“เฮียนะเฮียเล่นแรงชะมัด วุ้ว!” ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวสบัดข้อมือเบาๆ พลางบ่นอุบอิบด้วยภาษาบ้านเกิดขณะกลับเรือนส่วนตัว กว่าจะหลุดออกมาจากเชือกบ้านั้นได้ก็เล่นเอาทั้งเขาและพ่อพระรองข้อมือเคล็ดเลยทีเดียว
เขินได้แรงแบบนี้รอบหน้ายุหลัวเจิ้งเหยียนรุกหนักๆ เอาให้ไปไม่เป็ซะเลยดีมั้ยฮึ!
คาดโทษไว้ในใจพร้อมคิดวิธีสุดแสนจะบรรเจิดในหัวไว้สำรับวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป ขณะเร่งฝีเท้าให้ถึงห้องโดยไวเพื่อจะได้ร่างแพลนที่คิดไว้เป็ลายลักอักษรให้เห็นภาพชัดขึ้นและขยายกลยุทธให้กว้างขวางคลอบคลุมสี่ห้องหัวใจเฮียได้ไวๆ
ถึงที่หมายหลี่ซูเซียนไม่รอช้าเปิดประตูเข้าไปในทันทีไม่ลืมลงกลอนเสร็จสรรพกันไม่ให้ใครเข้ามารบกวนได้แม้กระทั่งบ่าวคนสนิทจากบ้านเดิมก็ตามที
“อ่ะ?” ทว่าเมื่อหันหลังเป็อันต้องผงะ กับร่างใหญ่ของคนร่วมห้องที่หายหน้าหายตาไปหลายวันจนลืมถึงการมีอยู่ไปแล้วปรากฏตัวอีกครั้งบนเตียงด้วยสภาพอิดโรยจนน่าใ
รับภาระผู้นำตระกูลกระทันหันคงลำบากไม่น้อย
ถึงจะสงสารลูกรักที่บรรจงสร้างขึ้นมาเองกับมือแค่ไหน แต่ตนในตอนนี้คงช่วยอะไรไม่ได้
นั่นแหละ ช่วยไม่ได้ก็คือช่วยไม่ได้เพราะฉนั้นปัญหาใครก็จัดการไปเองแล้วกัน พระเอกคือผู้ถือกุญแจสารพัดนึกต่อให้เจอทางตันก็สามารถหาทางออกได้เสมอ แดเนียลเชื่อมั่นแบบนั้น
เห็นแก่ที่เป็ลูกรักหลี่ซูเซียนจึงเข้าไปนวดคลึงหว่างคิ้วที่ผูกขมวดกันเป็ปมไม่แพ้เงื่อนตายที่เฮียมัดเขาไว้กับพ่อพระรองก่อนหน้าให้คลายออกสักนิดเผื่อจะช่วยให้หลับสบายขึ้นได้บ้าง กระนั้นยังไม่วายพิจารณาระคนชื่นชมความหล่ออ่อร่าของพระเอกด้วยความภาคภูมิใจ ทำหน้าเหมือนคนท้องผูกยังลดความหล่อลงไม่ได้เลย
สมแล้วที่ใช้เวลาตั้งหลายวันกับการคิดหาคำบรรยายความหล่อเพอร์เฟคของพระเอกคนเดียวออกมากว่าย่อหน้าเศษๆ ไม่เสียแรงเปล่าเลยจริงๆ ในฐานะนักเขียนที่สรรสร้างขึ้นมากับมืออดจะปลื้มปริ่มกับพร์ด้านการเขียนของตัวเองไม่ได้เลยจริงๆ เก่งมากแดเนียลนายเหมาะกับงานนี้แล้ว
ชื่นชมตัวเองในใจยกใหญ่จนพอใจแล้วก็กระชับผ้าห่มให้คนหลับ ตั้งใจว่าจะไปเขียนกลวิธีรุกจีบเฮียคนคูลตามความคิดในตอนแรก หากไม่ใช่เพราะประโยคของคนหลับฉุดรั้งขาที่กำลังขยับเอาไว้เสียก่อน
“เป็ข้า…ที่…..ผิดต่อ….เ้า….เสี่ยวซาน….” เสียงแ่เบาหากแต่ชัดเจนทุกคำมีหรือคนที่อยู่ใกล้จะไม่ได้ยิน หลี่ซูเซียนติดสตั้นไปเป็นาน สมองน้อยๆ ของนักเขียนผู้มากด้วยพร์ประมวลผลทีละคำจนกลั่นกรองออกมาได้เป็ความคิดหนึ่งที่ชวนให้ตื่นตะลึงไม่น้อย
