บทที่ 7
นี่ก็ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วหลังจากที่ผมทำน้ำตาลมะพร้าวเป็นผลสำเร็จ ส่วนหลุมที่ผมรอให้น้ำทะเลระเหยออกไปวันนี้น่าจะได้ที่แล้วเพราะเมื่อวานเริ่มตกผลึกแล้ว หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จผมไปตรวจดูทันที
เมื่อผมมาถึง อ่าได้ที่แล้วจริงๆด้วยน้ำทะเลระเหยกลายเป็นดอกเกลือหมดแล้ว ผมค่อยๆขูดเกลือด้วยความระมัดระวังเพราะมันมีน้อยมาก แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อไปถ้าจะทำเป็นนาเกลือต้องหาสัดส่วนของขนาดนากับน้ำทะเลให้ได้ เพื่อให้สามารถเก็บผลผลิตได้ไว หลังจากผมเก็บดอกเกลือเสร็จแล้วผมนำเข้าบ้านไปบดให้เป็ดเกลือละเอียดทันที ไว้มื้อเย็นจะลองให้คุณอามีน่าลองทำอาหารดู ใช้ทั้งเกลือและน้ำตาล อาหารน่าจะอร่อยขึ้นมาบ้าง
หลังจากนำเกลือไปเก็บให้บอกให้คุณอามีน่าลองทำอาหารเป็นมื้อเย็นแล้ว ผมก็ตามหาคุณมัลโก้ทันที เพื่อให้แกไปเก็บลูกมาพร้าวมาปลูกในสวนหลังบ้าน จะได้ทดลองปลูก ถ้าไม่เริ่มทดลองไม่มีทางรู้ได้หรอก ไหนจะโรคต่างๆของต้นไม้อีก รู้แค่ทฤษฎี ถ้าไม่ลงมือปฎิบัติมันใช้ไม่ได้หรอกนะ เป็นคำสอนของหลวงพี่เอกที่สอนวิชาการต่างๆให้ผม
หลังจากผมเจอคุณมัลโก้ เค้าก็ตกปากรับคำว่าจะไปเก็บมาให้ทันที ระหว่างที่ว่างอยู่ผมไปเตรียมดิน ที่สวนหลังบ้านรอดีกว่า สวนหลังบ้านผมค่อยจะกว้าง ตกลงแล้วใช่สวนบ้านเรานี่ล่ะเป็นห้องทดลอง ผมหยิบเครื่องมืดออกไปขุดดินเตรียมทดลองปลูกต้นมะพร้าวทันที ระหว่างนั้นเองท่านแม่กับท่านพ่อก็เดินมาพอดี
“คลาวด์ กำลังทะอะไรอยู่เอ่ย” ท่านแม่เอ่ยถามผม
“กำลังไปที่สวนครับท่านแม่ ผมว่าจะทดลองปลูกต้นมะพร้าว” ผมตอบท่านพลางยกอุปกรณ์ในมือให้ท่านดู
“ท่าทางตั้งใจน่าดูนะเนี่ย....ต้นมะพร้าวนี่ใช่ที่เมื่อวานเอามาทำน้ำตาลใช่มั้ย”
“ใช่ครับท่านแม่” ผมเอ่ยตอบท่าน
“งั้นเดี๋ยวแม่จะช่วยลูกเอง ส่วนเอริกคุณไปทำงานต่อเถอะ” ท่านแม่อาสาช่วยผมพลางไล่ท่านพ่อไปทำงาน
“ได้สิที่รัก มีอะไรให้ช่วยก็ให้อามีน่ามาเรียกแล้วกันนะ” ท่านพ่อเดินไปห้องทำงานทันที
