะหยิบชาขึ้นมาจริง ตอนนี้ผมอยู่ในบ้านหลังน้อยของซาเดีย นั่งตรงโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงริมหน้าต่าง ส่วนซาเดียนั้นนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของผม เธอกำลังเท้าคางฃและยิ้มอย่างอารมณ์ดี ดวงตาของเธอมองผมอย่างไม่กะพริบ นั่นทำให้ผมรู้สึกเขินเล็กน้อย แล้วหยิบชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง
ถึงจะรู้ก็เถอะว่าซาเดียเป็นผู้หญิงที่งดงามแค่ไหน และเตรียมใจที่จะเผชิญหน้ากับความงามของเธอมาบ้าง แต่พอมาเจอเธอต่อหน้าแล้ว ก็ทำเอาวางตัวไม่ถูกเหมือนกันแฮะ ยิ่งกันตอนนี้แล้ว ความรู้สึกของผมเหมือนกับเด็กน้อยที่หนีออกจากบ้าน แล้วไปไหนไม่รอดจนต้องกลับมาสู่อ้อมอกแม่อีกครั้งยังไงไม่รู้
“แล้ว ปัญหาของเธอที่อยากจะให้ฉันช่วยคืออะไรล่ะ”
“อย่างแรกเลย เธอคนนั้นมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดกับคุณรึเปล่าครับ”
“เกี่ยวข้องกันทางส่ายเลือด ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ”
“ก็เธอมีดวงตาสีแดง และเส้นผมสีขาว ของแบบนั้นไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมีได้หรอกนะครับถึงจะเป็นพวกเอลฟ์ก็ตาม ยิ่งเหมือนกับคุณแล้วมันทำให้ผมยิ่งสงสัยขึ้นมาเลย”
“อืม นับเป็นการคาดการณ์ที่ดีนะ แต่เสียใจด้วย เด็กคนนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันหรอก”
“เหรอครับ”
“แล้วปัญหาของเธอคืออะไรล่ะ อะไรพาเธอมาที่นี่”
“องค์หญิงคนนั้นมีพลังเวทสูงพอสมควรเลย ขนาดปลอกคอที่ใช้ผนกพลังเวทของเธอยังผนึกพลังเวทของเธอไม่ได้ เธอยังอ่านใจของผมได้อยู่ แต่ผมก็แอบสงสัย ว่าทำไมเธอถึงยอมตกอยู่ในสถานะทาสกัน ทั้งที่ความจริงเธอน่าจะใช้เวทมนตร์หนีออกไปได้นานแล้ว”
“หือ ไม่สมกับเป็นเธอเลยนะเด็กน้อย ไม่สิ เยน”
“ไม่สมกับเป็นผม… เหรอครับ”
“เธอน่าจะรู้คำตอบนั้นอยู่แล้วมากกว่าทำไมองค์หญิงคนนั้นถึงอมตกอยู่ในสถานะทาส ไม่สิ เธอทำตัวเป็นทาสของเธอด้วยเหรอ สายตาที่องค์หญิงคนนั้นมองเธอคืออะไรกัน”
สายตาของเธอ ความท้าทายและรอยยิ้มที่แอบทำให้ผมใจละลายเล็กน้อย ตัวผมที่เห็นเรือนร่างของหญิงสาวมามากมาย ก็ยังหวั่นไหวให้กับรอยยิ้มและรูปลักษณ์ของเธอ
“ถ้าหากจะหนี เธอคงหนีไปนานแล้ว แต่การที่เธอยอมอยู่กับเขา แปลว่าเธอมีเป้าหมายบางอย่างน่ะสิ เรื่องนี้เธอรู้อยู่แล้วใช่ไหม”
“มองผมออกถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“แน่นอนสิ ยังไงฉันก็เลี้ยงเธอมานะ”
“นั่นสินะครับ ถ้างั้น ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน มีอะไรที่ผมจะใช้ปราบพยศเธอคนนั้นได้ไหมครับ ถ้าหากเธอต้องการจริงๆ เธอจะฆ่าผมก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย”
“อะไรที่ปราบพยศเธอเหรอ? นั่นสินะ สมองของยัยแก่คนนี้นึกไม่ออกเลย แต่ว่าถ้าสิ่งที่เอาไว้ใช้ป้องกันเธอละก็มีอยู่นะ”
พร้อมกับคำพูดนั้น ซาเดียก็ยิ้มขึ้นมาก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม
“ฉันไง ถ้าเกิดใครคิดจะฆ่าเธอล่ะก็ ฉันคนนี้ไม่ปล่อยเธอไว้แน่ ต่อให้ต้องแหวกมิติ หรือว่าแแหวกฟ้าแยกผืนดิน ก็จะไปช่วยเธอแน่นอน เยน”
“เป็นน้ำใจที่มากล้นจนดูน่ากลัวเลยนะครับ แต่ถึงอย่างไรคุณก็เป็นแม่มด แถมชอบทำวิจัยเกี่ยวกับเวทมนตร์อีก อุปกรณ์ที่จะใช้ในการจำกัดเวทมนตร์จริงๆ คงมีใช่ไหมครับ”
“อืม มี สิ”
เธอพยักหน้า ก่อนจะเท้าคางมองผมแล้วยิ้มออกมา
“แต่ว่า ถ้าเธอต้องการมันล่ะก็ เธอต้องมาต่อเรื่องราว จากที่เธอเคยทิ้งฉันไปเมื่อคราวนั้นนะ เยน”
และนี่คือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด รอยยิ้มของเธอ เรือนร่างของเธอ ตัวเธอที่จะทำให้ผมหลงใหลจนไม่ยอมออกไปจากป่านี้อีกครั้ง