และไม่คิดจะเก็บความสงสัยไว้ในใจด้วย ทันทีที่คิดได้ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวคว้าหมับเข้าที่ไหล่คนหลับก่อนออกแรงเขย่าปลุกให้ตื่นมาไขข้อข้องใจ หลัวสุ่ยิเมื่อถูกก่อกวนไม่อาจข่มตาหลับต่อได้ ปัดมือที่เขย่ากายตนออกก่อนหยัดกายลุกนั่ง มือคลึงหว่างคิ้วด้วยความไม่ชอบใจจากการถูกปลุกขึ้นมากระทันหัน
“มีอะไร” หลี่ซูเซียนทำเป็ไม่รับรู้ถึงความหงุดหงิดของอีกคน เปิดประเด็นในสิ่งที่ตนอยากรู้ขึ้นมาทันที
“เ้าทำอะไรผิดต่ออี้หย่งเพ่ยซาน?” หมัดฮุกเข้าตรงประเด็นทำเอาคนฟังชะงักไป หลี่ซูเซี่ยนไม่คิดทิ้งช่องว่างไว้นานกล่าวต่อถึงสิ่งที่อยากรู้ทันที “ถึงกับละเมอออกมา อย่าคิดจะปกปิดข้าเชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะไปถามเ้าตัวเอาเอง ถามหลัวเจิ้งเหยียนด้วย ถามให้หมดเลยจนกว่าข้าจะได้คำตอบ!”
ความอยากรู้ของคนเราไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งกับคนตรงหน้าแล้วหลัวสุ่ยิเชื่อว่าเ้าตัวจะต้องทำทุกวิถีทางอย่างที่ปากพูดแน่แท้ เมื่อชั่งน้ำหนักถึงผลได้ผลเสียในใจ การพูดออกมาถึงสิ่งที่ติดค้างในใจมาหลายปีให้ใครสักคนฟังอาจจะเป็ทางเลือกที่ดีสุดก็ได้
อาจเป็เพราะหลายวันที่ผ่านมาต้องเจอกับความกดดันจากหลากหลายทาง หลัวสุ่ยิที่เหน็ดเหนื่อยกับทุกอย่างจนต้องละมือจากทุกสิ่งกลับมาพักเอาแรงดื้อๆ ทั้งที่งานยังไม่เสร็จ จะว่าเป็ครั้งแรกก็ได้กับการกระทำไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ ั้แ่หยิบจับงานเล็กๆ น้อยๆ ของตระกูลช่วยท่านพ่อได้ หลัวสุ่ยิก็ขยันขันแข็งเรียนรู้งานมาตลอด ไม่เคยมีสักครั้งที่จะวางมือกลางคันแล้วหลีกหนีมาอย่างตอนนี้
“ว่าอย่างไรจะตอบได้รึยัง?” หลี่ซูเซียนเร่งเร้าหลังจากให้เวลาอีกฝ่ายไปพักใหญ่
“รู้แล้วอย่างไร ไม่รู้แล้วอย่างไร?” คนถูกเร่งเร้าโยนคำถามยั่งเชิงไม่ได้ตอบออกมาในทันที
“รู้แล้วข้าจะไม่คาใจ ไม่รู้แล้วข้าคาใจ เข้าใจตรงกันนะ เพราะฉะนั้นเล่ามา” หลี่ซูเซียนเบะปากให้กับความเ้าสำบัดสำนวนไปที พวกหนอนหนังสือนี่พูดอะไรเข้าใจง่ายๆ ไม่ได้รึไง
“เ้านี่นะ….” หลัวสุ่ยิไร้คำจะกล่าวต่อ เป็อันชัดเจนว่าต้องเล่าทุกสิ่งอย่างเสียไม่ได้ คุณชายใหญ่สกุลหลัวเริ่มเล่าั้แ่ครั้งแรกที่ได้เจอกับอี้หย่งเพ่ยซาน ในตอนนั้นบิดาของเขาทั้งสองร่วมมือกันขยายกิจการของแต่ละตระกูลโดยเอื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน บุตรชายคนโตอย่างหลัวสุ่ยิจึงถูกมารดาพาไปด้วยทุกครั้งกับเหตุผลที่ว่า ให้เรียนรู้งานเผื่อจะช่วยบิดาหยิบจับอะไรได้บ้าง
ในทุกครั้งที่พบปะกันระหว่างสองตระกูล เ้าบ้านสกุลอี้หย่งจะพาบุตรชายมาด้วยเสมอ หลัวสุ่ยิที่อายุไม่ห่างกันมากจึงกลายเป็เพื่อนเล่นเด็กอายุน้อยกว่าไปโดยปริยาย