ผมและแม่เดินไปที่สวนหลังบ้านด้วยกันทันที ผมและท่านแม่ช่วยกันขุดเตรียมดินทันที เหมือนท่านแม่จะคล่องมาก ผมเลยหันไปถาม ท่านบอกว่าสมัยอยู่เมืองหลวงท่านชอบปลูกสมุนไพรเหมือนกัน ผมและท่านแม่ช่วยกันเตรียมดินจนล่วงเลยไปถึงเวลาบ่าย คุณมัลโก้ก็กลับมาพอดีพร้อมมะพร้าวหลายลูก ผมรับมะพร้าวมาจากคุณมัลโก้ และให้ท่านแม่ช่วยเอาลงดินผมไม่รู้หรอกนะเค้าปลูกกันแบบไหน แต่ผมลองหลายๆวิธีแล้วก็จดเอาไว้ ต้องรอดูผลการทดลองกันหลายเดือนสินะ กว่าจะสามารถนำไปใช้จริงได้ เมื่อนำลูกมะพร้าวลงดิน รดน้ำเสร็จผมกับท่านแม่ก็ไปล้างมือ และเข้าไปภายในบ้าน พักผ่อนรอทานอาหารเย็น ส่วนผมก็เข้าไปห้องหนังสือเพื่อวางแผน ทดลองและพัฒนาบ้านเมือง ตามที่ตาลุงที่ส่งผมมาเกิดเคยขอให้พัฒนาไว้ ผมไม่รีบหรอกนะ ค่อยๆทำกันไป ต้องทดลองให้สามารถนำไปใช้จริงได้ก่อนถึงจะเผยแพร่ออกไป ส่วนแผนการค่อยๆวางแผนกันไปละกัน.......หลายปีผ่านไป
ตอนนี้ผมอายุ 8 ขวบแล้ว ผมเริ่มรู้สึกถึงลมปราณแล้วล่ะ ผมเริ่มฝึกฝนร่างกายตั้งแต่อายุ 3 ขวบ แรกๆที่ผมรำมวยไชยา พอท่านพ่อมาเห็นก็ งงใหญ่เลยถามว่าผมทำอะไร ผมอธิบายอยู่นานกว่าท่านจะเข้าใจว่าผมออกกำลังกายเพียงเท่านั้น ส่วนเรื่องลมปราณ ผมว่าใช้ได้เลย แค่ลองโคจรพลังลมปราณในร่างแล้วกระโดดดูเท่านั้น ผมลอยขึ้นเหนือพื้นเกือบ 2 เมตร ทีแรกผมนึกว่าเรื่องลมปราณจะเหมือนในนิยายกำลังภายในที่ดูซะอีกถ้าให้เปรียบเทียบเป็นวิทยาศาสตร์หน่อยก็จะเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายประมาณ 3 เท่า ประมาณนั้นเอง ส่วนพลังจิตตอนนี้ ผมทำให้หนังสือลอยได้แล้วล่ะ แต่ผมยังไม่กล้าใช้ให้ใครดูหรอกนะ
ส่วนเวทย์มนต์นั้นผมสามารถใช้เวทย์ง่ายๆได้แล้ว เช่นจุดไฟ หรือเวทย์ลม ท่านแม่ที่สอนผมบอกว่าเวทย์แต่ละชนิดจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจหลักการทำงานของมัน และส่วนมากจะใช่ได้คล่องเมื่ออายุ 15 ปี นั่นจึงเป็นเกณฑ์ของเด็กๆในโลกนี้ที่จะส่งเข้าโรงเรียนอาคาน่าตอนอายุ 15 ปี แต่ค่าเรียนก็ค่อนข้างแพง
ผมศึกษาเรื่องนี้อยู่หลายปี ดูเหมือนพลังงานในการใช้เวทย์มนต์จะอยู่ที่อากาศที่เราหายใจอยู่ทุกๆวัน ต้องให้ร่างกายค่อยๆซึมซับเหมือนการสูดอากาศหายใจเข้าไป ร่างกายก็จะดูดซึมพลังงานสะสมและเติบโตไปพร้อมๆกับร่างกาย ยิ่งอายุมากขึ้นพลังงานในร่างกายก็จะมากขึ้นตาม แต่จะหยุดการเจริญเติบโต หลังจากพ้นช่วงวัยรุ่นไปแล้ว ผมลองพยายามควบคุมพลังงานชนิดนี้ดูแล้วแต่ไม่ได้ผลเลย รู้สึกว่ามีอยู่แต่ไม่สามารถควบคุมมันได้
