ตอนที่ 8 เขาคือใคร ?
เมื่อแสงสุดท้ายของดวงตะวันค่อย ๆ จางหายไปจากทะเลสาบฮั่วผิง ริมฝั่งทะเลสาบฮั่วผิงยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
พวกเขาเป็บัณฑิตที่ถูกคัดออกจากการต่อกลอนตุ้ยเหลียนในรอบแรก
พวกเขายืนอยู่ท่ามกลางสายลมเย็นยามค่ำคืน แต่ละคนต่างตั้งตารอประกาศจากเรือสุดโอ่อ่าลำนั้น
ขณะนี้ พัดในมือของพวกเขาถูกเก็บลง แววตาของพวกเขาทั้งหลายหาได้จับจ้องไปยังแม่นางผู้งดงาม
เพราะถึงเยี่ยงไร พวกเขาก็แพ้แล้ว
บัณฑิตล้วนให้ความสำคัญต่อชื่อเสียง สิ่งที่พวกเขา้าในตอนนี้คือการปกปิดความอับอายของตน ไม่้าเปิดเผยความพ่ายแพ้ของตัวเองให้ใครรู้
แต่พวกเขายังคงมีการสนทนากันบ้างเล็กน้อย เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาดูสงบ
“พวกท่านว่า ผู้ใดจะเป็ผู้ชนะจากการแข่งขันในครั้งนี้ ? ”
“มีอะไรต้องคิดมากกันเล่า ยอดบัณฑิตมากความสามารถทั้งสามแห่งเมืองกวงหลิงของเรา......ล้วนได้ขึ้นไปบนชั้นสามของเรือหมดแล้ว”
“ก็ไม่แน่เสมอไป พวกเ้าไม่รู้หรือว่าสองในสี่ยอดบัณฑิตจากเมืองหลวงก็มาร่วมแข่งขันเช่นกัน ? ”
“...... สหาย ท่านว่าสองในสี่ผู้มีพร์จากเมืองหลวงเดินทางมาที่นี่ด้วยงั้นหรือ ? มีผู้ใดบ้าง ? ”
นักปราชญ์าุโฮัวหม่านถิงและจางผิงจู่ นักวิชาการแห่งเมืองกวงหลิง กำลังเบียดเสียดฝ่าฝูงชนขึ้นไปบนเรือ สิ่งที่พวกเขาได้ยินจึงมีแต่บทสนทนาของบัณฑิตเหล่านี้
“คนแรกคือซูมู่ซิน ผู้ที่เก่งกาจที่สุดในสี่ยอดบัณฑิตแห่งเมืองหลวง คนที่สองคือฉีจือเสวี่ย อัจฉริยะรุ่นเยาว์จากตระกูลฉีแห่งเมืองหลวง”
“คุณชายใหญ่ตระกูลฉีก็เดินทางมาด้วยหรือ ? เช่นนั้นเราก็คงต้องรอดูว่าเื่ดี ๆ เช่นนี้จะกลายเป็ของผู้ใด”
“แต่ฉีจือเสวี่ยเก่งกว่าซูมู่ซินเล็กน้อยในแง่ของบทกวีไม่ใช่หรือ ? ”
“ท่านจะไปรู้อะไร จวนฉีกั๋วกงและจวนจงหลีจึงจะเรียกได้ว่าเหมาะสมกัน ส่วนซูมู่ซินน่ะหรือ...... เขามีความรู้มากก็จริง แต่เขามาจากตระกูลที่ยากจน”
“แม้ว่าจวนจงหลีไม่ใช่หนึ่งในตระกูลใหญ่ทั้งห้า แต่ภูมิหลังของจวนจงหลีไม่ได้แย่ไปกว่าห้าตระกูลใหญ่ของแคว้นเราเลย ตระกูลระดับสูงเช่นนี้ พวกเขาให้ความสำคัญกับการแต่งงานของบุตรหลานเป็ยิ่งนัก จุดประสงค์คือทำให้ตระกูลของพวกเขาก้าวขึ้นไปอีกระดับ พวกท่านคิดว่าพวกเขาจะเลือกบุตรเขยจากงานวรรณกรรมนี้ โดยหยิบยกบุตรหลานคนยากจนมางั้นหรือ ? ”
ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวจบก็คลี่พัดออก ทำท่าทีสูงส่งราวกับตนเฉลียวฉลาด “เื่เหล่านี้ล้วนจัดฉากมาให้พวกท่านเห็น คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีเป็สตรีสูงส่งเช่นใดกัน แน่นอนว่าผู้ที่นางจะแต่งงานด้วยคงจะเป็คุณชายฉีผู้มาจากจวนฉีกั๋วกงอันสูงส่งนั่น ! ”
ทุกคนมีสีหน้ากระจ่างแจ้งในทันที
แต่ละคนรู้สึกได้ถึงความล้มเหลว และพากันกระซิบบอกว่าไม่ใช่เพราะกลอนตุ้ยเหลียนของตนทำได้ไม่ดีพอควร แต่เป็เพราะเื่ราวภายในที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
มิน่าเล่า พวกเขาจึงได้พ่ายแพ้
และผู้ที่อยู่บนเรือก็ล้วนเป็หนึ่งในตัวละครประกอบฉากเท่านั้น
ทุกคนกำลังเล่นอยู่ในละครนี้
ถึงเยี่ยงไรก็ตาม ดูเหมือนจะไม่มีบัณฑิตคนใดไปจากตรงนี้ ราวกับพวกเขากำลังรอผลประกาศสุดท้าย เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้พ่ายแพ้เพราะระดับความสามารถของพวกเขาย่ำแย่
……
……
ณ ชั้นสามบนเรือลำใหญ่
หลี่เฉินตงหยิบพู่กันขึ้นมาจรดลงไปบนกระดาษ ครู่ต่อมาเขาก็ประพันธ์กวีออกมาบทหนึ่ง
เขาอ่านบทกวีนั้นอย่างละเอียดอีกครั้งด้วยความรู้สึกในใจอันเปี่ยมล้น พลางคิดว่านี่คือบทกวีที่ดีที่สุดที่เขาเคยเขียนในชีวิตนี้ก็ว่าได้
หากบทกวีนี้สามารถทำให้เขากลายเป็ผู้ชนะในวันนี้ได้ เขาก็จะกลายเป็บุตรเขยของจวนจงหลี ในอนาคตเรียกว่าสามารถทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกล
หากว่าคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีแต่งงานกับตระกูลหลี่แห่งเมืองกวงหลิง ในอนาคตตระกูลหลี่ของพวกเขาก็จะมีหน้ามีตาไม่แพ้บ้านใหญ่และบ้านรองในเมืองยวี่จิง หรืออาจจะสูงส่งกว่าด้วยซ้ำ
ท่านพ่อคงจะต้องดีใจเป็แน่ ในอนาคตหากไปที่เมืองยวี่จิง ท่านพ่อก็จะได้ยืดอกอย่างสง่าผ่าเผยเมื่อเผชิญหน้ากับลุงใหญ่และลุงรอง
ส่วนท่านแม่......จะได้กลายเป็ฮูหยินใหญ่ของตระกูลหลี่ ส่วนฮูหยินใหญ่ในตอนนี้...... นางคงจะต้องเก็บข้าวเก็บของออกจากเรือนฝั่งตะวันออกเสียที
หลี่เฉินตงเงยหน้ามองขึ้นไป แต่ไม่พบแม้แต่เงาของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลี เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เขาก็ได้หยิบกระดาษเดินไปที่ด้านหน้า
หลังจากมอบบทกวีให้แก่นักปราชญ์าุโทั้งสามแล้ว เขาก็กลับไปนั่งที่ของตนเอง สายตามองไปยังชายฝั่งทะเลสาบฮั่วผิง มองผู้คนที่อยู่ตรงนั้นแล้วยิ้มเยาะออกมา
ไอ้พวกไร้ประโยชน์ !