อี้หย่งเพ่ยซานในวัย4หนาวว่าง่ายไม่ซุกซนสักนิด ยามแย้มยิ้มก็น่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน พาให้คนอายุมากกว่าคิดหนักว่าจะพาน้องเล่นอะไรดีเด็กน้อยจึงจะชอบใจ จากหน้าที่นานวันเข้ากลายเป็ความคุ้นเคย หลัวสุ่ยิในวัย 9หนาวแต่ละครั้งที่พบหน้าต้องได้พาอี้หย่งเพ่ยซานละเล่นไม่ก็สอนสิ่งต่างๆ ที่เ้าตัวอยากรู้ให้หมดเปลือก ไม่มีหวงความรู้เลยสักนิด น้องน้อยก็ไฝ่เรียนไฝ่รู้เสียเหลือเกินแถมยังว่าง่ายที่หนึ่ง ยามแย้มยิ้มด้วยความสนุกสนานก็ช่างเจิดจ้าชวนมองจนอดจะยิ้มตามไม่ได้สักครั้ง
ทว่าเมื่อปีต่อมาได้เกิดเื่ขัดแย้งขึ้นในตระกูลอี้หย่ง อี้หย่งหยางเฉินแต่งภรรยารองเข้าบ้านพร้อมกับพยานรักวัย8หนาวติดมาด้วย สร้างความะเทือนใจให้ฮูหยินเอกในตอนนั้นเป็อย่างมาก นับจากนั้นมาอี้หย่งเพ่ยซานไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย จวบจนกระทั่งปีต่อมามีข่าวการเสียชีวิตของฮูหยินเอกฉีเพ่ยเพ่ย หลัวสุ่ยิได้เจออี้หย่งเพ่ยซานอีกครั้งทว่าเด็กยิ้มง่ายในวันนั้นมาวันนี้กลับมีเพียงความสิ้นหวังปนความเกลียดชังอาบย้อมไปทั้งใบหน้า ทั้งกิริยายังกร้าวร้าวไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นแม้กระทั่งผู้เป็บิดาก็ไม่เว้น
ในตอนนั้นหลัวสุ่ยิอาศัย่ที่ไม่มีใครทันสังเกตแอบตามอี้หย่งเพ่ยซานไป จนกระทั่งถึงต้นไม้ใหญ่หลังจวนที่เคยมาเล่นด้วยกัน่หนึ่ง ร่างเล็กของเด็กน้อยวัย 5หนาวที่พึ่งสูญเสียมารดาไปฟุบนั่งกอดเข่าร่ำไห้ กายบางสั่นสะท้านเสียงสะอื้นที่หลุดลอดออกมาชวนให้หดหู่ใจไม่น้อย หลัวสุ่ยิไม่ลังเลจะเข้าหา สองแขนเล็กของเด็กชายอายุมากกว่าโอบกอดร่างบางสั่นสะท้านไว้ในอ้อมแขนพร้อมทั้งพร่ำบอกไม่ขาดปากว่าน้องยังมีพี่ชายคนนี้อยู่ข้างๆ เสมอ
“ิเกอ ท่านแม่จากไปแล้ว เสี่ยวซานไม่เหลือใครแล้ว ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อมีลูกใหม่เสี่ยวซานเป็แค่ส่วนเกิน”เด็กน้อยเอ่ยทั้งสะอื้นสองแขนเล็กสั่นสะท้านยกกอดตอบแน่นอย่างหาที่พักพิง ไม่รู้ว่าช่องว่างกว่าปีที่ไม่ได้พบหน้าอี้หย่งเพ่ยซานต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้างถึงได้มีความคิดเช่นนี้ หลัวสุ่ยิไม่รู้จะปลอบใจคนน้องอย่างไรดีเพราะภาพความกร้าวร้าวก่อนหน้ายังติดอยู่ในใจเขาอยู่เลย หากเผลอกล่าวผิดไปผลที่ได้ย่อมเลวร้ายกว่าเดิม
“เสี่ยวซานยังมีิเกอนะ"สุดท้ายก็กล่าวได้เพียงเท่านี้ ในเวลานี้คงมีเพียงอ้อมกอดที่สื่อออกไปแทนได้ดีกว่าคำพูดสวยหรูทั้งหลาย
“จริงหรอ ิเกอจะไม่ทิ้งเสี่ยวซานใช่หรือไม่ขอรับ”
“สัญญา พี่ชายคนนี้จะดูแลน้องเป็อย่างดี”