ตอนผมศึกษาเรื่องเวทย์มนต์ผมลองถามท่านพ่อและท่านแม่รวมทั้งค้นคว้าหนังสือ ดูเหมือนว่าโลกแฟนตาซีแห่งนี้จะได้ไม่ใช้เวทย์มนต์กันโอเวอร์ ใช้ใส่กันตูมตามแบบที่จินตนาการเอาไว้ มันอยู่ในระดับแค่ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง แต่ผมเคยทดลองใช้เวทย์มนต์พร้อมๆกับลมปราณพร้อมกัน มันได้ผลล่ะมันมีอานุภาพมากขึ้น แต่ผมก็ทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นมันยากมากๆเลยล่ะ มันเหมือนต้องมาทางซ้ายและขวาพร้อมๆกัน นี่ผมจินตนาการไม่ออกเลยถ้ารวมพลังจิตไปด้วยจะใช่อย่างไรดี แค่รวม 2 อย่างก็ยากเป็นบ้าแล้ว เอาเป็นว่าพักเรื่องพวกนั้นไว้ก่อน ตอนนี้เรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมมาก หลายปีมานี้ ท่านพ่อไม่เคยส่งภาษีให้เมืองหลวงได้เลย ผมแอบสงสารท่านพ่ออยู่นิดหน่อย
ตอนนี้การทดลองต่างๆของผมก็เข้าที่เข้าทางแล้ว อ้อผมมีน้ำปลาไว้กินแล้วนะ ผมหมักสำเร็จเมื่อ ปีก่อนนี่เอง กว่าจะหาสูตรที่ลงตัวได้ คราแรกที่ผมเอาน้ำปลาไปให้ทุกคนดู เมื่อทุกคนได้กลิ่นมันต้องร้องหยีกันทุกคน ใครๆก็บอกเหม็นแต่เมื่อลองนำไปทำอาหารแล้วทุกคนต่างชมแล้วชมอีกร้องอร่อยกันหมด ตอนนี้ผมก็เริ่มทำซีอิ้วแล้ว เผื่อใครบางคนจะไม่ชอบน้ำปลาหรือ แพ้อาหารทะเล ส่วนเมื่อตอน 5 ขวบท่านพ่อชวนผมไปล่าสัตว์บนเขาทางด้านเหนือผมโชคดีเจอต้นพริกด้วยล่ะ จึงเก็บเอามาปลูกที่สวนหลังบ้านโชคดีพริกเป็นพืชที่ปลูกง่ายแต่กว่าจะออกผลผลิตก็รอกันเป็นปีเลย หลังจากพริกออกผลผลิตผมก็มีเครื่องปรุงครบ 3 รส ผมลองทำปลาทอดน้ำปลา และก็ปลาราดพริกให้พวกท่านพ่อทานทันที ด้วยความคิดถึงอาหารพวกนี้มาก ทุกคนต่างชมไม่ขาดปาก ถึงคำแรกๆที่พวกท่านทานเข้าไปจะดื่มน้ำตามไปมากด้วยความเผ็ดก็เถอะ เครื่องปรุงต่างๆผมตั้งชื่อตามโลกเก่าเลยล่ะ จะได้ไม่สับสน
เอาล่ะตอนนี้ผมกำลังเดินไปหาท่านพ่อที่ห้องทำงานเมื่อมาถึงก็เคาะประตูทันที
ก๊อก !! ก๊อก !! ก๊อก !!