หมาวัดอยากจะคว้าดอกฟ้าหรือ ?
พวกเ้านี่มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย !
ซูมู่ซินบัดนี้ที่นั่งอยู่ตรงข้างหน้าต่างก็ประพันธ์กวีของเขาเสร็จแล้วเช่นกัน เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางฉีจือเสวี่ยที่อยู่ด้านข้าง ทั้งสองคนหันมาสบตาแล้วยิ้มให้กัน แววตาของพวกเขาเป็ประกายดุจดอกไม้ไฟ
พวกเขาทั้งสองลุกขึ้นยืนและส่งกวีของตนไปที่ด้านหน้า
หลังจากนั้นไม่นาน บัณฑิตคนอื่นก็ไม่รีรอ ต่างพากันจรดพู่กันลงไปที่กระดาษแล้วยื่นส่งไปให้นักปราชญ์าุโทั้งสาม
บัดนี้ หนิงฉู่ฉู่ที่อยู่ในห้องด้านหลังก็ได้ละสายตากลับมา นางหยิบถ้วยน้ำชาขึ้น มองไปทางเสิ่นเฉี่ยวเตี๋ยอีกครั้ง ก่อนจะจิบชาแล้วเอ่ยถามว่า
“แม่นางเสิ่น ในเมื่อข้าได้กล่าวออกไปแล้ว แน่นอนว่าข้าจะต้องช่วยเ้า แต่เื่นี้ไม่ใช่เื่เล็ก เ้า...... เ้าจะไม่ลองครุ่นคิดดูก่อนหรือ ? ”
เสิ่นเฉี่ยวเตี๋ยจะไปคิดอะไรเกี่ยวกับหลี่เฉินอันอีกเล่า !
นับั้แ่นางจำความได้ นับั้แ่นางได้ยินเื่ราวต่าง ๆ ของหลี่เฉินอัน การแต่งงานในครั้งนี้ก็กลายเป็ฝันร้ายของนางมาโดยตลอด
แม้ว่านางจะมีชาติกำเนิดมาจากตระกูลพ่อค้า แต่นางก็มีความรู้มากมาย !
ในเมืองกวงหลิงแห่งนี้ แม้ชื่อเสียงของนางจะไม่ได้โด่งดังเท่ากับจงหลีรั่วสุ่ย แต่ก็เรียกได้ว่าเป็สตรีที่โด่งดัง เป็ที่รู้จักกันไปทั่วเมืองกวงหลิง
นอกจากนี้ นางยังมีฝีมือฉกาจในการทำการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคำนวณบัญชี
หากไม่ใช่เพราะมีสัญญาหมั้นหมายนั่นล่ะก็ คาดว่านางอาจจะได้พบกับผู้ที่นางชื่นชอบ...... อย่างเช่นฮั่วชูฝาน หนึ่งในสามผู้มีพร์แห่งเมืองกวงหลิงก็เป็ได้
แต่เนื่องจากในตอนนั้น บิดาของนางยังเลอะเลือน ทำให้นางและฮั่วชูฝานได้แต่เพียงตกหลุมรักกัน แต่ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้
เปรียบดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานก่อนจันทร์เต็มดวง สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง
บิดาของนางตัดสินใจไปถอนหมั้น ทำให้นางกลับมามีความคาดหวังอีกครั้ง แต่คิดไม่ถึงว่าหลี่เหวินฮั่นจะไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ ต่อให้ต้องป่าวประกาศให้คนทั้งเมืองรู้เื่นี้ เขาก็จะไม่คืนหนังสือสัญญาหมั้นหมาย
บัดนี้มีผู้สูงศักดิ์อาสามาตัดสินใจเื่นี้แทนนาง จึงกลายเป็เื่ที่นางยินดีปรีดานัก !