เด็กน้อยที่ขาดที่พึ่งทางใจไปเมื่อเจอที่ยึดเหนี่ยวจิตใจใหม่ก็ไม่ลังเลจะคว้าไว้ให้มั่นนานวันเข้าจึงกลายเป็ยึดติด แต่กระนั้นหลัวสุ่ยิก็ไม่ขัดข้องอะไร เขาทำตามคำพูดของตัวเองในวัยเยาว์ กระทั่งเติบใหญ่ก็ยังยึดมั่นในวาจาที่เคยลั่นไว้ไม่บิดพริ้ว
กิจการของสองตระกูลแผ่ขยายกว้างขึ้นในเวลาไม่กี่ปีหลัวสุ่ยิในวัย 13 หนาวจะว่ายังเด็กเกินกว่ามารับรู้เื่กิจการก็ไม่เกินจริงนัก แต่ด้วยความเป็เลิศในทุกด้านทำให้นายท่านหลัวไว้วางใจให้บุตรชายผู้นี้ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ และหลัวสุ่ยิก็ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เป็ที่ภาคภูมิใจของคนในตระกูลไม่น้อย
ใน่ที่ต้องเรียนรู้หลายๆ อย่างหลัวสุ่ยิก็ยังไม่ลืมแบ่งเวลาเพื่อไปพบอี้หย่งเพ่ยซานตามนัดของทุกเดือนไม่เคยขาด ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเป็ไปด้วยดี พบเจอพูดคุยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอมา จนกระทั่งวันหนึ่งอี้หย่งเพ่ยซานในวัย 15หนาวสารภาพอย่างซื่อตรงว่าไม่อาจคิดกับอีกคนฉันพี่น้องได้อีกแล้ว ซึ่งนั้นนับเป็จุดเปลี่ยนของเขาทั้งสองคนเลยก็ว่าได้
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาหลัวสุ่ยิคิดกับอี้หย่งเพ่ยซานแค่น้องชายคนหนึ่งมาตลอด เขาทั้งรักทั้งห่วงใยน้องน้อยผู้นี้ไม่ต่างจากน้องชายร่วมอุทรมีเพียงความปราถนาดีไม่เคยคิดเป็อื่นเลยสักครั้ง อี้หย่งเพ่ยซานเมื่อสารภาพความในใจไปแล้วการกระทำก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกวัน แม้หลัวสุ่ยิจะแจกแจงถึงจุดยืนของอีกคนในใจเขา
แต่น้องก็ไม่นำพา……
อี้หย่งเพ่ยซานไม่ยอมรับฟังซ้ำยังหนักข้อขึ้นทุกวันจนกลายเป็เื่สนุกปากของชาวบ้านร้านตลาดจนถึงทุกวันนี้
แน่นอนหลัวสุ่ยิไม่อาจยอมให้อี้หย่งเพ่ยซานถูกว่าร้ายได้ จึงตัดสินใจทำเื่สิ้นคิดลงไป นั่นก็คือหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอ ทำเื่ใจร้ายต่างๆ นาๆ กระทั่งยอมแต่งงานกับสตรีที่มารดาหามาให้ คิดไปเองว่าทำเช่นนี้แล้วจะสามารถนำความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของเขาทั้งสองกลับมาได้ โดยไม่รู้ตัวว่าการกระทำนั้นได้ทำร้ายอีกฝ่ายแสนสาหัส ดวงใจที่โดดเดี่ยวยามขาดที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวบอบช้ำเกินกว่าจะเยียวยาได้ ก่อนวันเดินทางส่งสินค้าครั้งใหญ่หลัวสุ่ยิได้จดหมายฉบับหนึ่งใจความตัดพ้อต่อว่าไปจนถึงจะลาโลกเหมือนทุกครั้ง จึงไม่ทันได้ฉุกคิดถึงบางประโยคที่ต่างออกไปจากเดิม กว่าจะรู้ตัวก็ได้สูญเสียคนสำคัญไปตลอดกาลไม่อาจหวนกลับได้เสียแล้ว
อี้หย่งเพ่ยซานในตอนนี้นอกจากหน้าตาไม่มีสิ่งใดเหมือนคนเดิมสักนิด