“ขออนุญาตครับท่านพ่อ” ผมเอ่ยขอก่อนเปิดเข้าไปทันที ท่านก็ยังนั่งทำงานเอกสารเหมือนเดิม
“อ้าว คลาวด์มาหาพ่อมีอะไรลูก” ท่านพ่อวางเอกสารลงเงยหน้าถามผม
“ผมว่า จะมาคุยเรื่องเครื่องปรุงครับท่านพ่อ การทดลองของผมตอนนี้สำเร็จเกือบหมดแล้ว ผมว่าอยากจะทำออกจัดจำหน่ายและ สร้างงานให้ชาวบ้านในเมืองเราครับ” ผมร่ายยาวทันที
“อืม...เรื่องนี้พ่อก็คิดมานานแล้วเหมือนกันแต่พ่อเห็นลูกเคยบอกยังทดลองไม่สำเร็จ”
“ครับแต่ตอนนี้ ไม่ยังไม่รู้ว่าจะนำเสนอให้ชาวบ้านทั่วไปได้รู้จักวิธีใช้เครื่องปรุงยังไงครับ” ผมถามคำถามที่ยังคิดไม่ตกทันที
“ทำไมไม่ปรึกษาแม่ของลูกล่ะ”
“ท่านแม่หรอครับ”
“ใช่ แม่ของลูกน่ะเป็นถึงหัวหน้าสมาคมแม่บ้านเลยนะ” ท่านพ่อเอ่ยด้วยความภูมิใจ
“เอ๋!!......มีสมาคมแม่บ้านด้วยหรอครับ” ผมถามด้วยความแปลกใจ
“มีสิ แม่ลูกจัดประชุมทุกๆเดือนเลยนะ ลองไปถามแม่ลูกดูสิ” ท่านพ่อบอกกับผม
“งั้นหรอครับ งั้นผมไปหาท่านแม่ก่อนนะครับ” ผมเดินออกไปหาท่านแม่ทันที
หลังจากผมออกมาจากห้องทำงานท่านพ่อผมก็ตรงไปห้องสมุดเพื่อหาท่านแม่ทันที เมื่อผมเดินมาถึงห้องสมุดก็เจอท่านแม่กำลังอ่านหนังสือเหมือนเดิม
“ท่านแม่ผมขอปรึกษาอะไรหน่อยได้มั้ยครับ” ผมเอ่ยเข้าเรื่องทันที
“ได้สิจ๊ะ” ท่านตอบและวางหนังสือลง
“คือ ผมอยากกระจาย ความรู้เรื่องการใช้เครื่องปรุงที่ผมทดลองทำครับ เมื่อชาวบ้านรู้จักการใช้เครื่องปรุงแล้ว ผมก็อยากจะสร้างงานให้ชาวบ้านครับ เห็นท่านพ่อบอกว่าท่านแม่เป็นหัวหน้าสมาคมแม่บ้านน่าจะช่วยผมได้” ผมถามอย่างคาดหวัง
“ก็น่าจะได้นะคลาวด์ แต่ในสมาคมพวกแม่ก็แค่ช่วยกันแต่งหนังสือและก็เมาท์มอยตามภาษาสุภาพสตรีเองนะ” ท่านแม่บอกผมแบบนั้น
“หนังสือแบบไหนหรอครับ” ผมปิดปากตัวเองแทบไม่ทันพลางนึก ไม่น่าถามเลยปกติท่านแม่ชอบอ่านหนังสืออยู่ชนิดเดียว
“ก็หนังสือแบบนี้ไงจ๊ะ ดูสิในสมาคมแม่ทุกคนชอบอ่านกันมากเลย” ท่านแม่ตอบพลางยกหนังสือ BL ให้ผมดู
“ง..ง..งั้นหรอครับ” ผมนี่เหงื่อตกเลยล่ะ ว่าแล้วเชียวไอ้หนังสือนี่เองผมก็ไม่ได้รังเกียจหรอกนะ แต่แค่ทนอ่านมันไม่ไหว จินตนาการผู้แต่งมันล้ำเกินไป
“งั้นท่านแม่พอจะพาผมไปประชุมคลาวหน้าด้วยได้มั้ยครับ” ผมลองขอร้องท่านแม่ดู
“ได้สิจ๊ะ พรุ่งนี้เป็นวันประชุมพอดีเลย หลังทานข้าวเสร็จเตรียมตัวไว้นะจ๊ะ” ท่านแม่บอกกับผม
“ขอบคุณครับท่านแม่...ถ้าอย่างงั้นผมขอไปเตรียมของที่ต้องใช้พรุ่งนี้ก่อนนะครับ” ผมเอ่ยขอบคุณและออกไปหาคุณอามีน่า เพื่อชวนไปซื้อของและเตรียมเครื่องปรุงต่างๆที่จะต้องใช้ในวันพรุ่งนี้ทันที
จบ...