“เื่นี้ข้าน้อยคิดมานานแล้ว......เดิมทีหัวใจรู้สึกเศร้าโศก คิดว่านี่คือชะตากรรมที่ข้าน้อยต้องยอมรับมัน ตระกูลหลี่ไม่ยินดีคืนหนังสือหมั้นหมาย......ข้าน้อยก็ทำได้เพียงต้องยอมรับมันเท่านั้น”
“เพียงแต่เมื่อคิดว่าในอนาคตต้องใช้ชีวิตอยู่กับหลี่เฉินอัน แม้จะเรียกว่าเป็สามีภรรยากัน แต่ก็เป็คนแปลกหน้าต่อกัน คงไม่อาจอยู่เป็คู่นกยวนยางได้ ข้าน้อยจะคิดเสียว่าได้ออกบวช...... พยายามบ่มเพาะกายให้บริสุทธิ์ท่ามกลางทะเลแห่งความทุกข์นั้น”
“หากคุณชายสามารถช่วยข้าน้อยให้รอดพ้นจากทะเลแห่งความทุกข์นั้นได้......ข้าน้อยจะขอบคุณคุณชายไปตลอดชีวิต ! ”
เสิ่นเฉี่ยวเตี๋ยกล่าวคำเหล่านี้ออกมาด้วยน้ำตานองหน้า นางดูน่าสงสารยิ่งนัก ทำให้จงหลีรั่วสุ่ยที่อยู่ข้างกันรู้สึกเกลียดชังตระกูลหลี่ยิ่งขึ้น
จงหลีรั่วสุ่ยผู้ให้ความสำคัญกับการกับความยุติธรรมจึงได้กล่าวขึ้นด้วยความโมโหว่า
“สตรีเรา จะแต่งงานกับผู้ใด เหตุใดจึงต้องผูกมัดด้วยสัญญาการหมั้นหมายของคนในรุ่นบิดามารดาเพียงแค่ใบเดียว ? ”
“เหตุใดจึงต้องชี้นกเป็นก ชี้ไม้เป็ไม้ หากชายผู้นั้นที่จะแต่งงานด้วยใช้ชีวิตอย่างย่ำแย่...... เช่นนั้นชีวิตของเราจะไม่พังพินาศไปด้วยหรือ ? ”
“เ้าวางใจเถอะ องค์......คุณชายจะต้องช่วยเ้าอย่างแน่นอน ! ”
หนิงฉู่ฉู่คิดดูแล้วก็คงเป็เช่นนั้น แม้ว่านางจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเสิ่นเฉียวเตี๋ยเท่าไรนัก แต่ถึงเยี่ยงไรสตรีผู้นี้ก็นับว่าเป็สหายคนสนิทของจงหลีรั่วสุ่ย อีกอย่าง ขนาดการแต่งงานของนาง นางยังไม่อาจกำหนดเองได้ ดังนั้นนางจึงหวังว่าชีวิตการแต่งงานของเสิ่นเฉียวเตี๋ยจะไม่น่าเศร้าสร้อยขนาดนั้น
ด้วยเหตุนี้ นางจึงกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ตกลง ในเมื่อแม่นางตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะทำให้เ้าสมหวังปรารถนาเอง แต่ข้าขอบอกไว้อย่างชัดเจนก่อน หากงานหมั้นหมายนี้ถูกยกเลิกแล้ว เ้าจะเสียใจในภายหลังไม่ได้ ! ”
เสิ่นเฉี่ยวเตี๋ยจะเสียใจได้เยี่ยงไร นางดีใจเสียด้วยซ้ำ
นางรีบลุกขึ้นยืน โค้งคารวะไปทางหนิงฉู่ฉู่ “ข้าน้อย...... ต่อให้ตายก็ไม่เสียใจ ! ”
ทันใดนั้น บ่าวรับใช้คนหนึ่งเดินนำกวียอดเยี่ยมทั้งหกบทซึ่งตัดสินโดยนักปราชญ์าุโทั้งสามเดินตรงเข้ามา