“เ้ารู้รึว่านั่นไม่ใช่……” หลี่ซูเซียนเว้นว่างไว้แล้วหันหน้าไปอีกทางเพื่อซับน้ำตาออกเงียบๆ ทำไมชีวิตวัยเด็กของพระเอกกับตัวร้ายมันซับซ้อนจังฟ่ะ
“ข้าโตมากับเสี่ยวซาน นิสัยใจคอเขาเป็ยังไงข้าย่อมรู้ดี” หลี่ซูเซียนละความสนใจเื่ของตนเองกลับมายังหลัวสุ่ยิอีกครั้ง มองใบหน้าโศกศัลย์ระคนรู้สึกผิดของพระเอกแล้วได้แต่ทอดถอนใจทำอะไรต่อไม่ได้เลยนอกจากรับฟังเงียบๆ “คนผู้นั้นไม่ใช่เสี่ยวซาน”
หลัวสุ่ยิย้ำอีกครั้งเหมือนกับตอกลงไปในใจของตนให้จดจำ
ใช่ เขารู้ว่านั้นไม่ใช่อี้หย่งเพ่ยซาน น้องน้อยของเขาไม่มีวันฆ่าคนได้
มันชัดเจนมาั้แ่แรกแล้วว่าไม่ใช่ แต่เขาก็ยังคงหลอกตัวเองว่าน้องแค่โกรธจึงทำทีห่างเหินแกล้งลืมเื่ระหว่างเราแล้วหันไปพึ่งหลัวเจิ้งเหยียนเหมือนที่เคยทำกับตน
แต่นานวันเข้าทุกอย่างก็ยิ่งแจ่มชัด และจุดที่ยืนยันความคิดของหลัวสุ่ยิคงเป็ตอนที่เห็นคนผู้นั้นลงมือฆ่าคนโดยไม่กระพริบตา แล่เนื้อตัดเอ็นคนเป็ๆ ได้โดยไม่มีความรู้สึกใดๆ มันชัดเจนจนไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไปว่าเสี่ยวซานของเขายังอยู่
“ไม่คิดว่าเ้าจะเฉียบแหลมถึงเพียงนี้ การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เ้ายังประติดประต่อเป็เื่เป็ราวได้"เจอแบบนี้ในฐานะคนแต่งก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน การจะปิดบังและบิดเบียนความจริงต่อไปจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่ อีกอย่างหลี่ซูเซียนก็ี้เีจะแถนู้นนี่แล้วเหมือนกัน ดูจากการสรุปเื่ราวได้เป๊ะอย่างกับตาเห็นตัวตนของหลี่ซูเซียนก็คงถูกมองออกแล้วเหมือนกัน
“เ้ารู้เื่นี้มานานเท่าไหร่แล้ว?”
“ั้แ่แรก” เขียนเองกับมือจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ แต่ความจริงจากปากพระเอกวันนี้ก็ทำใเหมือนกัน มันไม่มีในพล็อตเลยนะเื่นี้ต้องไปปรึกษาเฮีย!
“เช่นนั้นหรือ…..ไม่ใช่เสี่ยวซานของข้าจริงๆ สินะ” การพยักหน้ายืนยันจากคนตรงหน้าเป็ดั่งมีดเล่มคมที่ได้ตัดเส้นความหวังของหลัวสุ่ยิขาดสบั้นไม่เป็ชิ้นดี
เสี่ยวซานจากไปแล้วนั่นคือความจริง จากไปตลอดกาลไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้วใช่หรือไม่ อี้หย่งเพ่ยซานที่เห็นอยู่ทุกวันจิติญญาไม่ใช่เสี่ยวซานของเขา เป็เขาที่ผิดเอง หากมีความกล้าสักนิดลองก้าวข้ามความสัมพันธ์ที่ตนขีดไว้เสี่ยวซานคงไม่ต้องจากไปั้แ่อายุยังน้อยเช่นนี้
เสี่ยวซาน เป็ข้าที่ผิดต่อเ้า ข้าผิดสัญญาจนก่อให้เกิดเื่ไม่อาจแก้ไขได้ เ้าคงไม่ให้อภัยข้า แต่ข้าอยากให้เ้ารู้ไว้ ิเกอคนนี้รักและห่วงใยเ้าเสมอ
และจะเป็เช่นนี้ตลอดไป
น้องชายของข้า………..
************************************