“คุณหนู ผู้าุโทั้งสามกล่าวว่าผู้ที่ชนะเลิศการแข่งวรรณกรรมในครั้งนี้ คือเ้าของหนึ่งในหกกวีนี้แล้ว ทุกคนล้วนสูสีกัน ส่วนจะตัดสินใจเยี่ยงไร ท้ายที่สุดแล้วก็ดูความประสงค์ของคุณหนู”
จงหลีรั่วสุ่ยรับกวีทั้งหกบทขึ้นมาอ่านโดยละเอียด ไม่ต้องกล่าวว่ากวีทั้งหกนั้นจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่...... “หากเปรียบบทกวีของเขาผู้นั้นแล้ว กวีเหล่านี้แยบยลเกินไป บ้างมีรสนิยมแต่ไม่มีัั หรือ......มีรูปร่างแต่ไร้จิติญญา......เอ๋ ฉีจือเสวี่ยและซูมู่ซิน เ้าสองคนนี้มาทำอันใดกัน ? ”
“ผู้มีพร์ทั้งสี่แห่งเมืองหลวง...... หากเปรียบกับกวีของเขาผู้นั้นแล้ว ยังขาดเสน่ห์อยู่มากมาย หลี่เฉินตง......? ”
จงหลีรั่วสุ่ยมองไปทางเสิ่นเฉียวเตี๋ยด้วยใบหน้าสงสัย แล้วเอ่ยถามว่า “เขาผู้นั้นชื่อว่าหลี่เฉินอันหรือ ? ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ใช่แล้ว ดูเหมือนหลี่เฉินตงจะเป็น้องชายของเขา...... เป็น้องชายต่างมารดา ศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาจู๋เซี่ย บัดนี้เขาเองก็เป็ซิ่วไฉ ได้ยินมาว่าการสอบคัดเลือกระดับภาคในปีนี้อาจจะได้รับคัดเลือก เรียกได้ว่าค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองกวงหลิง”
“เฮ้อ......” จงหลีรั่วสุ่ยนำกวีบทนั้นยื่นไปให้เสิ่นเฉียวเตี๋ย “ทั้งที่กำเนิดมาจากบิดาเดียวกัน เหตุใดจึงแตกต่างกันถึงเพียงนี้ ? ”
“ก็นั่นน่ะสิ หากว่าหลี่เฉินอันนั้นมีความสามารถเพียงครึ่งของน้องชายเขา ข้าเองก็สามารถยอมรับได้ ...... คุณหนูสาม กวีเหล่านี้ไม่เลวเลย...... แต่เมื่อครู่เ้าบอกว่ากวีของเขาผู้นั้นเปรียบเทียบกันแล้วยังห่างไกลจากคนเหล่านี้หรือ ? ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยเหลือบดูแล้วรู้ได้ว่ากวีทั้งหกบทนี้เป็กวีที่มีคุณค่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกวีของซูมู่ซินและฉีจือเสวี่ย เรียกได้ว่าเป็ผลงานชิ้นเอกที่หายากเสียด้วยซ้ำ แต่คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีกลับบอกว่ากวีเหล่านี้ไม่งดงามพอ เช่นนั้นบทกวีที่เขียนโดยเขาผู้นั้นซึ่งนางกล่าวออกมาคงจะเรียกได้ว่าเป็สุดยอดใช่ไหม ?
จงหลีรั่วสุ่ยยักไหล่เล็กน้อย “เ้าลองอ่านกวีบทนี้ก็รู้”
นางยื่นกวีที่เขียนโดยหลี่เฉินอันไปให้กับเสิ่นเฉียวเตี๋ย
แม้ว่าตัวอักษรจะดูไม่ค่อยน่ามอง แต่หลังจากเสิ่นเฉียวเตี๋ยได้อ่านกวีบทนี้แล้ว นางก็ได้แต่ตกตะลึง
“ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ! ”
“มิน่าเล่า คุณหนูสามจึงได้กล่าวเช่นนี้ ! ”
“กวีนี้ผู้ใดเป็คนประพันธ์ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยส่ายหน้า “ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร”
ทันใดนั้น บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามา “คุณหนูเ้าคะ ด้านนอกมีคนสองคนเดินทางมาขอพบ บอกว่าเป็ใต้เท้าจาง จางผิงจู่ เสวียเจิ้งแห่งเมืองกวงหลิง”
“และยังมีอีกคนหนึ่ง บอกว่าตนเองคือฮัวหม่านถิง”
จงหลีรั่วสุ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้นยืน “เร็วเข้า...... ไม่ใช่สิ ข้าจะไปต้อนรับด้วยตนเอง ! ”
ผ่านไปสักพัก นางก็ได้เชิญทั้งสองขึ้นมาในห้องรับรองบนเรือ เสิ่นเฉียวเตี๋ยรีบวางกระดาษในมือลงแล้วรินน้ำชาให้แก่ท่านาุโทั้งสอง
ฮัวหม่านถิงจับจ้องมองไปใบหน้าของหนิงฉู่ฉู่
หนิงฉู่ฉู่กะพริบตาแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง “ที่แท้เป็ผู้าุโฮัวนี่เอง ข้าขอดื่มให้แก่ท่านหนึ่งจอก ! ”
นี่มันเื่อะไรกัน ?
ฮัวหม่านถิงไม่ได้เปิดเผยตัวตนของหนิงฉู่ฉู่ “ข้าได้ยินมาว่าวันนี้มีงานชุมนุมวรรณกรรมที่ทะเลสาบฮั่วผิง จึงได้เดินทางมาร่วมสนุกด้วย......”
เขาดื่มน้ำชาเข้าไป แล้วหันไปมองจงหลีรั่วสุ่ย “ปู่ของเ้าฝากข้ามาเื่หนึ่ง กล่าวว่าให้ข้าช่วยตรวจดูคัดเลือกวรรณกรรมเหล่านี้......”
เขาชี้ไปยังกระดาษซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ “กวีเหล่านี้ กำลังรอการคัดเลือกอยู่หรือ ? ”
“เ้าค่ะ ท่านปู่ฮัวเชิญดูเถิด แต่ในเมื่อท่านเป็กรรมการคัดเลือกด้วยตนเอง ดังนั้นจำเป็ต้องปิดชื่อ ! ”
“เ้าหนูนี่ เ้าคิดว่าซูมู่ซินเป็ศิษย์ของข้า แล้วข้าจะเข้าข้างเขาหรือ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยเลิกคิ้วขึ้นด้วยความเ้าเล่ห์ “คนในเมืองหลวงล้วนรู้ดีว่าท่านรักและทะนุถนอมซูมู่ซินเพียงไร ผู้ใดจะรู้เล่าว่าท่านลำเอียงคะแนนให้เขาหรือไม่ เอาเป็ว่าหากปิดชื่อเอาไว้ถึงจะยุติธรรมที่สุด”
“เอาเถอะ ๆ ข้าเองก็อยากรู้นักว่าบัณฑิตเหล่านี้มีความสามารถเพียงไร สั่งให้คนไปปิดชื่อไว้เถิด”
จงหลีรั่วสุ่ยยื่นกวีทั้งเจ็ดบทนี้ไปให้แก่บ่าวรับใช้ ในขณะที่ไคหยางก้าวตรงเข้ามา
“องค์….. คุณชาย ! ”
“ตรวจสอบมาแล้วหรือ ? ”
“ขอรับ”
“เขาเป็ใคร ? ”